บทความ บทความดีๆ เกร็ดความรู้

ความรู้รอบตัว -Kapook แสนรู้

ไมเคิล แจ็คสัน

ไมเคิล แจ็คสัน

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก tmz.com, หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ,มติชนออนไลน์

          กลายเป็นข่าวใหญ่ระดับโลกขึ้นมาทันที หลังนักร้องซุปเปอร์สตาร์ “ไมเคิล แจ็คสัน” เสียชีวิตลงอย่างกะทันหันด้วยอาการหัวใจวาย ที่นครลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐฯ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา (26 มิถุนายน) ตามเวลาในประเทศไทย ถือเป็นการปิดตำนานราชาเพลงป๊อบชื่อดัง เจ้าของท่าเต้น “มูน วอล์ค” ด้วยวัย 50 ปี ดังนั้นวันนี้กระปุกจะพาไปย้อนรำลึกถึง “ไมเคิล แจ็คสัน” กันค่ะ

          ไมเคิล แจ็คสัน (Michael Jackson) มีชื่อเต็มว่า ไมเคิล โจเซฟ แจ็คสัน (Michael Joseph Jackson) หรือเรียกย่อๆ ว่า เอ็มเจ (MJ) หรือ แจ็คโก้ (Jacko) เกิดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 1958 (พ.ศ.2501) ที่อินเดียน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเป็นลูกคนที่ 7 ในบรรดาพี่น้อง 9 คน ของ โจเซฟ วอล์เตอร์ และแคทเธอรีน เอสเตอร์

ไมเคิล แจ็คสัน

          เส้นทางสู่นักร้องของไมเคิล แจ็คสัน เริ่มต้นตั้งแต่เขามีอายุได้เพียง 7 ปี เมื่อได้เป็นนักร้องนำของวง “เดอะ แจ็คสัน ไฟว์” (The Jackson 5) และเมื่อเขาอายุ 11 ปี ได้ออกอัลบั้ม “Got to Be There” เป็นอัลบั้มเดี่ยวชิ้นแรกของเขา ซึ่งก็สร้างความตื่นตะลึงให้วงการเพลง เมื่อเพลงของเขาสามารถทะยานขึ้นอันดับ 1 ของชาร์ตได้สำเร็จ ถึง 3 เพลง และในปี พ.ศ.2522 ได้มีผลงานชุด “Off the Wall” ซึ่งทำยอดขายได้กว่า 20 ล้านก็อปปี้ทั่วโลก ก่อนจะมีผลงานชุด “Thriller” ในปี พ.ศ.2525 ซึ่งสามารถจำหน่ายได้ถึง 60 ล้านชุด ทำสถิติเป็นอัลบั้มที่มียอดขายสูงที่สุดในประวัติการณ์ จนกระทั่งปี พ.ศ.2530 ไมเคิลได้ออกอัลบั้ม “Bad” และสร้างสถิติเป็นอัลบั้มที่มีซิงเกิ้ลต่างๆ ขึ้นชาร์ตอันดับ 1 ในบิลบอร์ดมากที่สุด

ไมเคิล แจ็คสัน

          ในปี พ.ศ.2534 ไมเคิลได้ออกอัลบั้ม “Dangerous” ที่มีเพลง “Black or White” โด่งดังจนติดอันดับ 1 ทั้งในบิลบอร์ดและชาร์ตเพลงทั่วโลก ก่อนที่จะออกอัลบั้ม “History” และส่งให้เพลง “You’re Not Alone” กลายเป็นซิงเกิ้ลแรกในประวัติศาสตร์ที่ติดอันดับ 1 ตั้งแต่สัปดาห์แรกที่วางจำหน่าย

