บทความ บทความดีๆ เกร็ดความรู้

ความรู้รอบตัว -Kapook แสนรู้

ลอยกระทง

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก loikrathong.net และทางอินเทอร์เน็ต

          ใกล้ถึงเทศกาลวันลอยกระทงแล้ว … เชื่อว่าหลายคนคงเตรียมตัวควงหวานใจ หรือพาครอบครัวไปลอยกระทงร่วมกันที่ใดที่หนึ่งแล้ว อ๊ะ ๆ … แต่ก่อนที่จะไปลอยกระทงกันนั้น เรามาทำความรู้จักประเพณีลอยกระทงให้ถ่องแท้กันก่อนดีกว่าค่ะ จะได้เข้าใจถึงจุดมุ่งหมายของประเพณีอย่างแท้จริง

กำหนดวันลอยกระทง

          วันลอยกระทงของทุกปีจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย หรือถ้าเป็นปฏิทินจันทรคติล้านนาจะตรงกับเดือนยี่ และหากเป็นปฏิทินสุริยคติจะราวเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเดือน 12 นี้เป็นช่วงต้นฤดูหนาว อากาศจึงเย็นสบาย และอยู่ในช่วงฤดูน้ำหลาก มีน้ำขี้นเต็มฝั่ง ทำให้เห็นสายน้ำอย่างชัดเจน อีกทั้งวันขึ้น 15 ค่ำ เป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวง ทำให้สามารถเห็นแม่น้ำที่มีแสงจันทร์ส่องกระทบลงมา เป็นภาพที่ดูงดงามเหมาะแก่การชมเป็นอย่างยิ่ง

ประวัติความเป็นมาของวันลอยกระทง

ลอยกระทง

          ประเพณีลอยกระทงนั้น ไม่มีหลักฐานระบุแน่ชัดว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อใด แต่เชื่อว่าประเพณีนี้ได้สืบต่อกันมายาวนานตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหง เรียกประเพณีลอยกระทงนี้ว่า “พิธีจองเปรียญ” หรือ “การลอยพระประทีป” และมีหลักฐานจากศิลาจารึกหลักที่ 1 กล่าวถึงงานเผาเทียนเล่นไฟว่าเป็นงานรื่นเริงที่ใหญ่ที่สุดของกรุงสุโขทัย ทำให้เชื่อกันว่างานดังกล่าวน่าจะเป็นงานลอยกระทงอย่างแน่นอน

          ในสมัยก่อนนั้นพิธีลอยกระทงจะเป็นการลอยโคม โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงสันนิษฐานว่า พิธีลอยกระทงเป็นพิธีของพราหมณ์ จัดขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้า 3 องค์ คือ พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม ต่อมาได้นำพระพุทธศาสนาเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงให้มีการชักโคม เพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุ และลอยโคมเพื่อบูชารอยพระบาทของพระพุทธเจ้า

          ก่อนที่นางนพมาศ หรือ ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ สนมเอกของพระร่วงจะคิดค้นประดิษฐ์กระทงดอกบัวขึ้นเป็นคนแรกแทนการลอยโคม ดังปรากฎในหนังสือนางนพมาศที่ว่า

          “ครั้นวันเพ็ญเดือน 12 ข้าน้อยได้กระทำโคมลอย คิดตกแต่งให้งามประหลาดกว่าโคมสนมกำนัลทั้งปวงจึงเลือกผกาเกษรสีต่าง ๆ มาประดับเป็นรูปกระมุทกลีบบานรับแสงจันทร์ใหญ่ประมาณเท่ากงระแทะ ล้วนแต่พรรณดอกไม้ซ้อนสีสลับให้ป็นลวดลาย…”

          เมื่อสมเด็จพระร่วงเจ้าได้เสด็จฯ ทางชลมารค ทอดพระเนตรกระทงของนางนพมาศก็ทรงพอพระราชหฤทัย จึงโปรดให้ถือเป็นเยี่ยงอย่าง และให้จัดประเพณีลอยกระทงขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยให้ใช้กระทงดอกบัวแทนโคมลอย ดังพระราชดำรัสที่ว่า “ตั้งแต่นี้สืบไปเบื้องหน้า โดยลำดับกษัตริย์ในสยามประเทศถึงกาลกำหนดนักขัตตฤกษ์วันเพ็ญเดือน 12 ให้ทำโคมลอยเป็นรูปดอกบัว อุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมมทานทีตราบเท่ากัลปาวสาน” พิธีลอยกระทงจึงเปลี่ยนรูปแบบตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ลอยกระทง

          ประเพณีลอยกระทงสืบต่อกันเรื่อยมา จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น สมัยรัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 3 พระบรมวงศานุวงศ์ตลอดจนขุนนางนิยมประดิษฐ์กระทงใหญ่เพื่อประกวดประชันกัน ซึ่งต้องใช้แรงคนและเงินจำนวนมาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลือง จึงโปรดให้ยกเลิกการประดิษฐ์กระทงใหญ่แข่งขัน และโปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์ทำเรือลอยประทีปถวายองค์ละลำแทนกระทงใหญ่ และเรียกชื่อว่า “เรือลอยประทีป” ต่อมาในรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ได้ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ปัจจุบันการลอยพระประทีปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงกระทำเป็นการส่วนพระองค์ตามพระราชอัธยาศัย

เหตุผลและความเชื่อของการลอยกระทง

          สาเหตุที่มีประเพณีลอยกระทงขึ้นนั้น เกิดจากความเชื่อหลาย ๆ ประการของแต่ละท้องที่ ได้แก่ 

          1.เพื่อแสดงความสำนึกถึงบุญคุณของแม่น้ำที่ให้เราได้อาศัยน้ำกิน น้ำใช้ ตลอดจนเป็นการขอขมาต่อพระแม่คงคา ที่ได้ทิ้งสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ลงไปในน้ำ อันเป็นสาเหตุให้แหล่งน้ำไม่สะอาด

          2.เพื่อเป็นการสักการะรอยพระพุทธบาทนัมมทานที เมื่อคราวที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปแสดงธรรมโปรดในนาคพิภพ และได้ทรงประทับรอยพระบาทไว้บนหาดทรายแม่น้ำนัมมทานที ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหนึ่งอยู่ในแคว้นทักขิณาบถของประเทศอินเดีย ปัจจุบันเรียกว่าแม่น้ำเนรพุทท

          3.เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ เพราะการลอยกระทงเปรียบเหมือนการลอยความทุกข์ ความโศกเศร้า โรคภัยไข้เจ็บ และสิ่งไม่ดีต่าง ๆ ให้ลอยตามแม่น้ำไปกับกระทง คล้ายกับพิธีลอยบาปของพราหมณ์

          4.เพื่อเป็นการบูชาพระอุปคุต ที่ชาวไทยภาคเหนือให้ความเคารพ ซึ่งบำเพ็ญเพียรบริกรรมคาถาอยู่ในท้องทะเลลึกหรือสะดือทะเล โดยมีตำนานเล่าว่าพระอุปคุตเป็นพระมหาเถระรูปหนึ่งที่มีอิทธิฤทธิ์มาก สามารถปราบพญามารได้ 

          5.เพื่อรักษาขนบธรรมเนียมของไทยไว้มิให้สูญหายไปตามกาลเวลา และยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เกิดขึ้นทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

          6.เพื่อความบันเทิงเริงใจ เนื่องจากการลอยกระทงเป็นการนัดพบปะสังสรรค์กันในหมู่ผู้ไปร่วมงาน

          7.เพื่อส่งเสริมงานฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ เพราะเมื่อมีเทศกาลลอยกระทง มักจะมีการประกวดกระทงแข่งกัน ทำให้ผู้เข้าร่วมได้เกิดความคิดแปลกใหม่ และยังรักษาภูมิปัญหาพื้นบ้านไว้อีกด้วย

ประเพณีลอยกระทงในแต่ละภาค

          ลักษณะการจัดงานลอยกระทงของแต่ละจังหวัด และแต่ละภาคจะมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันคือ

ยี่เป็ง

           ภาคเหนือ (ตอนบน) จะเรียกประเพณีลอยกระทงว่า “ยี่เป็ง” อันหมายถึงการทำบุญในวันเพ็ญเดือนยี่  (เดือนยี่ถ้านับตามล้านนาจะตรงกับเดือนสิบสองในแบบไทย) โดยชาวเหนือจะนิยมประดิษฐ์โคมลอย หรือที่เรียกว่า “ว่าวฮม” หรือ “ว่าวควัน” โดยการใช้ผ้าบางๆ แล้วสุมควันข้างใต้ ให้โคมลอยขึ้นไปในอากาศ เพื่อเป็นการบูชาพระอุปคุตต์ ซึ่งเชื่อกันว่าท่านบำเพ็ญบริกรรมคาถาอยู่ในท้องทะเลลึก หรือสะดือทะเล ตรงกับคติของชาวพม่า

ลอยกระทงสาย

           จังหวัดตาก จะประดิษฐ์กระทงขนาดเล็ก แล้วปล่อยลอยไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้เรียงรายเป็นสาย เรียกว่า

“กระทงสาย”

 

 

ลอยกระทง

           จังหวัดสุโขทัย เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีชื่อเสียงในเรื่องประเพณีลอยกระทง ด้วยความเป็นจังหวัดต้นกำเนิดของประเพณีนี้ โดยการจัดงาน ลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟ ที่จังหวัดสุโขทัยถูกฟื้นฟูกลับมาอีกครั้งหนึ่งในปี พ.ศ.2520 ซึ่งจำลองบรรยากาศงานมาจากงานลอยกระทงสมัยกรุงสุโขทัย และหลังจากนั้นก็มีการจัดงานลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟขึ้นที่จังหวัดสุโขทัยทุก ๆ ปี มีทั้งการจัดขบวนแห่โคมชักโคมแขวน การเล่นพลุตะไล และไฟพะเนียง

ไหลเรือไฟ

           ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ งานลอยกระทงจะเรียกว่า เทศกาลไหลเรือไฟ โดยจัดเป็นประเพณียิ่งใหญ่ทุกปีในจังหวัดนครพนม มีการนำหยวกกล้วย หรือวัสดุต่าง ๆ มาตกแต่งเรือ และประดับไฟอย่างสวยงาม และตอนกลางคืนจะมีการจุดไฟปล่อยกระทงให้ไหลไปตามลำน้ำโขง

ภูเขาทอง

           กรุงเทพมหานคร มีการจัดงานลอยกระทงหลายแห่ง แต่ที่เป็นไฮไลท์อยู่ที่ “งานภูเขาทอง” ที่จะเนรมิตงานวัดเพื่อเฉลิมฉลองประเพณีลอยกระทง ส่วนใหญ่จัดอยู่ราว 7-10 วัน ตั้งแต่ก่อนวันลอยกระทง จนถึงหลังวันลอยกระทง

ลอยกระทง

           ภาคใต้ มีการจัดงานลอยกระทงในหลาย ๆ จังหวัด เช่น อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่มีงานยิ่งใหญ่ทุกปี

กิจกรรมในวันลอยกระทง

          ในปัจจุบันมีการจัดงานลอยกระทงทุก ๆ จังหวัด ซึ่งจะมีกิจกรรมแตกต่างกันไปในแต่ละสถานที่ แต่กิจกรรมที่มีเหมือน ๆ กันก็คือ การประดิษฐ์กระทง โดยนำวัสดุต่าง ๆ ทั้งหยวกกล้วย ใบตอง หรือจะเป็นกาบพลับพลึง เปลือกมะพร้าว ฯลฯ มาประดับตกแต่งด้วยดอกไม้ ธูป เทียน เครื่องสักการบูชา ให้เป็นกระทงที่สวยงาม ภายหลังมีการใช้วัสดุโฟมที่สามารถประดิษฐ์กระทงได้ง่าย แต่จะทำให้เกิดขยะที่ย่อยสลายยากขึ้น จึงมีการรณรงค์ให้เลิกใช้กระทงโฟมเพื่อพิทักษ์สิ่งแวดล้อม ก่อนจะมีการดัดแปลงวัสดุทำกระทงให้หลากหลายขึ้น เช่น กระทงขนมปัง กระทงกระดาษ กระทงพลาสติกชนิดพิเศษ เพื่อให้ย่อยสลายง่ายและไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม

กระทง

          เมื่อไปถึงสถานที่ลอยกระทง ก่อนทำการลอยก็จะอธิษฐานในสิ่งที่ปรารถนาขอให้ประสบความสำเร็จ หรือเสี่ยงทายในสิ่งต่าง ๆ จากนั้นจึงปล่อยกระทงให้ลอยไปตามสายน้ำ และในกระทงมักนิยมใส่เงินลงไปด้วย เพราะเชื่อกันว่าเป็นการบูชาพระแม่คงคา

          นอกจากการลอยกระทงแล้ว มักมีกิจกรรมประกวดนางนพมาศอันเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของประเพณีลอยกระทง และตามสถานที่จัดงานจะ

มีการประกวดกระทง ขบวนแห่ มหรสพสมโภชต่าง ๆ บางแห่งอาจมีการจุดพลุ ดอกไม้ไฟเฉลิมฉลองด้วย

 

 

นางนพมาศ

 

 

เพลงประจำเทศกาลลอยกระทง

 

          เมื่อเราได้ยินเพลง “รำวงลอยกระทง” ที่ขึ้นต้นว่า “วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำนองเต็มตลิ่ง…” นั่นเป็นสัญญาณว่าใกล้จะถึงวันลอยกระทงแล้ว ซึ่งเพลงนี้เป็นที่คุ้นหูของทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ เพราะในต่างประเทศมักเปิดเพลงนี้ต้อนรับนักท่องเที่ยว เพื่อแสดงถึงความเป็นประเทศไทย

          เพลงรำวงวันลอยกระทงแต่งโดยครูแก้ว อัจฉริยกุล ผู้ให้ทำนองคือ ครูเอื้อ สุนทรสนาน แห่งสุนทราภรณ์ ซึ่งครูเอื้อได้แต่งเพลงนี้ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2498 ขณะที่ได้ไปบรรเลงเพลงที่บริเวณคณะบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมีผู้ขอเพลงจากครูเอื้อ ครูเอื้อจึงนั่งแต่งเพลงนี้ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในระยะเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงจึงเกิดเป็นเพลง “รำวงลอยกระทง” ที่ติดหูกันมาทุกวันนี้ มีเนื้อร้องว่า

          วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำนองเต็มตลิ่ง 
          เราทั้งหลายชายหญิง 
          สนุกกันจริง วันลอยกระทง 
          ลอย ลอยกระทง ลอย ลอยกระทง 
          ลอยกระทงกันแล้ว 
          ขอเชิญน้องแก้วออกมารำวง 
          รำวงวันลอยกระทง รำวงวันลอยกระทง 
          บุญจะส่งให้เราสุขใจ บุญจะส่งให้เราสุขใจ

งานลอยกระทงประจำปี 2552

          ปฏิเสธไม่ได้ว่าการลอยกระทงถือเป็นประเพณีหนึ่งที่สามารถส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศได้อย่างดี ดังนั้นในทุก ๆ ปี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะร่วมกับจังหวัดต่างๆ จัดงานใหญ่ เพื่อกระตุ้นให้เกิดกระแสการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศในช่วงเทศกาลประเพณีลอยกระทง อีกทั้งยังเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ และรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีลอยกระทงอีกด้วย 

ลอยกระทง

          และสำหรับปี 2552 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้จัดเทศกาลลอยกระทงในหลายพื้นที่ สำหรับผู้ที่ต้องการไปเที่ยวชมงาน ได้แก่…

ภาคกลาง

          กรุงเทพมหานคร จัดงานสีสันแห่งสายน้ำ มหกรรมลอยกระทง กรุงเทพมหานคร วันที่ 31 ตุลาคมถึง 2 พฤศจิกายน โดยมีขบวนเรือประเพณีลอยกระทง เรือประดับไฟฟ้า ณ บริเวณแม่น้ำเจ้าพระยา เริ่มตั้งแต่สะพานกรุงเทพฯ ถึงสะพานกรุงธน ทั้งนี้ จะมีพิธีเปิดงานที่บริเวณเชิงสะพานพระราม 8 ฝั่งธนบุรี เวลา 19.00 น.

          จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ศูนย์ศิลปาชีพ บางไทร ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จัดงาน “ลอยกระทง ตามประทีป ศูนย์ศิลปาชีพ บางไทรฯ ประจำปี 2552″ ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม ถึง 2 พฤศจิกายน ซึ่งนับเป็นงานประจำปีที่ยิ่งใหญ่งานหนึ่งของ ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ ที่จัดต่อเนื่องมาครั้งนี้เป็นครั้งที่ 22 แล้ว โดยจัดภายใต้แนวคิดหลัก “ย้อนรำลึกถึงวันวาน” การประกวดนางนพมาศและหนูน้อยนพมาศชิงถ้วยรางวัลพระราชทาน การประกวดกระทงชิงถ้วยพระราชทาน พร้อมศิลปินชื่อดังตบเท้าขึ้นเวทีสร้างความบันเทิงตลอดคืน เน้นอำนวย ความสะดวกแก่ประชาชนเที่ยวชมงานด้วยรถรับส่งกรุงเทพฯ-อยุธยาฟรี และไม่เสียค่าบัตรผ่านประตู

ลอยกระทง

         จังหวัดสมุทรสงคราม จัดงานประเพณีลอยกระทงกาบกล้วยเมืองแม่กลอง วัฒนธรรมท้องถิ่นของชาวจังหวัดสมุทรสงครามที่ผูกพันกับสายน้ำลุ่มแม่ น้ำแม่กลอง  มีการลอยกระทงกาบกล้วย จำนวน 100,000 ใบ เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น เรียบง่าย ประหยัด สมดุล ย่อยสลายง่าย ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม ในวันที่ 2 พฤศจิกายน ณ อุทยาน ร.2 และวัดภุมรินกุฎีทอง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม งานเริ่มเวลา 16.00 น. โดยมีการสืบสานประเพณีทอดผ้าป่าทางน้ำ มีขบวนเรือแห่ผ้าป่า ในภายในงานมีกิจกรรมรำวงย้อนยุค การแสดงวงดนตรีลูกท่ง โรงเรียนอัมพวันวิทยาลัย เจ้าของรางวัลรายการชิงช้าสรรค์ แชมป์ออฟเดอะแชมป์ ปี 2551 การแสดงโขนเยาวชนกลุ่มยุวศิลปิน มูลนิธิ ร.2 นิทรรศการกระทงกาบกล้วยเมืองแม่กลอง การประกวดหนูน้อยนพมาศ การประกวดนางนพมาศ ณ วัดช่องลม

ภาคเหนือ

          จังหวัดสุโขทัย จัดงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟจังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2552 ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2552 ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ซึ่งเป็นประเพณีบูชาด้วยประทีป ที่มีมาแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ตามที่ปรากฏหลักฐานในหลักศิลาจารึกพ่อขุนราม คำแหงหลักที่ 1 มีข้อความกล่าวถึง การเผาเทียน เล่นไฟ ว่าเป็นงานที่ยิ่งใหญ่อลังการที่สุดของอาณาจักรสุโขทัย เมื่อกว่า 700 ปีก่อน ซึ่งได้คลี่คลายมาเป็นประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟในปัจจุบัน โดยมีการแสดงแสง-เสียง จำลองบรรยากาศงานเผาเทียน เล่นไฟสมัยสุโขทัย ให้ผู้คนทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศได้ชื่นชม

ลอยกระทง

          จังหวัดตาก จัดงานประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีป 1000 ดวง ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประจำปี 2552 ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคมถึง 4 พฤศจิกายน ณ บริเวณแม่น้ำปิง ริมสายธารลานกระทงสาย เชิงสะพานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี อำเภอเมือง จังหวัดตาก ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม – 4 พฤศจิกายน 2552

          จังหวัดเชียงใหม่ จัดงานประเพณียี่เป็ง “สืบฮีต สานฮอย ต๋ามโคมผ่อกอย ยี่เป็งล้านนา” หรือChiang Mai “YeePeng” (LoyKrathongFestival) ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคมถึง 2 พฤศจิกายน ณ บริเวณข่วงประตูท่าแพ และหน้าสำนักงานเทศบาล จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ และเสริมสร้างภาพลักษณ์ของเชียงใหม่ให้เป็นเมืองแห่งศิลปวัฒนธรรม ทำให้เกิดพัฒนาการทางด้านความผสมผสานระหว่างดนตรีล้านนากับดนตรีสากล อีกทั้งยังเป็นเวทีที่เปิดโอกาสกับเยาวชนในเขตจังหวัดภาคเหนือได้แสดงความ สามารถในด้านดนตรี และศิลปวัฒนธรรมภายในงานอีกด้วย

ภาคใต้

          จังหวัดสงขลา จัดงานเทศกาลโคมไฟ สีสันเมืองใต้ ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2552 – 28 กุมภาพันธ์ 2553 ที่บริเวณสวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่ โดยมีธีมการจัดงาน 9 มหัศจรรย์โคมไฟแห่งความสุข ซึ่งประเทศจีนร่วมแสดงโคมไฟน้ำแข็งเป็นแห่งแรกในประเทศ ภายใต้อุณหภูมิ -30 องศาเซลเซียส เพื่อฉลองความสัมพันธ์ไทย-จีนที่ครบรอบ 35 ปี

          นอกจากนี้ ยังมีการจัดเทศกาลงานลอยกระทงในทุก ๆ จังหวัดอีกด้วย

          สำหรับวันลอยกระทงในปีนี้ตรงกับวันพุธ ที่ 2 พฤศจิกายน 2552 ใครที่ยังไม่มีโปรแกรมไปเที่ยวที่ไหน ก็อย่าลืมชวนครอบครัว หรือเพื่อน ๆ มาร่วมกันสานต่อประเพณีที่ดีงามนี้ไว้นะค่ะ อ่อ… และอย่าลืมใช้กระทงที่ทำจากวัสดุธรรมชาติด้วยล่ะ เพราะนอกจากจะไปลอยกระทงเพื่ออนุรักษ์ประเพณีแล้ว ยังจะเป็นการช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติไว้อีกต่อหนึ่งด้วยค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

 

- loikrathong.net
- phrapradaeng.org
- thaigoodview.com

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก panyathai.or.th และ Kapook.com

          “Trick or treat!” คำฮิตติดหูประจำเทศกาลฮาโลวีน (วันที่ 31 ตุลาคม ของทุกปี) หลายคนรู้ว่า สัญลักษณ์ประจำฮาโลวีนต้องมีปาร์ตี้แต่งกายชุดภูตผีปีศาจ และต้องมีฟักทองเจาะหน้าตาแปลกๆ … แต่แล้วทราบหรือไม่ว่า ฮาโลวีนมีความสำคัญอย่างไร

รู้จักความหมายของ “ฮาโลวีน” 

          ในคริสต์ศาสนา นิกายคาทอลิก Halloween เป็นคำภาษาอังกฤษ เพี้ยนมาจากคำ All Hallows Eves ซึ่งแปลว่า วันก่อนวันสมโภชนักบุญทั้งหลาย โดยวิธีตัดต่อ Hallow + Eve = Halloween คำว่า Hallow เป็นคำแองโกลแซกซัน แปลว่า ทำให้ศักดิ์สิทธิ์ ตรงกับภาษาเยอรมันว่า heiligen ในปัจจุบันนิยมใช้คำมาจากภาษาละตินว่า sanctify คำว่า Hallow ยังมีใช้ในบทสวดอธิษฐานเก่าๆ เช่น Hallowed be thy Name (ขอพระนามจงเป็นที่สักการะ) 

          คำว่า Hallow ยังแปลว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผู้ศักดิ์สิทธิ์ นักบุญ ดังนั้น All Hallowmas จึงแปลว่า วันสมโภชนักบุญทั้งหลาย ในปัจจุบันใช้คำว่า All Saints Day คู่กับ Christmas ซึ่งแปลว่า วันสมโภชพระคริสต์หรือคริสต์มาสนั่นเอง  

          วันก่อนวันสมโภชคริสต์มาสมี Christmas Eve ที่นิยมเรียกว่า คืน (ก่อน) คริสต์มาส วันก่อนวันสมโภชนักบุญทั้งหลายก็มี All Hallowmas Eve ซึ่งต่อมาย่อเป็น Halloween โดยมีงานรื่นเริงและพิธีกรรมทางศาสนาเช่นเดียวกับคืนคริสต์มาส ชาวคาทอลิกพร้อมใจกันเลื่อนพิธีกรรมทางศาสนาไป หลังวันสมโภชนักบุญทั้งหลาย และเรียกว่า วันวิญญาณในแดนชำระ (All Souls Day) เพื่อให้คู่กับวันสมโภชนักบุญทั้งหลาย (All Saints Day)

 ความเป็นมาของวันฮาโลวีน

          วันฮาโลวีนของทุกปี จะตรงกับวันที่ 31 ตุลาคม เชื่อว่ามีที่มาจากวันฉลองปีใหม่ของชาวเซลท์ (Celt) ในวันที่ 1 พฤศจิกายนที่เรียกว่า Samhain ซึ่งเป็นชื่อของเทพเจ้าแห่งความตาย ทั้งนี้ ในวันที่ 31 ตุลาคม ชาวเคลต์ (Celt) ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองเผ่าหนึ่งในไอร์แลนด์ ถือกันว่าเป็นวันสิ้นสุดของฤดูร้อน และวันต่อมา คือ วันที่ 1 พฤศจิกายนเป็นวันขึ้นปีใหม่ 

          ซึ่งในวันที่ 31 ตุลาคมนี่เองที่ชาวเคลต์เชื่อว่า เป็นวันที่มิติคนตาย และคนเป็นจะถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน และวิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตในปีที่ผ่านมา จะเที่ยวหาร่างของคนเป็นเพื่อสิงสู่ เพื่อที่จะได้มีชีวิตขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เดือดร้อนถึงคนเป็น ต้องหาทุกวิถีทางที่จะไม่ให้วิญญาณมาสิงสู่ร่างตน ชาวเคลต์จึงปิดไฟทุกดวงในบ้าน ให้อากาศหนาวเย็น และไม่เป็นที่พึงปรารถนาของบรรดาผีร้าย และยังพยายามแต่งกายให้แปลกประหลาด ปลอมตัวเป็นผีร้าย และส่งเสียงดัง เพื่อให้ผีตัวจริงตกใจหนีหายสาบสูญไป  

          นอกจากนี้คืนดังกล่าวยังเป็นคืนเฉลิมฉลองการสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยว และอาจมีการนำสัตว์ หรือพืชผลมาบูชายัญให้กับเหล่าภูติผี และวิญญาณด้วย หลังจากคืนนั้นไฟทุกดวงจะถูกดับ และจุดขึ้นใหม่ด้วยไฟศักดิ์สิทธิ์ของชาวเซลท์ 

          บางตำนานยังเล่าถึงขนาดว่า มีการเผา “คนที่คิดว่าถูกผีร้ายสิง” เป็นการเชือดไก่ให้ผีกลัวอีกต่างหาก แต่นั่นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนคริสตกาล ที่ความคิดเรื่องผีสางยังฝังรากลึกในจิตใจมนุษย์ ต่อมาในศตวรรษแรกแห่งคริสตกาล ชาวโรมันรับประเพณีฮาโลวีนมาจากชาวเคลต์ แต่ได้ตัดการเผาร่างคนที่ถูกผีสิงออก เปลี่ยนเป็นการเผาหุ่นแทน  

          ในสมัยต่อชาวโรมันคาทอลิกต้องการกำจัดพิธีเฉลิมฉลอง ของกลุ่มชนนอกศาสนาคริสต์เหล่านี้ สันตะปาปา Gregory ที่ 4 จึงได้กำหนดวันที่ 1 พฤศจิกายนให้เป็นวันเฉลิมฉลอง All Saints Day หรือ All Hallows Day สำหรับชาวคริสต์เพื่อระลึกถึงนักบุญ และผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่การเฉลิมฉลองในคืนวันที่ 31 ตุลาคมหรือ Hallow´s Eve ก็ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบันแต่ชื่อเรียกได้เพี้ยนไปเป็น Halloween 

          กาลเวลาผ่านไป ความเชื่อเรื่องผีจะสิงสูร่างมนุษย์เสื่อมถอยลงตามลำดับ ฮาโลวีนจึงกลายเป็นเพียงพิธีการ การแต่งตัวเป็นผี แม่มด สัตว์ประหลาดตามแต่จะสร้างสรรค์กันไป

 จากอังกฤษสู่อเมริกา 

          เดิมเทศกาลฮาโลวีนจัดขึ้นในประเทศอังกฤษ ไอร์แลนด์ สกอตแลนด์ และประเทศข้างเคียงเท่านั้น แต่เมื่อชาวไอริช และชาวสกอตอพยพไปตั้งหลักแหล่งในสหรัฐอเมริกา ในช่วงทศวรรษที่ 1840 ก็นำเอาประเพณีนี้ไปปฏิบัติด้วย ปรากฏว่าถูกใจชาวอเมริกันทุกเชื้อชาติ จึงปฏิบัติตามกันอย่างจริงจังตลอดมา และตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ก็กลายเป็นเทศกาลประจำชาติมาจนทุกวันนี้

 กิจกรรมในวันฮาโลวีน  

          การฉลองวันฮาโลวีนนิยมจัดกันในสหรัฐอเมริกา ไอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร แคนาดา และยังมีในออสเตรเลีย กับนิวซีแลนด์ด้วย รวมถึงประเทศอื่นในทวีปยุโรปก็นิยมจัดงานวันฮาโลวีนเพื่อความสนุกสนาน ในประเทศทางตะวันตก เด็กๆ จะแต่งกายเป็นภูตผีปีศาจพากันชักชวนเพื่อนฝูงออกไปงานฉลอง เรียกว่า การเล่น Trick or Treat (หลอกหรือเลี้ยง) คือการเดินเคาะประตูขอขนมตามบ้าน

          เคล็ดอีกอย่างหนึ่งของเทศกาลฮาโลวีน นอกจากเคาะประตูขอขนมตามบ้านต่างๆ แล้ว ยังมีการนำ แอปเปิ้ล กับเหรียญชนิดหกเพ็นซ์ใส่ลงในอ่างน้ำ หากใครสามารถแยกแยะของสองอย่างนี้ ออกจากกันได้ด้วยการใช้ปากคาบเหรียญขึ้นมา และใช้ส้อมจิ้มแอปเปิ้ลให้ติดเพียงครั้งเดียวถือว่าผู้นั้นจะโชคดีตลอดปีใหม่ที่กำลังมาถึง 

          ทางด้านสาวอังกฤษสมัยก่อนจะออกไปหว่านและไถกลบเมล็ดป่านชนิดหนึ่งในยามเที่ยงคืนของวันฮาโลวีน พร้อมกับเสี่ยงสัตย์อธิษฐานด้วยการท่องคาถาว่า “เจ้าเมล็ดป่านที่ข้าหว่านจงช่วยบันดาลให้ผู้ที่จะมาเป็นคู่ชีวิตของข้าปรากฎตัวให้เห็น” หลังจากนั้นลองเหลียวมองผ่านบ่าด้านซ้ายของตนเองดู ก็จะได้เห็นนิมิตเรือนร่างของผู้ที่จะมาเป็นสามีในอนาคตของตน (นี่คือความเชื่อของสาวๆ อังกฤษ)

trick or treat

 การเล่น Trick or Treat  

          สำหรับประเพณี ทริกออร์ทรีต (Trick or Treat แปลว่า หลอกหรือเลี้ยง) นั้น เริ่มขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 9 โดยชาวยุโรป ซึ่งถือว่า วันที่ 2 พฤศจิกายน เป็นวัน “All Souls” พวกเขาจะเดินร้องขอ “ขนมสำหรับวิญญาณ” (soul cake) จากหมู่บ้านหนึ่งไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง โดยเชื่อว่า ยิ่งให้ขนมเค้กมากเท่าไร วิญญาณของญาติผู้บริจาคก็ได้รับผลบุญ ทำให้มีโอกาสขึ้นสวรรค์ได้มากเท่านั้น 

          ประเพณีทริกออร์ทรีต ในสหรัฐอเมริกา คือ การละเล่นอย่างหนึ่งที่เด็กๆ เฝ้ารอคอยในวันฮาโลวีน ตามบ้านเรือนจะตกแต่งด้วยโคมไฟฟักทอง และตุ๊กตาหุ่นฟางที่เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลประเพณีเก็บเกี่ยว (Harvest) ในช่วงเดียวกันนั้น แต่ละบ้านจะเตรียมขนมหวานที่ทำเป็นรูปเม็ดข้าวโพดสีขาวเหลืองส้มในเม็ดเดียวกัน เรียกว่า Corn Candy และขนมอื่นๆ ไว้เตรียมคอยท่า 

          ส่วนเด็กๆ ในละแวกบ้านก็จะแต่งตัวแฟนซี เป็นภูตผีมาเคาะตามประตูบ้าน โดยเน้นบ้านที่มีโคมไฟฟักทองประดับ (เพราะมีความหมายโดยนัยว่าต้อนรับพวกเขา) พร้อมกับถามว่า “Trick or treat?” เจ้าของบ้านมีสิทธิที่จะตอบ treat ด้วยการยอมแพ้ มอบขนมหวานให้ภูตผี (เด็ก) เหล่านั้น ราวกับว่า ช่างน่ากลัวเหลือเกิน หรือเลือกตอบ trick เพื่อท้าทายให้ภูตผีเหล่านั้นอาละวาด ซึ่งก็อาจเป็นอะไรได้ ตั้งแต่แลบลิ้นปลิ้นตาหลอกหลอน ไปจนถึงขั้นทำลายข้าวของเล็กๆ น้อยๆ แล้วอาจจบลงด้วยการ treat เด็กๆ ด้วยขนมในที่สุด 

          ในสมัยโบราณมีการกล่าวขานกันว่าเด็กๆ ไม่ได้ขนม จะแกล้งเจ้าของบ้าน เช่น ใส่ไข่ดิบในตู้จดหมายในคืนเทศกาลฮาโลวีน คนส่วนใหญ่จึงมีขนมและลูกกวาดเตรียมไว้เพื่อจะไม่ต้องโดนผี (เด็กๆ) แกล้ง 
          