          ความโด่งดังของ ไมเคิล แจ็คสัน รวมทั้งท่าเต้น “มูน วอล์ค” และ “ลูบเป้า” อันเป็นเอกลักษณ์สร้างชื่อของเขา ทำให้ไมเคิล ได้เดินทางไปเปิดคอนเสิร์ตทั่วโลก รวมทั้งที่ประเทศไทยด้วย โดยไมเคิล แจ็คสัน เคยเดินทางมาเปิดคอนเสิร์ตที่เมืองไทย 2 ครั้ง คือในปี พ.ศ.2536 ที่สนามศุภชลาศัย เป็นการโปรโมตปิดอัลบั้ม Dangerous ซึ่งแฟนเพลงชาวไทยให้ความสนใจอย่างมาก และถือเป็นการแสดงคอนเสิร์ตใหญ่ของนักร้องชาวต่างประเทศระดับโลกครั้งแรกของไทย แต่ก็ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาเช่นกัน เพราะบางส่วนเห็นว่าท่าเต้น “ลูบเป้า” ไม่เหมาะสมกับวัฒนธรรมไทย ส่วนคอนเสิร์ตครั้งที่ 2 ของไมเคิล แจ็คสัน ในเมืองไทย จัดขึ้นในกลางปี พ.ศ.2538 ที่เมืองทองธานี เพื่อโปรโมตอัลบั้ม History แต่ไม่ได้รับความสนใจเท่าคอนเสิร์ตครั้งแรก

ไมเคิล แจ็คสัน

          นอกจากนี้ชื่อของไมเคิล แจ็คสัน ยังได้ปรากฎอยู่ในเพลง “ทับหลัง” ของวงคาราบาว เมื่อปี พ.ศ.2531 ที่ครั้งนั้น เพลงนี้ ได้ถูกนำไปใช้ในการเรียกร้องทวงคืนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์จากสหรัฐอเมริกา ในเนื้อร้องว่า “เอาไมเคิล แจ็คสัน คืนไป เอาพระนารายณ์คืนมา”

          ทั้งนี้ เรื่องชีวิตส่วนตัวของไมเคิล นั้น เขาถูกมองว่า ชอบทำตัวเด่นดังและให้เป็นข่าวอยู่เสมอ และใช้ชีวิตอย่างโอเวอร์เกินคนธรรมดา เช่น การซื้อคฤหาสน์ส่วนตัวในชื่อ “Never Land” อีกทั้งยังชอบทำตัวแปลกๆ เช่น การแต่งตัวแปลกๆ ปรากฎในที่สาธารณะ รวมทั้งเคยแต่งตัวเป็นผู้หญิงในห้องน้ำหญิงสาธารณะ หรือการที่เปลี่ยนสีผิวตัวเองจากผิวดำ ให้กลายเป็นผิวขาวซีด และการผ่าตัดศัลยกรรมใบหน้าด้วยซิลิโคนหลายต่อหลายครั้ง

ไมเคิล แจ็คสัน

          สำหรับชีวิตครอบครัวของ ไมเคิล แจ็คสัน นั้น ไมเคิล ได้แต่งงานกับ “ลิซ่า มี เพรสลีย์” ลูกสาวของราชาเพลงร็อคอย่าง “เอลวิส เพรสลีย์” อย่างกะทันหัน ก่อนที่ทั้งคู่จะเลิกรากันไป เมื่อปี พ.ศ.2539 โดยไม่มีบุตรด้วยกัน แต่จากนั้น ไมเคิล ได้มีบุตร 3 คน โดย 2 คนแรกเกิดจากการผสมเทียม กับภรรยาเก่า “เด็บบี้ โรวว์” โดยลูกชายคนโตชื่อว่า “ปรินซ์ไมเคิลที่ 1″ (Prince Michael Jackson I) ส่วนลูกสาวคนที่สองชื่อ “ปารีส ไมเคิล” (Paris Michael Katherine Jackson) และลูกชายคนเล็กนั้น ชื่อว่า “ปรินซ์ไมเคิลที่ 2″ (Prince Michael Jackson II) โดยที่ไม่เคยมีการเปิดเผยว่าใครเป็นแม่ของเด็ก

ไมเคิล แจ็คสัน กับลูกชายคนโต

ไมเคิล แจ็คสัน

ลูกสาวและลูกชายคนเล็กของไมเคิล แจ็กสัน

          อย่างไรก็ตาม ไมเคิลยังปรากฎเป็นข่าวอยู่เสมอๆ โดยมีข่าวลือเกี่ยวกับตัวไมเคิล ออกมาต่างๆ นานา ทั้งเรื่องที่ว่า เขาป่วยเป็นโรคมะเร็งผิวหนังชนิดหนึ่ง ที่ไม่สามารถทำให้ผิวหนังบางส่วนสามารถผลิตเม็ดสีได้ ส่งผลให้บริเวณนั้นซีดจางกว่าบริเวณอื่น เพราะไมเคิลมักปรากฎตัวด้วยลักษณะคล้ายคนป่วย ซีดเซียว บางครั้งก็นั่งรถเข็น หรือใช้ไม้เท้าช่วยเดิน

          ซ้ำยังมีข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับการที่ ไมเคิล ลวนลามเด็กผู้ชายออกมาให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่งในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2548 ไมเคิล ต้องขึ้นศาลฟังคำพิพากษาในคดีข่มขืนเด็กชายผู้หนึ่ง ซึ่งบทสรุปจบลงที่ศาลจะพิพากษายกฟ้องไป ก่อนจะเป็นข่าวอีกครั้ง หลังไมเคิล อุ้มลูกของตัวเองซึ่งยังเป็นทารกอยู่ ออกมาทักทายแฟนๆ และทำท่าจะทิ้งดิ่งลูกลงมาจากหน้าต่างโรงแรม จนได้รับเสียงตำหนิจากสังคมอย่างหนัก

ไมเคิล แจ็คสัน

ไมเคิลถูกโจมตีอย่างหนัก หลังอุ้มลูกชายอย่างน่าหวาดเสียว

          หลังจากนั้น ข่าวคราวของไมเคิล ได้เงียบหายไปพักหนึ่ง ก่อนไมเคิลจะออกมาประกาศว่า จะกลับคืนสู่เวทีคอนเสิร์ตอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นครั้งแรก ในรอบ 12 ปี ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในวันที่ 13 กรกฎาคม 2552 ซึ่งบัตรชมการแสดงนั้นถูกจำหน่ายหมดภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง และไมเคิล ยังมีโปรแกรมจะทัวร์คอนเสิร์ตไปต่อเนื่องจนถึงเดือนมีนาคม ปี 2010 อีกด้วย ซึ่งคอนเสิร์ตครั้งนี้ต้องเพิ่มรอบแสดงเป็น 50 รอบเลยทีเดียว

          แต่ก่อนที่ ไมเคิล แจ็คสัน จะได้กลับขึ้นแสดงคอนเสิร์ตอีกครั้ง แฟนเพลงทั่วโลกกลับต้องได้รับข่าวร้าย เมื่อไมเคิล แจ็คสัน ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลยูซีแอลเอ ในนครลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐฯ หลังหัวใจหยุดเต้นกระทันหัน ก่อนที่แพทย์ในโรงพยาบาลลอสแองเจลิส จะแถลงยืนยันว่า ไมเคิล แจ็คสัน ได้เสียชีวิตลงเมื่อเวลา 14.26 น. ตามเวลาในท้องถิ่น หรือตรงกับเวลาในประเทศไทย 02.26 น. ของเช้าวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน ด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน ในวัย 50 ปี

          ข่าวนี้สร้างความตื่นตะลึงให้คนทั่วโลก และนับเป็นการปิดฉากชีวิตของราชาเพลงป๊อบผู้โด่งดัง ที่เรียกได้ว่า เป็นนักร้องที่ใครๆ ก็รู้