          และที่ขาดไม่ได้สำหรับเทศกาลฮาโลวีนเลย คือ การประดับประดาแสงไฟ และการแกะสลักฟักทองเป็นโคมไฟ เจาะทำตาจมูก และปากที่แสยะยิ้ม เรียกว่า แจ๊ก-โอ’-แลนเทิร์น (jack-o’-lantern)

 ตำนานแกะสลักฟักทอง แจ๊ก-โอ’-แลนเทิร์น (jack-o’-lantern)  

          ตำนานที่เกี่ยวกับฟักทองนั้น เป็นตำนานพื้นบ้านของชาวไอริช กล่าวถึง แจ๊คจอมตืด ซึ่งเป็นนักเล่นกลจอมขี้เมา วันหนึ่งเขาหลอกล่อปีศาจขึ้นไปบนต้นไม้และเขียนกากบาทไว้ที่โคนต้นไม้ ทำให้ปีศาจลงมาไม่ได้ จากนั้นเขาได้ทำข้อตกลงกับปีศาจ “ห้ามนำสิ่งไม่ดีมาหลอกล่อเขาอีก” แล้วเขาจะปล่อยปีศาจลงจากต้นไม้ เมื่อแจ็คตายลง เขาปฏิเสธที่จะขึ้นสวรรค์ เพราะเขามีความคิดไปในทางของความชั่วร้าย ขณะเดียวกันปฏิเสธที่จะลงนรก เพราะเขาได้ทำข้อตกลงกับปีศาจไว้ ปีศาจจึงให้ถ่านที่กำลังคุแก่เขา เพื่อให้เขาใช้นำทางไปในทางที่มืดมิด และหนาวเย็น และแจ็คได้นำถ่านนี้ใส่ไว้ในหัวผักกาดเทอนิพที่ถูกเจาะให้กลวง เพื่อให้ไฟลุกโชติช่วงได้นานขึ้น 

          ชาวไอริชจึงแกะสลักหัวผักกาดเทอนิพ และใส่ไฟในด้านใน อันเป็นอีกสัญลักษณ์ของวันฮาโลวีน เพื่อระลึกถึง “การหยุดยั้งความชั่ว” Trick or Treat เพื่อส่งผลบุญให้กับญาติผู้ล่วงลับ และพิธีทางศาสนาเพื่อทำบุญวันปีใหม่ แต่เมื่อมีการฉลองฮาโลวีนในสหรัฐอเมริกา ชาวอเมริกาพบว่าฟักทองหาง่ายกว่าหัวผักกาดมาก จึงเปลี่ยนมาใช้ฟักทองแทน

 เครื่องดื่มวันฮาโลวีน  

          โดยธรรมเนียมแล้ว วันฮาโลวีน เป็นวันถือศีล และไม่ดื่มสุราหรืออาหารฟุ่มเฟือย อาจมีโซลเค้ก (Soul Cake) ซึ่งเป็นขนมตามธรรมเนียมดั้งเดิมของงานวันฮาโลวีน หรือ อาหาร ที่ไม่ใช่เนื้อ และเมื่อได้รับโซลเค้กให้สวดภาวนาแด่ผู้ล่วงลับเป็นการตอบแทน (อย่างไรก็ดี นี่เป็นละครในงานวัน “ฮาโลวีน” ไม่ใช่พิธีกรรม ดังนั้นการจัดงานเลี้ยงในบ้านเราคงจะต้องมีขนม, น้ำ และอาหารเป็นธรรมดา)

ฮาโลวีนนี้เที่ยวไหนดี

          อย่างไรก็ตาม คนไทยปัจจุบันรู้จักเทศกาลฮาโลวีนเหมือนกับที่รู้จักเทศกาลต่างๆ ตามประเพณีของชาวยุโรป เช่น อีสเตอร์ วันขอบคุณพระเจ้า วันคริตสต์มาส หรือวันวาเลนไทน์ ซึ่งในคืนวันฮาโลวีนในกรุงเทพฯ มักจะจัดงาน โดยเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวยามราตรีแต่งกายด้วยชุดแฟนซี สวมหน้ากากเป็นปีศาจรูปร่างต่างๆ เพื่อเป็นสีสันยามค่ำคืนฮาโลวีน
วันฮาโลวีน halloween ฮัลโลวีน ประวัติวันฮัลโลวีน ชุดฮาโลวีน Glitter กลิตเตอร์ และอีกมากมาย คลิกที่นี่

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
 
- th.wikipedia.org
- area.obec.go.th
- educatepark.com
- royin.go.th
- okmd.or.th

กาฬโรคปอด

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก เดลินิวส์

          หลังจากมีข่าวว่า พบผู้เสียชีวิตด้วย โรคกาฬโรคปอด หรือ กาฬโรคปอด ที่เมืองซิเข่อตัน มณฑลชิงไห่ ประเทศจีน จนทางการท้องถิ่นต้องประกาศปิดเมืองซิเข่อตัน เพื่อฆ่าเชื้อ กาฬโรคปอด และป้องกัน กาฬโรคปอด ระบาด พร้อมกักบริเวณประชาชนไว้กว่า 1 หมื่นคน เพื่อดูอาการเนื่องจาก กาฬโรคปอด เป็นโรคที่อันตรายอย่างมาก เพราะเป็น 1 ใน 5 โรคติดต่อร้ายแรง (อหิวาห์ ไข้ทรพิษ กาฬโรค ไข้เหลือง และซาร์ส)

          นอกจากนี้ ทางองค์การอนามัยโลก ยังได้ออกมาเตือนว่า กาฬโรคปอด ที่พบในจีนเป็นเชื้อชนิดเดียวกับ “กาฬโรคชนิดต่อมน้ำเหลืองอักเสบ” ที่เคยคร่าชีวิตชาวยุโรปมาแล้วกว่า 25 ล้านคน งานนี้จึงทำให้หลายคนอยากรู้จัก กาฬโรคปอด ว่าคือโรคอะไร มีอาการอย่างไร วันนี้กระปุกจึงเรื่องราวของ กาฬโรคปอด มาฝากกันค่ะ

          กาฬโรค มีลักษณะอาการแบ่งได้ใหญ่ 3 ลักษณะ คือ กาฬโรคของต่อมน้ำเหลือง (Bubonic Plague), กาฬโรคชนิดโลหิตเป็นพิษ  (Septicemic Plague) และ กาฬโรคปอด (Pneumonic Plague) ซึ่ง กาฬโรคปอด เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบซิลไล Yersinia pestis อาจเป็นอาการแทรกซ้อนของกาฬโรคต่อมน้ำเหลือง หรืออาจจะเป็นการติดเชื้อครั้งแรก

อาการของ กาฬโรคปอด

          ผู้ป่วย กาฬโรคปอด จะมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน หนาวสั่น ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ปวดเมื่อยตัว หอบ เหนื่อยง่าย จากนั้นประมาณ 20-24 ชั่วโมง จะมีอาการทางปอดเริ่มขึ้น คือ ไอถี่ขึ้น เสมหะที่ตอนแรกจะมีลักษณะเหนียวใส จากนั้นจะกลายเป็นสีสนิม หรือแดงสด หากไม่รักษาจะเสียชีวิตภายใน 24-48 ชั่วโมง มักไม่มีปื้นแผลในปอด

การติดต่อของ กาฬโรคปอด

          กาฬโรคปอด ถือเป็นกาฬโรคที่อันตรายที่สุด มีระยะฟักตัวประมาณ 2-3 วัน สามารถติดต่อได้ โดยมีหนูหรือหมัดหนูเป็นพาหะ หรือสัมผัสสิ่งของที่เพิ่งปนเปื้อนเชื้อโรคใหม่ๆ โดยเชื้อ กาฬโรคปอด สามารถแพร่กระจายทางอากาศ และสามารถติดต่อระหว่างคนได้ง่ายผ่านการไอ ซึ่งผู้ป่วยที่เป็น กาฬโรคปอด มีอัตราการเสียชีวิตถึงร้อยละ 60 หากไม่รีบรักษา สามารถเสียชีวิตได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังติดเชื้อ แต่หากวินิจฉัยโรคได้เร็ว และได้รับยารักษาอย่างถูกต้อง จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้เกือบร้อยละ 15 แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันของแต่ละคน และปริมาณเชื้อที่ได้รับด้วย

การควบคุมการติดต่อของ กาฬโรคปอด

          การจะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของ กาฬโรคปอด ได้ ต้องคัดแยกผู้ป่วย กาฬโรคปอด และกักตัวผู้ป่วยอย่างเข้มงวด หรือหากพบผู้สงสัยว่าเป็น กาฬโรคปอด ให้แยกออกมากักตัวไว้ 7 วัน นอกจากนี้ยังต้องรายงานต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อจะได้รายงานต่อองค์การอนามัยโลก เนื่องจากองค์การอนามัยโลก ได้กำหนดให้ กาฬโรคปอด เป็นโรคที่ต้องรายงานตามกฎอนามัยระหว่างประเทศ 

ประวัติการแพร่ระบาดของกาฬโรคในอดีต

          ในอดีต โรคกาฬโรค มีการระบาดครั้งใหญ่เกิดขึ้น 3 ครั้ง คือ

          การระบาดของ ครั้งที่ 1 เกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษ ที่ 3 เรียกการระบาดครั้งนั้นว่า Plague of justinian โดยเริ่มระบาดจากประเทศอียิปต์ไปสู่ทวีปยุโรป โดยเฉพาะที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล ทำให้มีคนเสียชีวิต ถึงวันละหมื่นคน และมีการระบาดติดต่อกันเป็นระยะเวลาประมาณ 50 ปี ทำให้มีคนเสียชีวิตหลายล้านคน

          การระบาดครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในคริสต์ศวรรษที่ 14 เรียกการระบาดครั้งนั้นว่า The Black Death (กาฬมรณะ)  โดยการระบาดเริ่มต้นจากทางตอนใต้ของประเทศอินเดียและจีน ผ่านประเทศอียิปต์เข้าสู่ประเทศยุโรป  จนมีการระบาดในอิตาลี เมื่อปี  พ.ศ.1889 เรียกการระบาดครั้งนั้นว่า  “Great Mortality” และมีการระบาดเป็นระยะ ตลอดคริสต์วรรษที่ 15, 16, 17 ก่อนที่ในปี  พ.ศ.2208  จะเกิดการระบาดใหญ่ที่กรุงลอนดอน ทำให้มีคนตายเป็นจำนวนกว่า 60,000  คน จากประชากร  450,000 คน เรียกการระบาดครั้งนั้นว่า The  Great Plague of London การระบาดในยุโรปครั้งนั้น ส่งผลให้มีประชากรประมาณ 25 ล้านคน ต้องตายด้วยโรคนี้

          การระบาดครั้งที่ 3  เป็นการระบาดใหญ่ทั่วโลกปี  พ.ศ.2439  โดยมีการระบาดเข้าสู่สิงค์โปร์ ไทย ฟิลิปปินส์ ฮาไวอี อารเบีย เปอร์เชีย เตอร์กี อียิปต์ และแอฟริกาตะวันตกเข้ารัสเชีย และในทวีปยุโรป ก่อนเข้าสู่อเมริกาเหนือและเม็กซิโก โดยมีรายงานระหว่างปี  พ.ศ.2443-2444  ว่า กาฬโรคได้คร่าชีวิตคนในภาคตะวันออกของจีน ประมาณ 60,000 คน  และในปี พ.ศ.2453-2454  ที่แมนจูเรีย มีคนเสียชีวิตประมาณ 10,000 คน  จากนั้น ต่อมายังมีรายงานการระบาดของ กาฬโรคปอด ที่รัฐแคลิฟอเนียและประเทศรัสเซียอีกด้วย

การระบาดของกาฬโรคในประเทศไทย

          สำหรับการระบาดของกาฬโรคในประเทศไทยนั้น นายแพทย์ เอช แคมเบล ไฮเอ็ด เจ้ากรมแพทย์สุขาภิบาล (Principal Medical Officer of Bangkok City) ได้รายงานการระบาดของกาฬโรคครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2447   ที่บริเวณตึกแดงและตึกขาว ซึ่งเป็นโกดังเก็บสินค้า ในจังหวัดธนบุรี และเป็นที่อยู่ของพ่อค้าชาวอินเดีย ก่อนที่จะระบาดมายังฝั่งพระนคร และกระจายไปยังจังหวัดต่างๆ  ที่มีการติดต่อค้าขายกับกรุงเทพฯ โดยทางบก ทางเรือและทางรถไฟ แต่ครั้งนั้นไม่ได้เก็บสถิติจำนวนผู้ป่วย และผู้เสียชีวิตที่แน่นอน  

          จากนั้น ในปี พ.ศ.2456 ได้มีรายงานปรากฏว่า กาฬโรคได้คร่าชีวิตชาวนครปฐมไป 300 คน ก่อนที่จะมีการระบาดอีกครั้ง และเป็นครั้งสุดท้าย ในปี พ.ศ.2495 ซึ่งครั้งนั้น มีรายงานพบผู้ป่วยกาฬโรค 2 ราย เสียชีวิต 1 ราย ที่ตลาดตาคลี จนถึงปัจจุบันผ่านมา 57 ปีแล้ว ยังไม่มีรายงานว่ามีการแพร่ระบาดของ กาฬโรคปอด ในประเทศไทย

การรักษา กาฬโรคปอด

          กาฬโรคปอด สามารถรักษาได้ด้วยการทานยาปฏิชีวนะ เช่น สเตรปโตมัยซิน ( streptomycin), เตตระซัยคลิน (tetracycline) หรือ คลอแรมเฟนิคอล (chloramphenicol) เป็นเวลา 7 วัน

การป้องกันการแพร่ระบาดของ กาฬโรคปอด

          1.สำรวจหนูและหมัดหนู โดยการควบคุมและกำจัดหนูในโรงเรือน และเรือสินค้ากำจัดหมัดหนูโดยใช้ยาฆ่าแมลง และป้องกันไม่ให้มีหนูมากัด

          2.อย่าไปสัมผัสกับสัตว์กัดแทะที่ป่วยตาย เช่น หนู กระรอก ถ้าจะจับไปทิ้งต้องสวมถุงมือ 

          3.ให้คำแนะนำเรื่องสุขศึกษาให้กับประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เพื่อให้รู้วิธีป้องกันโรค กาฬโรคปอด และหากมีอาการสงสัยว่า ป่วยเป็น กาฬโรคปอด ให้เข้ารับการตรวจรักษาโดยเร็ว

          4.มีมาตรการควบคุมระหว่างประเทศ

          5.ปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของคนในชุมชนแออัด และทำความสะอาดชุมชนแออัดให้ดีขึ้น

          6.ผู้ที่ต้องสัมผัสกับผู้ป่วย กาฬโรคปอด ควรกินยาเตตระซัยคลินสำหรับป้องกัน และใช้ถุงมือ  ผ้าปิดปากและจมูก เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของ กาฬโรคปอด

          7.ให้วัคซีนแก่ผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรค ซึ่งจะช่วยลดอัตราป่วยด้วยโรคนี้ได้มาก

          อย่างไรก็ตาม แม้ข่าวการระบาดของ กาฬโรคปอด จะดูไกลตัวสำหรับชาวไทย แต่เราก็ไม่ควรประมาท เพราะ โรคกาฬโรคปอด สามารถติดต่อได้โดยการแพร่กระจายทางอากาศ ดังนั้นป้องกันตัวเองไว้ดีที่สุดค่ะ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กาฬโรคปอด ระบาดจีนผวาหนัก (เดลินิวส์)

          ดับแล้ว 3 สั่งปิดเมืองป่วยอีก 10 รายที่มณฑลชิงไห่ รับเชื้อร้ายถึงตายได้ใน 24 ชั่วโมง ยุโรปเคยเสียชีวิต 25 ล้านคน

          รัฐบาลจีนสั่งปิดทั้งเมืองเพื่อกักกันโรค และป้องกันการแพร่ระบาดของ โรคกาฬโรคปอด ซึ่งคร่าชีวิตผู้ป่วยไปแล้ว 3 ศพ แถมยังติดเชื้ออีก 10 คน ในเมืองจื่อเคอถาน มณฑลชิงไห่ ขณะที่องค์การอนามัยโลกก็ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสาธารณสุขแดนมังกร ระบุเป็นเชื้อแบคทีเรียตัวเดียวกับกาฬโรคชนิดต่อมน้ำเหลืองอักเสบที่ทำคนตายมาแล้วในยุโรปถึง 25 ล้านคน เผยติดเชื้อตายได้ใน 24 ชั่วโมง

          “วิทยา” เตือนประชาชนอย่าตื่นตระหนก กาฬโรคปอด ด้านอธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุ โรคนี้เกิดจากสัตว์ กลุ่มฟันแทะ ระบาดง่ายแพร่สู่คนได้ทางอากาศ

          สำนักข่าวเอพีรายงานจากกรุงปักกิ่งประเทศ จีนเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ว่า สำนักข่าวซินหัวของรัฐบาลจีนรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตรายที่ 2 เป็นชายวัย 37 ปี ชื่อนายตันซิน อาศัยอยู่ที่เมืองจื่อเคอถาน ในมณฑลชิงไห่ ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน เสียชีวิตเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาด้วย โรคกาฬโรคปอด ซึ่งกำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ โดยนายตันซิน นั้นเป็นเพื่อนบ้านของผู้เสียชีวิตรายแรก เป็นชายวัย 32 ปี ไม่ระบุชื่อ ยึดอาชีพเลี้ยงสัตว์ เป็นผู้ติดเชื้อรายแรก จึงเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล เพื่อกักกันโรคแต่ก็เสียชีวิตในที่สุด นอกจากนั้นก็ยังมีผู้ติดเชื้ออีก 10 คน ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นญาติผู้เกี่ยวข้องกับผู้เสียชีวิตรายแรก

          และล่าสุดผู้เสียชีวิตรายที่ 3 เป็นชายวัย 64 ปี เสียชีวิตลงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา อาศัยอยู่ในเมืองจื่อเคอถาน จังหวัดซิงไห่ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน

          ตามรายงานระบุว่า พบการระบาดของโรค ตั้งแต่ วันที่ 30 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ทำให้ประชาชน 9 รายล้มป่วยลง และพบผู้เสียชีวิตรายแรก เป็นชายวัย 32 ปี และ รายที่สองเป็นชายเช่นกันอายุ 37 ปี และล่าสุด รายที่สามเป็นชายวัย 64 ปี เสียชีวิตเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ขณะนี้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้ป้องกันการแพร่กระจายออกนอกพื้นที่แล้ว

          สำหรับเมืองจื่อเคอถาน เป็นเขตที่อยู่อาศัยของชนกลุ่มน้อยชาวทิเบต มีประชากรอยู่ราว 10,000 คน ดังนั้นทางกระทรวงสาธารณสุขของจีนจึงได้มีคำสั่งให้ปิดเมืองจื่อเคอถาน และพื้นที่ใกล้เคียง ห้ามติดต่อกับโลกภายนอกอย่างเด็ดขาด พร้อมกันนั้นก็ได้ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ โดยมีคำสั่งประกาศเตือนว่า หากผู้ใดมีอาการไอหรือไข้ขึ้นสูงหลังจากที่เข้าไปที่เมืองนี้ นับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกรกฎาคม เป็นต้นมา ขอให้มาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลโดยด่วน

          อย่างไรก็ตาม ทางสำนักงานองค์การอนามัย โลกประจำประเทศจีน ระบุว่า ได้ประสานงาน อย่างใกล้ชิดกับทางสำนักงานสาธารณสุขของจีนเรื่องมาตรการที่นำมาใช้ในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค และการกักกันโรค ส่วนสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า น.ส.วิเวียน ตัน โฆษกองค์การอนามัยโลกประจำกรุงปักกิ่งแถลงว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เพราะมีการตรวจพบเป็นระยะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราจึงไม่แปลกใจที่พบโรคนี้ เรากำลังประสานกับทางการจีนเพื่อให้แน่ใจว่าสามารถควบคุมได้ โรคกาฬโรคปอด เกิดขึ้นในพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลของประเทศ ดังนั้นจึงน่าจะช่วยทุเลาความรุนแรงลงได้บ้าง

          ด้านชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ ชื่อนายฮั่นเป็นคนขายอาหารตามแผงในตลาดคริสตัล แอลลีเมืองจื่อเคอถาน กล่าวว่าทางการได้ประกาศให้ร้านค้าและบ้านเรือนจัดการทำความสะอาด และประชาชนควรสวมหน้ากากหากออกนอกพื้นที่ ขณะนี้ร้อยละ 80 ของเมืองปิดกิจการชั่วคราว และราคาสินค้าประเภทยาฆ่าเชื้อโรคและพืชผักมีราคาสูงเป็น 3 เท่าจากปกติ ส่วนเจ้าหน้าที่ของศูนย์ควบคุมโรคติดต่อในเมืองจื่อเคอถาน บอกว่า มาตรการปิดเมืองนี้เป็นระเบียบปฏิบัติที่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย และเหตุผลด้านวิทยาศาสตร์

          สำหรับ โรคกาฬโรคปอด นั้น สามารถแพร่ กระจายไปในอากาศ ทำให้เชื้อแพร่ระบาดได้ง่ายจากคนสู่คนโดยเฉพาะจากผู้ป่วยที่มีอาการไอ ตามรายงานขององค์การอนามัยโลก ซึ่งเกิดขึ้นจากเชื้อแบคทีเรียตัวเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับกาฬโรคชนิดต่อมน้ำเหลืองอักเสบ ซึ่งเคยคร่าชีวิตผู้ป่วยถึง 25 ล้านคนในทวีปยุโรปในยุคกลาง โดยกาฬโรคชนิดต่อมน้ำเหลืองอักเสบ เกิดจากสัตว์ประเภท เห็บ หมัด เป็นพาหะนำโรค สามารถรักษาได้โดยการให้ยาปฏิชีวนะหากพบอาการติดเชื้อตั้งแต่แรก อย่างไรก็ตาม กาฬโรคปอด เป็นโรคติดเชื้อชนิดร้ายแรงอีกโรคหนึ่งตามรายงานขององค์การอนามัยโลกว่า ผู้ติดเชื้ออาจเสียชีวิตได้ใน 24 ชั่วโมง

          นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงการแพร่ระบาดของ กาฬโรคปอด ในชนกลุ่มน้อยทิเบต สาธารณรัฐประชาชนจีนว่า ไม่อยากให้ตื่นตระหนก เพราะเป็นการแพร่ระบาดในหมู่คนจำนวนน้อย ยังไม่ลุกลามข้ามประเทศ อย่างไรก็ตามได้สั่งให้กรมควบคุมโรค และสำนักระบาดวิทยา เฝ้าติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด เนื่องจากโรคนี้ห่างหายจากประเทศไทยไปนานนับ 10 ปี และต่างจากกาฬโรคทั่วไป ที่จะทำให้ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ แต่ กาฬโรคปอด เชื้อจะลงปอดทำให้ปอดอักเสบเฉียบพลัน ขอเตือนคนไทย ไม่ว่าจะเดินทางไปท่องเที่ยวหรือทำงานให้ระวังตัวเองงดเว้นเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง แต่คงไม่ถึงขั้นสั่งห้ามเดินทางไปประเทศจีน เพราะจีน เป็นประเทศใหญ่ มีหลายมณฑล

          นพ.ม.ล.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า กาฬโรคปอด เป็นโรคติดต่อร้ายแรง แพร่เชื้อจากคนสู่คนด้วยการไอ จาม เชื้อจะลงไปทำลายปอด ทำให้การหายใจ ล้มเหลว สาเหตุการเสียชีวิต โรคนี้เกิดจากสัตว์ กลุ่มฟันแทะ ทั้งหนู แมว เห็บ หมัด และแพร่สู่คน แพร่กระจายได้ทางอากาศ ระบาดได้ง่ายโดยทั่วไปองค์การอนามัยโลกจะเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด และประกาศปิดพื้นที่ระบาด ห้ามเคลื่อนย้ายคนหรือสัตว์ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย สำหรับประเทศไทยได้สั่งการให้ติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นจุดใหญ่ของการเดินทางระหว่างประเทศ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
    
- สำนักโรคติดต่อทั่วไป
- technoinhome.com

 

 

 

คลิปไขปริศนาการเกิดว่านจักจั่น ความยาว 3 นาที (น่าชมมากๆ) สารคดีการศึกษาจาก BBC ประเทศอังกฤษ

  

 

 

 

ว่านพญาจักจั่น

ว่านจักจั่น

ว่านจักจั่น

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจหนังสือพิมพ์ไทยรัฐหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ และ udon108

          หลังมีข่าวชาวบ้านหลายพื้นที่แห่กันไปขุดหา “ว่านจักจั่น” ด้วยความเชื่อที่ว่า ใครมีไว้บูชาจะทำให้การค้าขายร่ำรวย และยังมีชาวบ้านบางส่วนนำ “ว่านจักจั่น” มาต้มกิน เพื่อรักษาโรค ทำให้หลายคนสงสัยว่า “ว่านจักจั่น” คืออะไรกันแน่ วันนี้กระปุกจึงนำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ “ว่านจักจั่น” มาฝากกันให้คลายสงสัยค่ะ

          ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านนั้น เชื่อว่า “ว่านจักจั่น” หรือ “ว่านต่อเงินต่อทอง” เป็นว่านกึ่งพืชกึ่งสัตว์ ลักษณะเป็นพืชล้มลุก ต้นอยู่บนดิน ส่วนหัวจะโผล่ขึ้นมา มีหลายรูปแบบทั้งคล้ายดอกเห็ดเข็มทอง, ดอกเข็ม, ดอกบัวตูม, แบบเขากวาง และแบบงวงช้าง เมื่อขุดลงไปใต้ดินจะพบรากเกาะกันเป็นกระจุกๆ 2 – 3 ตัว มีขนาดประมาณ 3 – 5 นิ้ว มีลักษณะรูปร่างเหมือนตัวจักจั่นทุกประการ ทั้งหัว ลูกตา ลำตัวที่มีสีขาวและอ่อนนิ่ม รวมทั้งกลิ่นตัว และเสียงร้องที่จะดังขึ้นมาในบริเวณที่มีว่านชนิดนี้ ซึ่งว่ากันว่าหากใครได้ยินเสียงร้องของว่านจักจั่นจะถือว่าโชคดี

          มีคำร่ำลือกันว่า “ว่านจักจั่น” เป็นสิ่งมหัศจรรย์  มักจะโผล่มาเฉพาะหัวเขาเล็กๆ เท่านั้น ซึ่งหาพบได้ยากมาก เพราะมีเทวดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เฝ้ารักษาอยู่ ถ้าไม่ต้องการให้ผู้ใดพบเห็นก็จะไม่มีทางได้พบเจอ เพราะรุกขเทวดาจะบังตาไว้ ส่วนใหญ่มักขึ้นบริเวณภูเขาควายประเทศลาว และเทือกเขาแดนลาว ชายแดนไทย-ลาว ส่วนที่ประเทศไทยสามารถพบได้ที่ภูกระแต จังหวัดเลย และในอีกหลายพื้นที่ 

ว่านจักจั่น

ว่านจักจั่น

ดร.สายัณห์ สมฤทธิ์ผล ผู้เชี่ยวชาญด้านเชื้อรา ไบโอเทค

          นอกจากนี้ ยังเชื่อกันว่า หากใครนำ “ว่านจักจั่น” ไปบูชาจะมีโชคลาภ ทำมาค้าขึ้น มีเงินมีทอง ได้รับเมตตามหานิยม และยังช่วยให้แคล้วคลาดจากอันตรายต่างๆ ด้วยความที่เป็นของหายาก จึงทำให้หลายๆ คนต่างเสาะแสวงหา ถ้าใครขุดพบก็จะนำ “ว่านจักจั่น” ที่ขุดได้ไปล้างทำความสะอาดเอาดินออก แล้วแช่ในกาวร้อน เคลือบด้วยแลกเกอร์ เพื่อให้สามารถเก็บไว้ได้นาน ก่อนจะเก็บใส่กรอบ และนำไปทำพิธีปลุกเสกไว้เป็นเครื่องรางบูชา ปัจจุบันมีคนประกาศขายตามอินเทอร์เน็ต ในราคาตั้งแต่ 199 ถึงหลักหมื่นบาทเลยทีเดียว ซึ่งก็เป็นที่สนใจของหลายๆ คน ที่อยากได้ “ว่านจักจั่น” ไว้บูชานั่นเอง

          ทั้งนี้ยังมีหลายคนเชื่อว่า นอกจาก “ว่านจักจั่น” จะช่วยบันดาลโชคลาภให้แล้ว ยังเป็นยาขนานเอกที่จะช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้คนป่วยหายได้ด้วย ทำให้มีหลายคน นำ “ว่านจักจั่น” มาต้มน้ำดื่ม จนมีอาการปวดท้อง เวียนศีรษะ ถูกนำส่งโรงพยาบาลกันหลายราย

          ด้วยเหตุนี้ ทำให้ ดร.สายัณห์ สมฤทธิ์ผล นักวิจัยห้องปฏิบัติการราวิทยา ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ต้องออกมาชี้แจง เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับชาวบ้าน ว่า “ว่านจักจั่น” ที่แท้จริงแล้วเป็นซากจักจั่นระยะตัวอ่อน ที่กำลังไต่ขึ้นมาลอกคราบเป็นตัวเต็มวัยเหนือพื้นดิน แต่เกิดติดเชื้อราแมลงที่มีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ ทำให้จักจั่นตาย โดยเชื้อรานี้ จะแทงเส้นใยเข้าไปเจริญในตัวจักจั่น และดูดน้ำเลี้ยงเป็นอาหาร จนมีโครงสร้างสืบพันธุ์ ทำให้ดูมีลักษณะคล้ายเขาที่บริเวณหัว แต่ไม่ใช่ว่านที่เป็นต้นไม้อย่างที่เข้าใจกัน

          ขณะที่วงจรชีวิตของ “จักจั่น” นั้น เมื่อจักจั่นผสมพันธุ์กันแล้ว จะวางไข่ไว้บนเปลือกไม้ ก่อนร่วงลงสู่พื้นดิน และฝังตัวในระยะตัวอ่อนอยู่ใต้ดินนาน 2 – 17 ปี ทั้งนี้ เมื่อจักจั่นในระยะตัวอ่อนที่กำลังไต่ขึ้นมาลอกคราบเป็นตัวเต็มวัยเหนือพื้นดิน จะเป็นช่วงระยะการเปลี่ยนแปลงร่างกาย อาจทำให้จักจั่นอ่อนแอ ประกอบกับเป็นช่วงต้นฤดูฝน ที่มีความชื้นสูง จึงทำให้จักจั่นมีโอกาสติดเชื้อราแมลงได้

ว่านจักจั่น

          ส่วนเชื้อราที่เกิดบนตัวจักจั่นนั้น ยังไม่สามารถจำแนกสายพันธุ์ได้อย่างแน่ชัด แต่สันนิษฐานว่า เป็นราสายพันธุ์ คอร์ไดเซฟ โซโบลิเฟอร์รา (Cordyceps sobolifera) ซึ่งก่อนหน้านี้ ในประเทศไทยเคยมีการสำรวจพบราแมลงบนตัวจักจั่นแล้วหลายชนิด 

          และจากข่าวที่ว่า มีชาวบ้านนำว่านจักจั่นที่ขุดได้ มาต้มน้ำดื่ม เพื่อรักษาโรค หรือแม้แต่นำ “ว่านจักจั่น” มาเก็บไว้ใกล้ตัว ในความเป็นจริงอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ทั้งนี้แม้เชื้อราในแมลงจะไม่ก่อโรคในคน แต่คนที่เป็นภูมิแพ้อยู่แล้ว ก็อาจเกิดอาการแพ้ เพราะราบนตัวจักจั่น อาจยังมีชีวิตอยู่ และสร้างสปอร์ได้ ซึ่งการทำความสะอาด ก็ไม่สามารถช่วยได้ทั้งหมด เพราะยังคงมีเชื้อราหลงเหลืออยู่ หรืออาจทำให้เชื้อราชนิดอื่นมาเจริญเติบโตแทน ซึ่งหากเป็นเชื้อราชนิดที่ก่อโรคในคน ก็อาจทำอันตรายได้เช่นกัน

          “การที่ประชาชนเข้าใจผิดว่า ซากจักจั่นติดเชื้อรา เป็นว่านจักจั่นที่เป็นต้นไม้นั้นไม่ผิด แต่ควรใช้วิจารณญาณตามหลักวิทยาศาสตร์ประกอบ เพราะหากนำว่านจักจั่น (ตามที่ชาวบ้านเรียก) มาบูชาไว้ใกล้ตัว หรือวางไว้ในบ้าน ในบริเวณที่มีความชื้น เชื้อราจะสร้างสปอร์และแพร่กระจายไปทั่ว จนเข้าสู่ปอดและเจริญเติบโตในร่างกายคนได้” ดร.สายัณห์ กล่าว

          และนี่ก็คือ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่อง “ว่านจักจั่น” ซึ่งกำลังเป็นประเด็นที่ทำให้หลายๆ คน เข้าใจคลาดเคลื่อน ทั้งนี้ในความเป็นจริงแล้ว “ว่านจักจั่น” เป็นเพียงจักจั่นที่ติดเชื้อราจนตายแล้วเท่านั้น จึงอาจก่อให้เกิดอันตรายกับผู้ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ที่นำ “ว่านจักจั่น” พกติดตัว หรือนำไปรับประทานได้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
 

ไมเคิล แจ็คสัน

ไมเคิล แจ็คสัน

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก tmz.com, หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ,มติชนออนไลน์

          กลายเป็นข่าวใหญ่ระดับโลกขึ้นมาทันที หลังนักร้องซุปเปอร์สตาร์ “ไมเคิล แจ็คสัน” เสียชีวิตลงอย่างกะทันหันด้วยอาการหัวใจวาย ที่นครลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐฯ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา (26 มิถุนายน) ตามเวลาในประเทศไทย ถือเป็นการปิดตำนานราชาเพลงป๊อบชื่อดัง เจ้าของท่าเต้น “มูน วอล์ค” ด้วยวัย 50 ปี ดังนั้นวันนี้กระปุกจะพาไปย้อนรำลึกถึง “ไมเคิล แจ็คสัน” กันค่ะ

          ไมเคิล แจ็คสัน (Michael Jackson) มีชื่อเต็มว่า ไมเคิล โจเซฟ แจ็คสัน (Michael Joseph Jackson) หรือเรียกย่อๆ ว่า เอ็มเจ (MJ) หรือ แจ็คโก้ (Jacko) เกิดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 1958 (พ.ศ.2501) ที่อินเดียน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเป็นลูกคนที่ 7 ในบรรดาพี่น้อง 9 คน ของ โจเซฟ วอล์เตอร์ และแคทเธอรีน เอสเตอร์

ไมเคิล แจ็คสัน

          เส้นทางสู่นักร้องของไมเคิล แจ็คสัน เริ่มต้นตั้งแต่เขามีอายุได้เพียง 7 ปี เมื่อได้เป็นนักร้องนำของวง “เดอะ แจ็คสัน ไฟว์” (The Jackson 5) และเมื่อเขาอายุ 11 ปี ได้ออกอัลบั้ม “Got to Be There” เป็นอัลบั้มเดี่ยวชิ้นแรกของเขา ซึ่งก็สร้างความตื่นตะลึงให้วงการเพลง เมื่อเพลงของเขาสามารถทะยานขึ้นอันดับ 1 ของชาร์ตได้สำเร็จ ถึง 3 เพลง และในปี พ.ศ.2522 ได้มีผลงานชุด “Off the Wall” ซึ่งทำยอดขายได้กว่า 20 ล้านก็อปปี้ทั่วโลก ก่อนจะมีผลงานชุด “Thriller” ในปี พ.ศ.2525 ซึ่งสามารถจำหน่ายได้ถึง 60 ล้านชุด ทำสถิติเป็นอัลบั้มที่มียอดขายสูงที่สุดในประวัติการณ์ จนกระทั่งปี พ.ศ.2530 ไมเคิลได้ออกอัลบั้ม “Bad” และสร้างสถิติเป็นอัลบั้มที่มีซิงเกิ้ลต่างๆ ขึ้นชาร์ตอันดับ 1 ในบิลบอร์ดมากที่สุด

ไมเคิล แจ็คสัน

          ในปี พ.ศ.2534 ไมเคิลได้ออกอัลบั้ม “Dangerous” ที่มีเพลง “Black or White” โด่งดังจนติดอันดับ 1 ทั้งในบิลบอร์ดและชาร์ตเพลงทั่วโลก ก่อนที่จะออกอัลบั้ม “History” และส่งให้เพลง “You’re Not Alone” กลายเป็นซิงเกิ้ลแรกในประวัติศาสตร์ที่ติดอันดับ 1 ตั้งแต่สัปดาห์แรกที่วางจำหน่าย

          ความโด่งดังของ ไมเคิล แจ็คสัน รวมทั้งท่าเต้น “มูน วอล์ค” และ “ลูบเป้า” อันเป็นเอกลักษณ์สร้างชื่อของเขา ทำให้ไมเคิล ได้เดินทางไปเปิดคอนเสิร์ตทั่วโลก รวมทั้งที่ประเทศไทยด้วย โดยไมเคิล แจ็คสัน เคยเดินทางมาเปิดคอนเสิร์ตที่เมืองไทย 2 ครั้ง คือในปี พ.ศ.2536 ที่สนามศุภชลาศัย เป็นการโปรโมตปิดอัลบั้ม Dangerous ซึ่งแฟนเพลงชาวไทยให้ความสนใจอย่างมาก และถือเป็นการแสดงคอนเสิร์ตใหญ่ของนักร้องชาวต่างประเทศระดับโลกครั้งแรกของไทย แต่ก็ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาเช่นกัน เพราะบางส่วนเห็นว่าท่าเต้น “ลูบเป้า” ไม่เหมาะสมกับวัฒนธรรมไทย ส่วนคอนเสิร์ตครั้งที่ 2 ของไมเคิล แจ็คสัน ในเมืองไทย จัดขึ้นในกลางปี พ.ศ.2538 ที่เมืองทองธานี เพื่อโปรโมตอัลบั้ม History แต่ไม่ได้รับความสนใจเท่าคอนเสิร์ตครั้งแรก

ไมเคิล แจ็คสัน

          นอกจากนี้ชื่อของไมเคิล แจ็คสัน ยังได้ปรากฎอยู่ในเพลง “ทับหลัง” ของวงคาราบาว เมื่อปี พ.ศ.2531 ที่ครั้งนั้น เพลงนี้ ได้ถูกนำไปใช้ในการเรียกร้องทวงคืนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์จากสหรัฐอเมริกา ในเนื้อร้องว่า “เอาไมเคิล แจ็คสัน คืนไป เอาพระนารายณ์คืนมา”

          ทั้งนี้ เรื่องชีวิตส่วนตัวของไมเคิล นั้น เขาถูกมองว่า ชอบทำตัวเด่นดังและให้เป็นข่าวอยู่เสมอ และใช้ชีวิตอย่างโอเวอร์เกินคนธรรมดา เช่น การซื้อคฤหาสน์ส่วนตัวในชื่อ “Never Land” อีกทั้งยังชอบทำตัวแปลกๆ เช่น การแต่งตัวแปลกๆ ปรากฎในที่สาธารณะ รวมทั้งเคยแต่งตัวเป็นผู้หญิงในห้องน้ำหญิงสาธารณะ หรือการที่เปลี่ยนสีผิวตัวเองจากผิวดำ ให้กลายเป็นผิวขาวซีด และการผ่าตัดศัลยกรรมใบหน้าด้วยซิลิโคนหลายต่อหลายครั้ง

ไมเคิล แจ็คสัน

          สำหรับชีวิตครอบครัวของ ไมเคิล แจ็คสัน นั้น ไมเคิล ได้แต่งงานกับ “ลิซ่า มี เพรสลีย์” ลูกสาวของราชาเพลงร็อคอย่าง “เอลวิส เพรสลีย์” อย่างกะทันหัน ก่อนที่ทั้งคู่จะเลิกรากันไป เมื่อปี พ.ศ.2539 โดยไม่มีบุตรด้วยกัน แต่จากนั้น ไมเคิล ได้มีบุตร 3 คน โดย 2 คนแรกเกิดจากการผสมเทียม กับภรรยาเก่า “เด็บบี้ โรวว์” โดยลูกชายคนโตชื่อว่า “ปรินซ์ไมเคิลที่ 1″ (Prince Michael Jackson I) ส่วนลูกสาวคนที่สองชื่อ “ปารีส ไมเคิล” (Paris Michael Katherine Jackson) และลูกชายคนเล็กนั้น ชื่อว่า “ปรินซ์ไมเคิลที่ 2″ (Prince Michael Jackson II) โดยที่ไม่เคยมีการเปิดเผยว่าใครเป็นแม่ของเด็ก

ไมเคิล แจ็คสัน กับลูกชายคนโต

ไมเคิล แจ็คสัน

ลูกสาวและลูกชายคนเล็กของไมเคิล แจ็กสัน

          อย่างไรก็ตาม ไมเคิลยังปรากฎเป็นข่าวอยู่เสมอๆ โดยมีข่าวลือเกี่ยวกับตัวไมเคิล ออกมาต่างๆ นานา ทั้งเรื่องที่ว่า เขาป่วยเป็นโรคมะเร็งผิวหนังชนิดหนึ่ง ที่ไม่สามารถทำให้ผิวหนังบางส่วนสามารถผลิตเม็ดสีได้ ส่งผลให้บริเวณนั้นซีดจางกว่าบริเวณอื่น เพราะไมเคิลมักปรากฎตัวด้วยลักษณะคล้ายคนป่วย ซีดเซียว บางครั้งก็นั่งรถเข็น หรือใช้ไม้เท้าช่วยเดิน

          ซ้ำยังมีข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับการที่ ไมเคิล ลวนลามเด็กผู้ชายออกมาให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่งในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2548 ไมเคิล ต้องขึ้นศาลฟังคำพิพากษาในคดีข่มขืนเด็กชายผู้หนึ่ง ซึ่งบทสรุปจบลงที่ศาลจะพิพากษายกฟ้องไป ก่อนจะเป็นข่าวอีกครั้ง หลังไมเคิล อุ้มลูกของตัวเองซึ่งยังเป็นทารกอยู่ ออกมาทักทายแฟนๆ และทำท่าจะทิ้งดิ่งลูกลงมาจากหน้าต่างโรงแรม จนได้รับเสียงตำหนิจากสังคมอย่างหนัก

ไมเคิล แจ็คสัน

ไมเคิลถูกโจมตีอย่างหนัก หลังอุ้มลูกชายอย่างน่าหวาดเสียว

          หลังจากนั้น ข่าวคราวของไมเคิล ได้เงียบหายไปพักหนึ่ง ก่อนไมเคิลจะออกมาประกาศว่า จะกลับคืนสู่เวทีคอนเสิร์ตอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นครั้งแรก ในรอบ 12 ปี ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในวันที่ 13 กรกฎาคม 2552 ซึ่งบัตรชมการแสดงนั้นถูกจำหน่ายหมดภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง และไมเคิล ยังมีโปรแกรมจะทัวร์คอนเสิร์ตไปต่อเนื่องจนถึงเดือนมีนาคม ปี 2010 อีกด้วย ซึ่งคอนเสิร์ตครั้งนี้ต้องเพิ่มรอบแสดงเป็น 50 รอบเลยทีเดียว

          แต่ก่อนที่ ไมเคิล แจ็คสัน จะได้กลับขึ้นแสดงคอนเสิร์ตอีกครั้ง แฟนเพลงทั่วโลกกลับต้องได้รับข่าวร้าย เมื่อไมเคิล แจ็คสัน ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลยูซีแอลเอ ในนครลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐฯ หลังหัวใจหยุดเต้นกระทันหัน ก่อนที่แพทย์ในโรงพยาบาลลอสแองเจลิส จะแถลงยืนยันว่า ไมเคิล แจ็คสัน ได้เสียชีวิตลงเมื่อเวลา 14.26 น. ตามเวลาในท้องถิ่น หรือตรงกับเวลาในประเทศไทย 02.26 น. ของเช้าวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน ด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน ในวัย 50 ปี

          ข่าวนี้สร้างความตื่นตะลึงให้คนทั่วโลก และนับเป็นการปิดฉากชีวิตของราชาเพลงป๊อบผู้โด่งดัง ที่เรียกได้ว่า เป็นนักร้องที่ใครๆ ก็รู้จัก และเป็นขวัญใจของใครหลายคนทั่วโลก

 ประวัติ

          ชื่อเต็ม : ไมเคิล โจเซฟ แจ็คสัน (Michael Joseph Jackson)
          ชื่อที่เรียก : ไมเคิล แจ็คสัน (Michael Jackson),เอ็มเจ (MJ),แจ็คโก้ (Jacko)
          วันเกิด : 29 สิงหาคม 1958 (พ.ศ.2501) 
          สถานที่เกิด : อินเดียน่า สหรัฐอเมริกา
          บิดา : นายโจเซฟ แจ็กสัน 
          มารดา : นางแคธารีน แจ็กสัน 
          พี่น้อง : แจ็กสันมีพี่น้อง 9 คน แจ๊กสัน เป็นคนที่ 7 
          ที่อยู่ : คฤหาสน์ “เนเวอร์แลนด์” (คฤหาสน์ผสมสวนสนุก) ลอสแองเจลิส ประเทศหรัฐอเมริกา
          แนวเพลง : ป๊อบ, อาร์แอนด์บี
          อาชีพ : นักร้อง นักแต่งเพลง นักแสดง นักเต้น นักออกแบบท่าเต้น โปรดิวเซอร์เพลง ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2511 – ปัจจุบัน

 ผลงานอัลบั้มเพลง

          พ.ศ.2514 Got to Be There 
          พ.ศ.2515 Ben 
          พ.ศ.2515 A Collection of Michael Jackson′s Oldies 
          พ.ศ.2516 Music and Me 
          พ.ศ.2518 Forever, Michael 
          พ.ศ.2522 Off the Wall 
          พ.ศ.2524 One Day in Your Life 
          พ.ศ.2525 Thriller 
          พ.ศ.2527 Farewell My Summer Love 
          พ.ศ.2530 Bad 
          พ.ศ.2534 Dangerous 
          พ.ศ.2538 History – Past, Present and Future – Book I 
          พ.ศ.2540 Blood on the Dance Floor: HIStory in the Mix 
          พ.ศ.2544 Invincible 
          พ.ศ.2544 Greatest Hits – History Volume I 
          พ.ศ.2546 Number Ones 
          พ.ศ.2547 Michael Jackson: The Ultimate Collection 
          พ.ศ.2548 The Essential Michael Jackson 

images  คลิกอ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ได้ที่นี่ค่ะ 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
      

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          ณ วันนี้ คงไม่มีใครไม่รู้จัก “ราชินีลูกทุ่ง” พุ่มพวง ดวงจันทร์ เจ้าของบทเพลงฮิตมากมาย ที่แม้แต่เด็กตัวเล็กๆ ที่เกิดไม่ทันในยุคนั้น ก็ยังคลอเพลงของ “พุ่มพวง ดวงจันทร์” ตามไปได้ และชื่อของ “พุ่มพวง” เป็นประเด็นอีกครั้ง เมื่อ นายสรภพ ลีละเมฆินทร์ หรือ “พระเพชร” บุตรชายคนเดียวของพุ่มพวง เปิดศึกวิวาท นายไกรสร ลีละเมฆินทร์ (แสงอนันต์) สามีพุ่มพวง ถึงขั้นกล่าวหาพ่อ-ยายและน้าว่าเป็นคนฆ่าแม่ เพียงเพราะไม่พอใจที่ถูกทักท้วงเรื่องที่จะสร้างหุ่นขี้ผึ้งตัวใหม่ของพุ่มพวง ผ่านการขอรับเงินบริจาคจากแฟนเพลง ทำให้ทั้งสองฝ่ายต่างแถลงข่าวโต้เถียงกันไปมา งานนี้จึงทำให้ชื่อของราชินีเพลงลูกทุ่ง “พุ่มพวง ดวงจันทร์” กลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้ง และทำให้หลายคนอยากรู้จักเธอคนนี้กัน วันนี้กระปุกดอทคอมจึงขอนำประวัติและเรื่องราวของเธอมาฝากกันค่ะ

          “พุ่มพวง ดวงจันทร์” หรือชื่อจริงว่า “รำพึง จิตรหาญ” มีชื่อเล่นที่ทุกคนรู้จักกันดีว่า “ผึ้ง” เกิดเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ .2504 ที่บ้านหนองนกเขา ตำบลไพรนกยูง อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท ก่อนจะไปเติบโตที่อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี “ผึ้ง” เป็นลูกสาวคนที่ 5 ในพี่น้องทั้งหมด12 คน ของนายสำราญ จิตรหาญ และนางเล็ก จิตรหาญ ซึ่งประกอบอาชีพทำไร่อ้อย

          ชีวิตวัยเด็กของ “ผึ้ง” ค่อนข้างลำบาก เพราะครอบครัวของเธอมีฐานะยากจน “ผึ้ง” ได้เรียนเพียงชั้น ป.2 ก็ต้องออกจากโรงเรียน และไปช่วยเก็บผัก หาดอกไม้ป่า หาบไปขายตามโรงงาน เพื่อมาเลี้ยงน้องๆ และครอบครัว แม้ “ผึ้ง” จะอ่านหนังสือไม่ออก แต่โชคดีที่  “ผึ้ง” มีพรสวรรค์อย่างหนึ่งติดตัวมา นั่นคือการร้องเพลง ตั้งแต่เด็กๆ  “ผึ้ง” มักจะสมัครประกวดร้องเพลงตามงานต่างๆ โดยใช้ชื่อว่า “น้ำผึ้ง ณ ไร่อ้อย” ตระเวนเดินสายกวาดรางวัลทั้งในระดับอำเภอ ข้ามอำเภอ จนถึงข้ามจังหวัด จนเมื่ออายุได้ 10 ปี ก็ได้มาอยู่กับวงดนตรีของ “ดวง อนุชา” ที่กรุงเทพฯ ก่อนจะกลับบ้านที่สุพรรณบุรี

          จนเมื่อ “ผึ้ง” อายุได้ 15 ปี ได้ขึ้นร้องเพลงที่วัดทับกระดาน และความสามารถเกิดไปเตะตา “ไวพจน์ เพชรสุพรรณ” นักร้องลูกทุ่งชื่อดังเข้า “ไวพจน์” จึงเมตตารับ “ผึ้ง” เป็นบุตรบุญธรรม และพาไปอยู่ที่กรุงเทพฯ ครั้งนั้น “ผึ้ง” เริ่มเข้าสู่เส้นทางเพลงลูกทุ่ง ด้วยการเป็น “หางเครื่อง” ก่อนที่ “ไวพจน์” จะแต่งเพลง “แก้วรอพี่” และอัดเสียงชุดแรกให้ “ผึ้ง” ในนามของ “น้ำผึ้ง เมืองสุพรรณ”

          ขณะที่อยู่กับวงของ “ไวพจน์” นั้น “ผึ้ง” ได้รู้จักกับ “ธีระพล แสนสุข” ซึ่งกลายเป็นแฟนคนแรกของ “ผึ้ง” ก่อนที่เธอจะแยกตัวมาเป็นหางเครื่องและนักร้องให้กับ “ศรเพชร ศรสุพรรณ” และย้ายไปอยู่กับ “ขวัญชัย เพชรร้อยเอ็ด” จนปี พ.ศ.2519 “มนต์ เมืองเหนือ” ได้รับ “ผึ้ง” ไว้เป็นลูกศิษย์ และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “พุ่มพวง ดวงจันทร์” และผึ้งก็ได้ร้องเพลง “รักไม่อันตรายและรำพึง” ก่อนจะตั้งวงดนตรีของตัวเอง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จนัก

          ชื่อของ “พุ่มพวง ดวงจันทร์” เริ่มเป็นที่รู้จัก หลังจากได้รับการสนับสนุนจาก “ประจวบ จำปาทอง” และ “ปรีชา อัศวฤกษ์นันท์” ให้ตั้งวงร่วมกับ “เสรี รุ่งสว่าง” ในชื่อวง “เสรี-พุ่มพวง” แต่ที่ทำให้ “พุ่มพวง” ประสบความสำเร็จถึงขีดสุดก็หลังจาก “ลพ บุรีรัตน์” ได้แต่งเพลงแนวสนุกๆ ให้ “พุ่มพวง” ร้อง จนทำให้ผู้ฟังสนใจเธอเป็นอย่างมาก โดยเพลงที่มีชื่อเสียงของพุ่มพวง เช่นเพลง “สาวนาสั่งแฟน”, “นัดพบหน้าอำเภอ”, “อื้อฮือหล่อจัง”,”ดาวเรืองดาวโรย”, “คนดังลืมหลังควาย”, “นักร้องบ้านนอก”, “กระแซะเข้ามาซิ” และอื่นๆ อีกมากมาย เรียกได้ว่า ตั้งแต่ช่วง พ.ศ.2515 – พ.ศ.2534 

          “พุ่มพวง” ได้รับความนิยมอย่างสูงสุด ด้วยน้ำเสียงหวาน ออดอ้อน และจำเนื้อร้องได้ แม้จะไม่รู้หนังสือ ก่อนที่ “พุ่มพวง” จะได้รับรางวัลพระราชทานเสาอากาศทองคำพระราชทาน จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในเพลง “อกสาวเหนือสะอื้น” และได้รับเลือกให้ร้องเพลง “ส้มตำ” พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อีกด้วย ความสำเร็จในวงการเพลง ทำให้ “พุ่มพวง” ได้รับฉายาว่า “ราชินีลูกทุ่ง” สืบต่อจาก “ผ่องศรี วรนุช”

          หลังจาก “พุ่มพวง” ประสบความสำเร็จในงานเพลง “พุ่มพวง” เริ่มเบนเข็มเข้าสู่วงการภาพยนตร์ โดยได้แสดงหนังเรื่องแรก “สงครามเพลง” ในปี พ.ศ.2526 ก่อนที่จะได้แสดงหนังเรื่อง “มนต์รักนักเพลง” และได้รู้จักกับ “ไกรสร แสงอนันต์” ที่พา “พุ่มพวง” มาเข้าสังกัด “อาจารย์ไพจิตร ศุภวารี” และมีผลงานอีกหลายชุด ทั้ง “ตั๊กแตนผูกโบว์” หรือ “โลกของผึ้ง” หลังจากนั้น “พุ่มพวง” ก็ได้มาอยู่กับห้างท็อปไลน์ ก่อนจะมาร้องเพลง “สยามเมืองยิ้ม” และได้รับรางวัลพระราชทานรางวัลขับร้องเพลงดีเด่น จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อีกครั้ง 

          เรื่องงานเพลง และภาพยนตร์ ถือได้ว่า “พุ่มพวง” ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก แต่กับเรื่องชีวิตและความรัก ช่างตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง โดย “พุ่มพวง” กับ “ธีระพล แสนสุข” แฟนคนแรก ได้เลิกรากัน หลัง “พุ่มพวง” รู้ว่าแฟนของเธอปันใจให้น้องสาว “สลักจิตร ดวงจันทร์” แต่ก็ยังทำงานร่วมกันอยู่ จนในปี พ.ศ.2527 “พุ่มพวง” ได้จดทะเบียนสมรสกับ “ไกรสร แสงอนันต์” และมีบุตรชาย 1 คน ชื่อ “สันติภาพ” ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “สรภพ” หรือน้องเพชร ลีละเมฆินทร์ ส่วน “ธีระพล” ถูกน้องชายของพุ่มพวงยิงเสียชีวิต เมื่อปี พ.ศ.2530

          ภายหลัง ปี พ.ศ.2535 “พุ่มพวง” ป่วยด้วยโรคเอสแอลอี (SLE : Systemic Lupus Erythematosus) หรือโรคภูมิแพ้ตัวเอง และมีข่าวทะเลาะกับสามี “ไกรสร แสงอนันต์” อยู่บ่อยครั้ง จน “ไกรสร” ออกมายอมรับว่า ได้ทะเลาะกับพุ่มพวงจริง ขณะที่ญาติของพุ่มพวง เชื่อว่าที่พุ่มพวงป่วยเพราะถูกทำคุณไสย จึงพา “พุ่มพวง” ออกจากโรงพยาบาลศิริราช และเดินทางไปจังหวัดพิษณุโลก แต่หลังจากกราบไหว้พระพุทธชินราชแล้ว “พุ่มพวง” เกิดอาการช็อคหมดสติ และเสียชีวิตในวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ.2535 รวมมีอายุ 31 ปี โดยในพิธีพระราชทานเพลิงศพนั้น มีแฟนเพลงเดินทางไปร่วมแสดงความอาลัยต่อการจากไปของ “พุ่มพวง” กว่า 100,000 คน 

          หลังจาก “พุ่มพวง” จากไปแล้ว ญาติๆ และแฟนเพลง ยังนึกถึง “พุ่มพวง” อยู่เสมอ จึงจัดสร้างหุ่นพุ่มพวง ไว้ที่วัดทับกระดาน อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี และมีการจัดงานรำลึกถึงพุ่มพวง ช่วงวันที่ 13-15 มิถุนายนของทุกปี นอกจากนี้ยังมีการสร้างภาพยนตร์เรื่อง “บันทึกรักพุ่มพวง” เพื่อรำลึกถึงชีวิตของพุ่มพวง รวมทั้งช่อง 7 ยังได้สร้างละครโทรทัศน์เรื่อง “ราชินีลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์” โดยให้ “ต้อม รชนีกร พันธุ์มณี” รับบทเป็น “พุ่มพวง ดวงจันทร์” เพื่อเล่าเรื่องราวชีวิตของ “พุ่มพวง”

          สำหรับเรื่องที่เป็นประเด็นพิพาทล่าสุด เกี่ยวกับ “พุ่มพวง ดวงจันทร์” เกิดขึ้น เมื่อ “เพชร” หรือ “พระเพชร” เกิดการโต้เถียงอย่างรุนแรงกับนายไกรสร ผู้เป็นพ่อ และญาติพี่น้องของ “พุ่มพวง” ถึงกรณีการจัดสร้างหุ่นขี้ผึ้งพุ่มพวง และ “พระลูกเพชร” ได้เปิดเทปลับของ “พุ่มพวง” ที่มีเนื้อหาต่อว่า อดีตสามีที่ไม่เคยมาดูแลในยามเจ็บป่วย และยังพาลูกชายหนีไปเชียงใหม่อีก ซึ่งขณะนี้กรณี “เทปลับพุ่มพวง” และการโต้เถียงกันระหว่าง “พระลูกเพชร” กับนายไกรสร และญาติของพุ่มพวงถูกกล่าวถึงเป็นทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ ไปแล้ว แต่เหตุการณ์จะจบลงอย่างไร คงต้องติดตามดูกันต่อไปค่ะ

          อย่างไรก็ตาม เรียกได้ว่า “พุ่มพวง ดวงจันทร์” เป็นนักร้องลูกทุ่งที่เป็นขวัญใจของคนทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กถึงคนแก่ ไม่ว่าจะคนรวยหรือคนจน ซึ่งแน่นอนว่า ณ วันนี้ แม้ “พุ่มพวง” จะจากไปแล้ว แต่แฟนเพลงหลายๆ คน ยังคงคิดถึงบทเพลงของ “ราชินีลูกทุ่ง” คนนี้ไม่เสื่อมคลาย

ประวัติ

ชื่อจริง : รำพึง จิตรหาญ
ชื่อเล่น : ผึ้ง
ชื่อในวงการ : พุ่มพวง ดวงจันทร์, น้ำผึ้ง เมืองสุพรรณ,น้ำผึ้ง ณ ไร่อ้อย
วันเกิด : 4 สิงหาคม พ.ศ.2504
วันเสียชีวิต : 13 มิถุนายน พ.ศ.2535

ผลงานอัลบั้มเพลง

แก้วรอพี่
เสียสาวเมื่ออยู่ม.ศ.
อกสาวเหนือสะอื้น
จะให้รอพ.ศ.ไหน
ดวงตาดวงใจ
สาวนาสั่งแฟน
นัดพบหน้าอำเภอ
ทิ้งนาลืมทุ่ง
คนดังลืมหลังควาย
อื้อฮือหล่อจัง
ห่างหน่อยถอยนิด
ชั่วเจ็ดทีดีเจ็ดหน
รวมเพลงยอดนิยม
รวมเพลงยอดนิยม ๒
เพลงเศร้าสุดรัก
ซุปเปอร์ฮิตพุ่มพวง
พุ่มพวงเงินล้าน
ทุ่งนางคอย
พุ่มพวงเห่ระเบิด
ท็อปฮิตลูกทุ่งมาตรฐาน
ทีเด็ดพุ่มพวง
ตั๊กแตนผูกโบ
หนูไม่รู้
 หนูไม่เอา
 เงินน่ะมีไหม
 พุ่มพวงหลายพ.ศ.
 ขอให้รวย
 น้ำผึ้งเดือนเก้า
 ซุปเปอร์ลูกทุ่งท็อปฮิต
 มนต์เสียงเพลง สายัณห์-พุ่มพวง
 พุ่มพวง ดวงจันทร์ ซุปเปอร์ลูกทุ่ง ๑
 พุ่มพวง ดวงจันทร์ ซุปเปอร์ลูกทุ่ง ๒
 พุ่มพวง ดวงจันทร์ ซุปเปอร์ลูกทุ่ง ๓
 พุ่มพวง ดวงจันทร์ ซุปเปอร์ลูกทุ่ง ๔
 พุ่มพวง ดวงจันทร์ ซุปเปอร์ลูกทุ่ง ๕

ผลงานภาพยนตร์

 พ.ศ. 2526 สงครามเพลง (คู่กับ ยอดรัก สลักใจ)
 ผ่าโลกบันเทิง
 รอยไม้เรียว
 หลงเสียงนาง
 พ.ศ. 2527 มนต์รักนักเพลง
 คุณนาย ป.4
 ชี
นางสาวกะทิสด
 สาวนาสั่งแฟน
 อาจารย์เด๋อเจอพุ่มพวง
 อีแต๋น ไอเลิฟยู
 ขอโทษที ที่รัก
 จงอางผงาด
 พ.ศ. 2528 ที่รัก เธออยู่ไหน
 พ.ศ. 2529 มือปืนคนใหม่
 พ.ศ. 2530 เชลยรัก
 เพลงรัก เพลงปืน
 พ.ศ. 2531 เพชรพยัคฆราช
 เสน่ห์นักร้อง

รางวัล

รางวัลพระราชทานเสาอากาศทองคำจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จากเพลง “อกสาวเหนือสะอื้น” (2521)

รางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สาขารางวัลขับร้องเพลงดีเด่น จากเพลง “สยามเมืองยิ้ม” ในงานกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่ง ภาค 2 (2532)

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
      
kroobannok.com

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ภาพประกอบจาก forward mail

         ที่ผ่านมาบรรดานักท่องโลกไซเบอร์ทั้งหลาย คงได้รับ Forward mail เตือนภัยต่างๆ นานา อยู่เสมอ อย่างล่าสุดที่เป็นประเด็นก็คือเรื่อง “กุ้ง Lobster เล็ก” หรือ “กุ้งมินิล็อบสเตอร์” จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก พร้อมๆ กับหวาดหวั่นไม่กล้ากินกุ้งไปตามๆ กัน ทั้งนี้เพราะในเนื้อหาระบุว่า กุ้งชนิดนี้ถูกเลี้ยงไว้เพื่อกำจัดขยะต่างๆ ในบ่อบำบัดน้ำเสีย ยิ่งน้ำสกปรกมากเท่าไหร่ กุ้งเหล่านี้ก็จะยิ่งเจริญเติบโตเร็วมากขึ้นเท่านั้น ปอดของมันเต็มไปด้วยหนอน และพยาธินานาชนิด แถมเนื้อของมันก็อุดมไปด้วยพิษโลหะ… เพื่อไขข้อข้องใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้คลายความกังวล วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปหาคำตอบกันค่ะ

รู้จักกับ “กุ้ง Lobster เล็ก”

         “กุ้ง Lobster เล็ก” (mini-lobsters) หรือเรียกง่ายๆ ว่า “ล็อบสเตอร์น้ำจืด” (Freshwater Lobster) หรือ “กุ้งมังกรน้ำจืด” คือกุ้งน้ำจืดชนิดหนึ่ง ที่มีหน้าตาคล้าย กุ้งก้ามกราม ภาษาอังกฤษเราเรียกว่า “Crayfish” หรือ “Crawfish” ซึ่งกุ้งชนิดนี้มีรูปร่างใหญ่ ก้ามโต สีสันออกสวยงาม มีถิ่นกำเนิดทั้งในทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชียตะวันออก และออสเตรเลีย ปัจจุบันมีมากกว่า 500 สายพันธุ์ ในทางประมงถือว่าเป็นสัตว์น้ำรสชาติดี มีหลายประเทศทำฟาร์มเพาะพันธุ์กันเป็นล่ำเป็นสันเพื่อการบริโภค รวมทั้งประเทศไทยเราด้วย แต่ในขณะเดียวกันความสวยงามของ “กุ้ง Lobster เล็ก” บางสายพันธุ์ก็ทำให้มันกลายมาเป็นสัตว์เลี้ยงในตู้กระจกสำหรับนักเลี้ยงหลายๆ คนไปแล้ว 

         สำหรับประเทศไทยนั้นเลี้ยง “กุ้ง Lobster เล็ก” มานานแล้ว ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์อเมริกา (Procambarus clarkii) ซึ่งรู้จักโดยทั่วไปว่า “กุ้งแดงญี่ปุ่น” และสายพันธุ์ออสเตรเลีย เรียกกันว่า “กุ้งเรนโบว์” (Cherax quadricarinatus) 

         ในธรรมชาติ “กุ้ง Lobster เล็ก” อาศัยในแหล่งน้ำที่มีอุณหภูมิค่อนข้างเย็น สามารถพบได้ตามแม่น้ำลำคลอง หนองบึง ไปจนถึงทะเลสาบขนาดใหญ่ เรียกได้ว่าอยู่ได้ไม่จำกัดวงพื้นที่ทำกิน อยู่ตรงไหนก็เอาตัวรอดได้ไม่มีปัญหา ขอเพียงให้มีอุณหภูมิเย็นก็เพียงพอแล้วและกุ้งชนิดนี้ยังกินอาหารเก่ง กินแทบทุกอย่างไม่เลือก ธรรมชาติของมันกินทั้งพืชและสัตว์ พืชที่กิน เช่นลูกผลไม้ หรือใบไม้จมน้ำเน่าๆ หรือแม้กระทั่งเปลือกไม้ ส่วนสัตว์ที่เป็นอาหารของกุ้งชนิดนี้ ส่วนมากจะเป็นสัตว์ตายหรือซากสัตว์ รวมถึงสัตว์จำพวกไส้เดือน และแมลงน้ำ ก็เป็นอาหารโปรดของมันด้วยเช่นกัน

 ไขข้อข้องใจใน Forward mail

           ใน Forward mail มีประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันคือ กิน “กุ้ง Lobster เล็ก” แล้วจะทำให้เป็นโรค Paragonimiasis หรือ โรคที่เกิดจากพยาธิใบไม้ในปอด (Lung flukes) และกุ้งชนิดนี้ก็ถูกเลี้ยงไว้เพื่อกำจัดขยะ ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้หลังจากที่ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมมา จึงอยากจะนำเสนอ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

           – โรค Paragonimiasis หรือ โรคพยาธิใบไม้ในปอด สาเหตุไม่ได้มาจากการบริโภค “กุ้ง Lobster เล็ก” แต่เกิดได้ถ้าบริโภคสัตว์น้ำจืดแบบดิบๆ สุกๆ ทั้ง กุ้ง หอย ปู ปลา และหากเรากิน “กุ้ง Lobster เล็ก” ที่ผ่านความร้อนและสุกก็ไม่ได้ทำให้เป็นโรคดังกล่าว 

           - ข้อมูลเกี่ยวกับ โรค Paragonimiasis หรือ โรคที่เกิดจากพยาธิใบไม้ในปอด

โรค Paragonimiasis หรือ โรคที่เกิดจากพยาธิใบไม้ในปอด (Lung flukes)

           ส่วนกรณีที่บอกว่า “กุ้ง Lobster เล็ก” ถูกเลี้ยงไว้เพื่อกำจัดขยะต่างๆ ในบ่อบำบัดน้ำเสียนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะกุ้งพวกนี้สามารถพบได้ทั่วโลก บางประเทศยังเลี้ยงเป็นฟาร์มเพื่อเอาเนื้อมาขายหรือส่งออกอีกด้วย แต่ส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงกุ้งเหล่านี้ไว้เพื่อประดับตู้ปลาสวยงามมากกว่าเอาไว้บริโภค

           อย่างไรก็ตาม นายอนุวัฒน์ นทีวัฒนา ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์และฟื้นฟู กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ในฐานะกรรมการความปลอดภัยทางชีวภาพ กรมประมง กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ปกติแล้วการเลี้ยงกุ้งในบ่อเลี้ยงนั้น จะเป็นระบบปิดที่ใช้ทั้งเครื่องมือบำบัดน้ำเสีย และใช้สิ่งมีชีวิตบำบัด เช่น ปลาทู หอยแมลงภู่ หรือปลิงทะเล สัตว์เหล่านี้จะดูดซับสารพิษ และสารตกค้างในบ่อกุ้งได้ดี ไม่มีใครนิยมนำมากิน เพราะสะสมสารพิษไว้มาก แต่ไม่เคยได้ยินว่าใช้กุ้งเป็นตัวบำบัดน้ำเสียเสียเอง เพราะปกติกุ้งจะอยู่ได้ในน้ำสะอาดเท่านั้น

สำหรับเมนูอาหาร “กุ้ง” ที่อาจจะเสี่ยงเป็น “โรคพยาธิใบไม้ในปอด” อาทิ

- กุ้งแช่เหล้า ในจีน (Drunken crab)
- กุ้งแช่เหล้า ที่คนฟิลิปปินส์ ชอบกิน
- Gye muchim อาหารเกาหลีที่เอากุ้งดิบๆ มาทำ
- ซูชิกุ้ง ของญี่ปุ่น

           สรุปคือ ”กุ้ง Lobster เล็ก” บริโภคได้ แต่ต้องทำให้สุกก่อนรับประทานเป็นดีที่สุดค่ะ

สำหรับข้อความ Forward mail ที่ส่งต่อๆ กัน มีเนื้อหาระบุดังนี้…

ด่วน-กุ้งลักษณะนี้ห้ามกินเด็ดขาด

          ระวัง!!! กุ้งลักษณะนี้ไว้ให้ดีนะคะ..ดูคล้าย Mini Lobster แต่…ไม่ใช่ค่ะ !!! กุ้งเหล่านี้ถูกเลี้ยงไว้เพื่อกำจัดขยะต่างๆ ในบ่อบำบัดน้ำเสีย ยิ่งน้ำสกปรกมากเท่าไร…กุ้งเหล่านี้ก็จะยิ่งเจริญเติบโตเร็วมากขึ้นเท่านั้น  ปอดของมันเต็มไปด้วยพยาธินานาชนิด เนื้อของมันก็อุดมไปด้วยพิษโลหะ  คงจะพวกพ่อค้าที่ไร้จริยธรรมนั่นแหละ ที่นำกุ้งเหล่านี้มาจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภค

          จำไว้ให้ดีว่า  อย่าสั่งกุ้งเหล่านี้มารับประทานอย่างเด็ดขาด และช่วยส่งต่อเรื่อง “กุ้ง Lobster เล็ก” นี้ไปให้เพื่อนๆ ของคุณที่อาจจะอยากลองทานรับทราบด้วยนะคะ 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
  
nicaonline.com

 

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก learntripitaka.com,

          “ศาสนาพุทธ” เป็นศาสนาประจำชาติไทยของเรา แล้วมีสักกี่คนเอ่ย…ที่ทราบถึงประวัติของ “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า” ผู้ทรงเป็น “พระศาสดา” ของ “พระพุทธศาสนา” วันนี้กระปุกจึงนำเรื่องราวพุทธประวัติมาฝากกันค่ะ

          พระพุทธเจ้าทรงมีพระนามเดิมว่า “สิทธัตถะ” หมายถึง ผู้ที่สำเร็จความมุ่งหมายแล้ว หรือผู้ปรารถนาสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้น ทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ กษัตริย์ผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ และ “พระนางสิริมหามายา” พระราชธิดาของกษัตริย์ราชสกุลโกลิยวงศ์แห่งกรุงเทวทหะ แคว้นโกลิยะ

          ในคืนที่พระพุทธเจ้าเสด็จปฏิสนธิในครรภ์พระนางสิริมหามายา พระนางทรงพระสุบินนิมิตว่า มีช้างเผือกมีงาสามคู่ได้เข้ามาสู่พระครรภ์ ณ ที่บรรทม ก่อนที่พระนางจะมีพระประสูติกาล ที่ใต้ต้นสาละ ณ สวนลุมพินีวัน เมื่อวันศุกร์ ขึ้นสิบห้าค่ำ เดือนวิสาขะ ปีจอ 80 ปีก่อนพุทธศักราช (ปัจจุบันสวนลุมพินีวันอยู่ในประเทศเนปาล)

          ทันทีที่ประสูติ เจ้าชายสิทธัตถะทรงดำเนินด้วยพระบาท 7 ก้าว และมีดอกบัวผุดขึ้นมารองรับพระบาท พร้อมเปล่งพระวาจาว่า “เราเป็นเลิศที่สุดในโลก ประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของเรา” แต่หลังจากเจ้าชายสิทธัตถะประสูติกาลได้แล้ว 7 วัน พระนางสิริมหามายาก็เสด็จสวรรคาลัย เจ้าชายสิทธัตถะจึงอยู่ในความดูแลของพระนางประชาบดีโคตมี ซึ่งเป็นพระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายา 

          ทั้งนี้ พราหมณ์ ทั้ง 8 ได้ทำนายว่า เจ้าชายสิทธัตถะมีลักษณะเป็นมหาบุรุษ คือ หากดำรงตนในฆราวาสจะได้เป็นจักรพรรดิ ถ้าออกบวชจะได้เป็นศาสดาเอกของโลก แต่โกณฑัญญะพราหมณ์ผู้อายุน้อยที่สุดในจำนวนนั้น ยืนยันหนักแน่นว่า พระราชกุมารสิทธัตถะจะเสด็จออกบวช และจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน 

 ชีวิตในวัยเด็ก

          เจ้าชายสิทธัตถะทรงศึกษาเล่าเรียนจนจบศิลปศาสตร์ทั้ง 18 ศาสตร์ ในสำนักครูวิศวามิตร และเนื่องจากพระบิดาไม่ประสงค์ให้เจ้าชายสิทธัตถะเป็นศาสดาเอกของโลก จึงพยายามทำให้เจ้าชายสิทธัตถะพบเห็นแต่ความสุข โดยการสร้างปราสาท 3 ฤดู ให้อยู่ประทับ และจัดเตรียมความพร้อมสำหรับการราชาภิเษกให้เจ้าชายขึ้นครองราชย์

          เมื่อมีพระชนมายุ 16 พรรษา ทรงอภิเษกสมรสกับพระนางพิมพา หรือยโสธรา พระธิดาของพระเจ้ากรุงเทวทหะซึ่งเป็นพระญาติฝ่ายพระมารดา จนเมื่อมีพระชนมายุ 29 พรรษา พระนางพิมพาได้ให้ประสูติพระราชโอรส มีพระนามว่า “ราหุล” ซึ่งหมายถึง “บ่วง” 

 เสด็จออกผนวช

          วันหนึ่งเจ้าชายสิทธัตถะทรงเบื่อความจำเจในปราสาท 3 ฤดู จึงชวนสารถีทรงรถม้าประพาสอุทยาน ครั้งนั้นได้ทอดพระเนตรเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช โดยเทวทูต (ทูตสวรรค์) ที่แปลงกายมา พระองค์จึงทรงคิดได้ว่า นี่เป็นธรรมดาของโลก ชีวิตของทุกคนต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงเกิด แก่ เจ็บ ตายได้ จึงทรงเห็นว่าความสุขทางโลกเป็นเพียงภาพมายาเท่านั้น และวิถีทางที่จะพ้นจากความทุกข์ คือต้องครองเรือนเป็นสมณะ ดังนั้นพระองค์จึงใคร่จะเสด็จออกบรรพชา ในขณะที่มีพระชนม์ 29 พรรษา

          ครานั้นพระองค์ได้เสด็จไปพร้อมกับนายฉันทะ สารถี ซึ่งเตรียมม้าพระที่นั่ง นามว่ากัณฑกะ มุ่งตรงไปยังแม่น้ำอโนมานที ก่อนจะประทับนั่งบนกองทราย ทรงตัดพระเมาลีด้วยพระขรรค์ และเปลี่ยนชุดผ้ากาสาวพัตร์ (ผ้าย้อมด้วยรสฝาดแห่งต้นไม้) และให้นายฉันทะ นำเครื่องทรงกลับพระนคร ก่อนที่พระองค์จะเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ (การเสด็จออกเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่) ไปโดยเพียงลำพัง เพื่อมุ่งพระพักตร์ไปยังแคว้นมคธ

 บำเพ็ญทุกรกิริยา

          หลังจากทรงผนวชแล้ว พระองค์มุ่งไปที่แม่น้ำคยา แคว้นมคธ ได้พยายามเสาะแสวงทางพ้นทุกข์ ด้วยการศึกษาค้นคว้าทดลองในสำนักอาฬารดาบส กาลามโครตร และอุทกดาบส รามบุตร แต่เมื่อเรียนจบทั้ง 2 สำนักแล้ว ทรงเห็นว่านี่ยังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์

          จากนั้นพระองค์ได้เสด็จไปที่แม่น้ำเนรัญชรา ในตำบลอุรุเวลาเสนานิคม และทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา ด้วยการขบฟันด้วยฟัน กลั้นหายใจและอดอาหาร จนร่างกายซูบผอม แต่หลังจากทดลองได้ 6 ปี ทรงเห็นว่านี่ยังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ จึงทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา และหันมาฉันอาหารตามเดิม ด้วยพระราชดำริตามที่ท้าวสักกเทวราชได้เสด็จลงมาดีดพิณถวาย 3 วาระ คือดีดพิณสายที่ 1 ขึงไว้ตึงเกินไปเมื่อดีดก็จะขาด ดีดพิณวาระที่ 2 ซึ่งขึงไว้หย่อน เสียงจะยืดยาดขาดความไพเราะ และวาระที่ 3 ดีดพิณสายสุดท้ายที่ขึงไว้พอดี จึงมีเสียงกังวานไพเราะ ดังนั้นจึงทรงพิจารณาเห็นว่า ทางสายกลางคือไม่ตึงเกินไป และไม่หย่อนเกินไป นั่นคือทางที่จะนำสู่การพ้นทุกข์

          หลังจากพระองค์เลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา ทำให้พระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ได้แก่ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยา มหานามะ อัสสชิ ที่มาคอยรับใช้พระองค์ด้วยความคาดหวังว่าเมื่อพระองค์ค้นพบทางพ้นทุกข์ จะได้สอนพวกตนให้บรรลุด้วย เกิดเสื่อมศรัทธาที่พระองค์ล้มเลิกความตั้งใจ จึงเดินทางกลับไปที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ตำบลสารนาถ เมืองพาราณสี

 ตรัสรู้


          ครานั้นพระองค์ทรงประทับนั่งขัดสมาธิ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ อุรุเวลาเสนานิคม เมืองพาราณสี หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก และตั้งจิตอธิษฐานด้วยความแน่วแน่ว่าตราบใดที่ยังไม่บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ก็จะไม่ลุกขึ้นจากสมาธิบัลลังก์ แม้จะมีหมู่มารเข้ามาขัดขวาง แต่ก็พ่ายแพ้พระบารมีของพระองค์กลับไป จนเวลาผ่านไปในที่สุดพระองค์ทรงบรรลุรูปฌาณ คือ ครานั้นพระองค์ทรงประทับนั่งขัดสมาธิ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ อุรุเวลาเสนานิคม เมืองพาราณสี หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก และตั้งจิตอธิษฐานด้วยความแน่วแน่ว่าตราบใดที่ยังไม่บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ก็จะไม่ลุกขึ้นจากสมาธิบัลลังก์ แม้จะมีหมู่มารเข้ามาขัดขวาง แต่ก็พ่ายแพ้พระบารมีของพระองค์กลับไป จนเวลาผ่านไปในที่สุดพระองค์ทรงบรรลุรูปฌาณ คือ

          ยามต้น หรือปฐมยาม ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสติญาณ คือ สามารถระลึกชาติได้ 

          ยามสอง ทางบรรลุจุตูปปาตญาณ (ทิพยจักษุญาณ) คือ รู้เรื่องการเกิดการตายของสัตว์ทั้งหลายว่าเป็นไปตามกรรมที่กำหนดไว้

          ยามสาม ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ คือ ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ หรือกิเลส ด้วยอริยสัจ 4 ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค และได้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นศาสดาเอกของโลก ซึ่งวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ ตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ขณะที่มีพระชนม์ 35 พรรษา

 แสดงปฐมเทศนา

          หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ทรงพิจารณาธรรมที่พระองค์ตรัสรู้มาเป็นเวลา 7 สัปดาห์ และทรงเห็นว่าพระธรรมนั้นยากต่อบุคคลทั่วไปที่จะเข้าใจและปฏิบัติได้ พระองค์จึงทรงพิจารณาว่า บุคคลในโลกนี้มีหลายจำพวกอย่าง บัว 4 เหล่า ที่มีทั้งผู้ที่สอนได้ง่าย และผู้ที่สอนได้ยาก พระองค์จึงทรงระลึกถึงอาฬารดาบสและอุทกดาบส ผู้เป็นพระอาจารย์ จึงหวังเสด็จไปโปรด แต่ทั้งสองท่านเสียชีวิตแล้ว พระองค์จึงทรงระลึกถึงปัญจวัคคีย์ ทั้ง 5 ที่เคยมาเฝ้ารับใช้ จึงได้เสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน

          ธรรมเทศนากัณฑ์แรกที่พระองค์ทรงแสดงธรรมคือ “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” แปลว่าสูตรของการหมุนวงล้อแห่งพระธรรมให้เป็นไป ซึ่งถือเป็นการแสดงพระธรรมเทศนาครั้งแรก ในวันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ซึ่งตรงกับวันอาสาฬหบูชา

          ในการนี้พระโกณฑัญญะได้ธรรมจักษุ คือดวงตาเห็นธรรมเป็นคนแรก พระพุทธองค์จึงทรงเปล่งวาจาว่า “อัญญาสิ วตโกณฑัญโญ” แปลว่า โกณฑัญญะได้รู้แล้ว ท่านโกณฑัญญะ จึงได้สมญาว่า อัญญาโกณฑัญญะ และได้รับการบวชเป็นพระสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา โดยเรียกการบวชที่พระพุทธเจ้าบวชให้ว่า “เอหิภิกขุอุปสัมปทา”

          หลังจากปัญจวัคคีย์อุปสมบททั้งหมดแล้ว พุทธองค์จึงทรงเทศน์อนัตตลักขณสูตร ปัญจวัคคีย์จึงสำเร็จเป็นอรหันต์ในเวลาต่อมา

 การเผยแผ่พระพุทธศาสนา

          ต่อมาพระพุทธเจ้าได้เทศน์พระธรรมเทศนาโปรดแก่ยสกุลบุตร รวมทั้งเพื่อนของยสกุลบุตร จนได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด รวม 60 รูป

          พระพุทธเจ้าทรงมีพระราชประสงค์จะให้มนุษย์โลกพ้นทุกข์ พ้นกิเลส จึงตรัสเรียกสาวกทั้ง 60 รูป มาประชุมกัน และตรัสให้พระสาวก 60 รูป จาริกแยกย้ายกันเดินทางไปประกาศศาสนา 60 แห่ง โดยลำพัง ในเส้นทางที่ไม่ซ้ำกัน เพื่อให้สามารถเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้ในหลายพื้นที่อย่างครอบคลุม ส่วนพระองค์เองได้เสด็จไปแสดงธรรม ณ ตำบลอุรุเวลา เสนานิคม

          หลังจากสาวกได้เดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในพื้นที่ต่างๆ ทำให้มีผู้เลื่อมใสพระพทุธศาสนาเป็นจำนวนมาก พระองค์จึงทรงอนุญาตให้สาวกสามารถดำเนินการบวชได้ โดยใช้วิธีการ “ติสรณคมนูปสัมปทา” คือ การปฏิญาณตนเป็นผู้ถึงพระรัตนตรัย พระพุทธศาสนาจึงหยั่งรากฝังลึกและแพร่หลายในดินแดนแห่งนั้นเป็นต้นมา

 เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน


          พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จโปรดสัตว์และแสดงพระธรรมเทศนา ตลอดระยะเวลา 45 พรรษา ทรงสดับว่า อีก 3 เดือนข้างหน้าจะปรินิพพาน จึงได้ทรงปลงอายุสังขาร ขณะนั้นพระองค์ได้ประทับจำพรรษา ณ เวฬุคาม ใกล้เมืองเวลาสี แคว้นวัชชี โดยก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน 1 วัน พระองค์ได้เสวยสุกรมัททวะที่นายจุนทะทำถวาย แต่เกิดอาพาธลง ทำให้พระอานนท์โกรธ แต่พระองค์ตรัสว่า “บิณฑบาตที่มีอานิสงส์ที่สุด มี 2 ประการ คือ เมื่อตถาคต (พุทธองค์) เสวยบิณฑบาตแล้วตรัสรู้ และปรินิพพาน” และมีพระดำรัสว่า “โย โว   อานนท   ธมม  จ วินโย มยา เทสิโต ปญญตโต  โส  โว  มมจจเยน  สตถา” อันแปลว่า  “ดูก่อนอานนท์  ธรรมและวินัยอันที่เราแสดงแล้ว  บัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย  ธรรมวินัยนั้น  จักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย  เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว”

          พระพุทธเจ้าทรงประชวรหนัก แต่ทรงอดกลั้นมุ่งหน้าไปยังเมืองกุสินารา ประทับ ณ ป่าสาละ เพื่อเสด็จดับขันธุ์ปรินิพพาน โดยก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานนั้น พระองค์ได้อุปสมบทแก่พระสุภัททะปริพาชก  ซึ่งถือได้ว่า “พระสุภภัททะ” คือสาวกองค์สุดท้ายที่พระพุทธองค์ทรงบวชให้ ในท่ามกลางคณะสงฆ์ทั้งที่เป็นพระอรหันต์ และปุถุชนจากแคว้นต่างๆ รวมทั้งเทวดา ที่มารวมตัวกันในวันนี้

          ในครานั้นพระองค์ทรงมีปัจฉิมโอวาทว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราขอบอกเธอทั้งหลาย สังขารทั้งปวงมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา พวกเธอจึงทำประโยชน์ตนเอง และประโยชน์ของผู้อื่นให้สมบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด” (อปปมาเทน สมปาเทต) 

          จากนั้นได้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ใต้ต้นสาละ ณ สาลวโนทยาน ของเหล่ามัลลกษัตริย์ เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 รวมพระชนม์ 80 พรรษา และวันนี้ถือเป็นการเริ่มต้นของพุทธศักราช

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
 , learntripitaka.com, watsansai.igetweb.com

โรคถูกสาป

 

 

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจากนิตยสาร marie claire

          หลังข่าวของ ด.ญ.ฐิติญาพร วัตรเยื้อง หรือน้องออมทรัพย์ หนูน้อยวัย 2 ขวบ และ ด.ญ.มินตรา คำมูล หรือน้องมิ้นต์ ที่ป่วยเป็นโรคประหลาดต้องพึ่งเครื่องช่วยหายใจในโรงพยาบาล โดยไม่เคยได้กลับบ้านเลย นั่นคือ “โรคถูกสาป” ได้เผยแพร่ออกไป ทำให้หลายคนงงๆ เพราะไม่รู้ว่าโรคนี้คือโรคอะไร วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปทำความรู้จักกับ “โรคถูกสาป” นี้กันค่ะ…

          โรคถูกสาป หรือ Congenital Central Hypoventilation Syndrome หรือ Ondine’s Curse เป็นโรคที่เวลานอนจะไม่หายใจ แต่เวลาตื่นก็หายใจได้ตามปกติ โดยสมองของผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้จะทำงานผิดปกติ คือเวลาคนทั่วไปนอนหลับ ศูนย์ควบคุมการหายใจที่สมองจะส่งคำสั่งมาที่หลอดลมและกระบังลม แต่กรณีผู้ป่วยโรคนี้สมองจะไม่ยอมสั่งการเวลานอนหลับ จึงจำเป็นต้องใส่เครื่องช่วยหายใจตลอดเวลาในการนอน และตลอดทั้งชีวิต ทั้งนี้ โรคถูกสาปไม่ค่อยปรากฎผู้ป่วยด้วยโรคนี้นัก ตามข้อมูลระบุ ทั้งโลกมีคนเป็นไม่เกิน 500 คน ส่วนใหญ่เป็นมาแต่กำเนิด และโอกาสหายมีน้อย
 
          สำหรับสาเหตุของโรคยังไม่ทราบแน่ชัด ส่วนใหญ่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ซึ่งในช่วงแรกสามารถสังเกตอาการของเด็กเป็นโรคถูกสาปได้คือ เวลาร้องตัวจะแดงจัด เวลานอนตัวจะเขียว เนื่องจากหายใจไม่ออก ดังนั้น การหลับนอนจึงจำเป็นต้องอยู่ที่โรงพยาบาลตลอด เพื่อใช้เครื่องช่วยหายใจ และป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรค  

          คุณนนทิญา อินต๊ะ แม่น้องออมทรัพย์ หรือ ด.ญฐิติญาพร  วัตรเยื้อง  เล่าให้ฟังว่า ลูกของเธอเกิดวันที่  26  กันยายน  พ.ศ 2549  ปัจจุบันอายุ  2 ปี  5  เดือน น้องออมทรัพย์คลอดที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ โดยในวันแรกที่คลอด  แพทย์พบอาการผิดปกติในเรื่องระบบการหายใจ  จึงส่งตัวให้ทางคณะแพทย์โรงพยาบาลจุฬาฯ หาสาเหตุอาการป่วย  และท้ายที่สุดแพทย์ได้สรุปว่า น้องออมทรัพย์ป่วยด้วยโรคถูกสาป คือ การสั่งการของสมองมีการแลกเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และออกซิเจนผิดปกติ ทำให้มีผลต่อการพัฒนาสมองและอาจทำให้หยุดการหายใจได้ ซึ่งจะมีอาการเฉพาะเวลาที่นอนหลับเท่านั้น  เวลาที่ตื่นก็จะปกติทุกอย่าง  

          “ทั้งตัวเองและสามีไม่เคยได้ยินชื่อโรคนี้มาก่อนเลย เราเสียใจร้องไห้อยู่นาน คิดวนเวียนแต่ว่าเราไปทำบาปกรรมอะไรไว้ถึงได้มาตกกับลูก ลูกต้องถูกเจาะคอและเจาะหน้าท้องเพื่อให้นมทางสายยาง แรกๆ เครียดมาก แต่พอได้อยู่กับลูกที่โรงพยาบาล ได้เห็นเตียงข้างๆ เขาเกิดมาแล้วเป็นมะเร็งเลย แล้วก็มีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน เด็กบางคนนอนอยู่บนเตียงมีเครื่องช่วยชีวิตระโยงระยางเต็มไปหมด แต่พ่อแม่เขายังสู้ เลยหันกับมาฮึดสู้เพื่อลูกบ้าง” คุณแม่น้องออมทรัพย์ กล่าว 

          ปัจจุบันน้องออมทรัพย์ไม่เคยได้กลับบ้าน เนื่องจากจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจในเวลานอน  ทั้งนี้ แพทย์แจ้งว่าทางพ่อและแม่สามารถพาน้องกลับบ้านได้ แต่จะต้องมีเครื่องช่วยหายใจกลับไปด้วย  ซึ่งเครื่องช่วยหายใจที่ว่านี้ ต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ ราคาเครื่องละประมาณ  500,000  บาท นับเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงเกินกว่าครอบครัวจะรับไหว คุณแม่น้องออมทรัพย์จึงตัดสินใจเขียนจดหมายส่งไปยังหน่วยงานต่างๆ เพื่อขอความช่วยเหลือ พร้อมๆ กับการช่วยเหลืออีกแรงจากทีมแพทย์ 

          “เงิน 500,000 แสนบาท มันเป็นเงินที่เยอะมากๆ สำหรับครอบครัวเรา ตัวเราเองก็พยายามวิ่ง ติดต่อทุกทางไปติดต่อที่ อบต.จังหวัด เขาก็บอกว่าตอนนี้ยังไม่มีงบประมาณเร่งด่วน ถ้าครอบครัวเราจะทำสัญญาผ่อนเงินจำนวนนี้จะไหวไหม   เราก็เอากลับมาคิดตอนนี้ทั้งตัวเองและสามีก็พยายามหาทางเต็มที่ เราก็หวังว่าวันหนึ่ง ลูกจะได้กลับไปอยู่บ้าน ได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก ตอนนี้ก็พยายามไม่ร้องไห้ แต่อาจมีบ้างตอนคิดถึงลูกแล้วมาเยี่ยมไม่ได้”
 
          ต่อมา เรื่องราวของน้องออมทรัพย์ได้รับการตีแผ่ผ่านรายการเรื่องจริงผ่านจอ ทำให้เกิดการรับรู้ในวงกว้าง ล่าสุด ปรากฏว่า มีผู้ใจบุญบริจาคเงินเข้ามามากเกิน 5 แสนบาทแล้ว ซึ่งเพียงพอสำหรับเครื่องช่วยหายใจ 1 เครื่อง โดยทีมแพทย์วิเคราะห์แล้วเห็นว่าจะให้กับน้องออมทรัพย์ก่อน เนื่องจากทางครอบครัวมีความพร้อมมากกว่า        

          ด้าน รศ.พญ.นวลจันทร์ ปราบพาล หน่วยโรคระบบหายใจ ภาควิชา กุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ ระบุว่า ในเมืองไทยมีผู้ป่วยด้วยโรคถูกสาปทั้งหมด 3 ราย คนไข้เคสแรกในเมืองไทย ชื่อ ข้าวปุ้น ปัจจุบันอายุ 18 ปีแล้ว  พ่อและแม่เขาค่อนข้างมีฐานะเลยสามารถซื้อเครื่องช่วยหายใจได้ ทุกวันนี้ เขาก็ใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ ส่วนอีกคนคือ ชื่อน้องมิ้นต์ ด.ญ.มินตรา คำมูล อายุ 3 ขวบครึ่ง นอนอยู่เตียงใกล้กับน้องออมทรัพย์  

          “ปกติเด็กเหล่านี้ เราต้องให้เขาอยู่โรงพยาบาลถึง 3 ขวบ แต่น้องออมทรัพย์พัฒนาการค่อนข้างเร็วเลยคิดว่าเขาน่าจะกลับไปอยู่บ้านได้ก่อน 3 ขวบ แต่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจสำหรับเด็กโดยเฉพาะ สามารถใช้งานได้นาน 5 ปี ซึ่งของเด็กจะราคาแพงกว่าเด็กโตหรือของผู้ใหญ่ แต่หากน้องโตแล้วก็สามารถเปลี่ยนเป็นการผ่าตัดที่กระบังลมใส่เครื่องกระตุ้นกระบังลมในการหายใจให้ดีขึ้นได้ แต่ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงเช่นกัน” คุณหมอ  กล่าว
 
          อย่างไรก็ตาม น้องมิ้นต์ ด.ญ.มินตรา คำมูล ยังคงต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล และยังรอรับการบริจาคเพื่อซื้อเครื่องช่วยหายใจต่อไป …ทีมงานกระปุกดอทคอมขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัวน้องมิ้นต์ และน้องออมทรัพย์ ด้วยนะคะ

          ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่สนใจจะช่วยเหลือ “น้องออมทรัพย์” สามารถบริจาคไปได้ที่บัญชีคุณแม่น้องออมทรัพย์ น.ส. นนทิญา อินต๊ะ เพื่อ ด.ญ. ฐิติญาพร วัตรเยื้อง ธ.กสิกรไทย สาขาตลาดคลองสวน เลขที่บัญชี  310-2-31383-5 และผู้ที่สนใจบริจาคซื้อเครื่องช่วยหายใจของ “น้องมิ้นท์” สามารถติดต่อบริจาคช่วยเหลือได้ที่ ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาสภากาชาดไทย เลขที่บัญชี 045-2-94149-6 ชื่อบัญชี หน่วยกุมารเวชศาสตร์โรคระบบหายใจ

 

 
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
, นิตยสาร marie claire

 

กบหัวใหญ่โคราช

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ, หนังสือพิมพ์มติชน
          หลังจากที่มีการค้นพบ “กบ” สายพันธุ์ใหม่ของโลก ในพื้นที่ป่าสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช จังหวัดนครราชสีมา หรือโคราช ก่อนจะตั้งชื่อกบพันธุ์ใหม่ว่า “กบหัวใหญ่โคราช” เพื่อให้เกียรติแก่จังหวัดที่ค้นพบ ทำให้คนอยากรู้จัก “กบหัวใหญ่โคราช” มากขึ้น วันนี้กระปุกจึงนำเรื่องราวของ “กบหัวใหญ่โคราช” มาฝากกันด้วยค่ะ

          “กบหัวใหญ่โคราช” หรือ “โคราช บิ๊กเฮด ฟอร์ก” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Limnonectes megastomias McLeod ถูกค้นพบเป็นครั้งแรกที่บริเวณลำห้วยภายในป่าดงดิบ สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช ตำบลภูหลวง อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 ซึ่งค้นพบโดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับนายเดวิด แม็กลอร์ด นักศึกษามหาวิทยาลัยแคนซัสสหรัฐอเมริกา ก่อนจะได้รับการยืนยันและได้รับการตีพิมพ์เป็นกบพันธุ์ใหม่ของโลก ในวารสาร ZOOTAXA เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2551 จากนั้นทางทีมวิจัยได้ตั้งชื่อสามัญว่า “กบหัวใหญ่โคราช” หรือ “กบปากใหญ่โคราช” ให้เป็นเกียรติแก่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นจังหวัดที่ค้นพบกบชนิดนี้เป็นแห่งแรก

 

กบหัวใหญ่โคราช

          ลักษณะทั่วไปของ “กบหัวใหญ่โคราช” จะมีสีดำ ลำตัวค่อนข้างใหญ่ ยาว ส่วนของหัวค่อนข้างกว้าง แตกต่างจากกบชนิดอื่นๆ จึงเป็นที่มาของชื่อ “กบหัวใหญ่” บนหัวระหว่างตาทั้งสองข้างมีรอยพับของแผ่นหนังพาดขวางด้านท้ายของตา หรือตรงขอบท้ายของแพบสีดำ และมีรอยพับของผิวหนังจากด้านท้ายตาลงไปที่ส่วนต้นของขาหน้า เพศผู้มีหัวใหญ่กว่าเพศเมีย และมีโครงสร้างคล้ายฟันเขี้ยวอยู่ที่ส่วนปลายของขากรรไกรล่าง ผิวหนังส่วนต้นของลำตัวค่อนข้างเรียบ มีตุ่มเล็กกระจายอยู่บ้าง แต่จะกระจายหนาแน่บริเวณท้ายลำตัวและขนขาหลัง ส่วนยอดของตุ่มบางตุ่มเป็นสีขาว ขาหน้าและขาหลังสั้นแต่ใหญ่ นิ้วตีนหน้าไม่มีแผ่นหนังระหว่างนิ้ว ส่วนนิ้วตีนหลังมีแผ่นหนังเต็มความยาวนิ้ว

          นอกจากนี้ “กบหัวใหญ่โคราช” ยังมีฤดูผสมพันธุ์ที่แตกต่างจากกบชนิดอื่นๆ คือ มักจะสืบพันธุ์ในช่วงปลายฤดูฝน ที่น้ำในลำห้วยนิ่งแล้ว เพื่อไม่ให้กระแสน้ำหลากไหลพัดเอาไข่หรือลูกอ๊อดลอยหายไปตามกระแสน้ำ ขณะที่กบนาจะสืบพันธุ์ในช่วงต้นฤดูฝน ส่วนลูกอ๊อดจะมีขนาดตัวค่อนข้างใหญ่กว่าลูกอ๊อดทั่วไปด้วย โดยจะมีลำตัวแบน มีสีน้ำตาล บนหลังมีปื้นสีน้ำตาลเข้มกระจาย หางยาว และมีกล้ามเนื้อแข็งแรง แผ่นครีบหางใหญ่ ปากอยู่ทางด้านล่างของหัว ช่องปากใหญ่ ตุ่มฟันในอุ้งปากมีจำนวนแถวและลักษณะการเรียงตัวเป็นสูตร I:1+1/1+1:I ขอบของจะงอยปากบนและจะงอยปากล่างมีรอยหยัก

          “กบหัวใหญ่โคราช” มักจะซ่อนตัวในเวลากลางวันใต้กองใบไม้ที่ทับถม หรือซอกหินตามลำห้วย และจะออกหากินในเวลากลางคืน “กบหัวใหญ่โคราช” เป็นสัตว์ที่ชอบน้ำ และไม่ค่อยปรับตัวตามสภาพแวดล้อม ดังนั้นจึงมักอาศัยและดำรงชีวิตอยู่ใกล้แหล่งน้ำตลอดเวลา เช่นพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังตลอดปี เพราะหากอยู่ในสภาพที่แห้งแล้ง อาจตายและสูญพันธุ์ได้ในที่สุด ซึ่งในโลกนี้สามารถพบ “กบหัวใหญ่โคราช” ได้เพียงเฉพาะที่ประเทศไทยเท่านั้น คือในพื้นที่สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช บริเวณลำห้วยบนภูเขาสูง

          อย่างไรก็ตาม ยังมีรายงานว่า ได้มีการค้นพบ “กบหัวใหญ่โคราช”  เพิ่มเติม ภายในพื้นที่อุทยานแห่งชาติปางสีดา จังหวัดสระแก้ว และอุทยานแห่งชาติภูหลวง จังหวัดเลย อีกด้วย

 

images  คลิกอ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ได้ที่นี่ค่ะ 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก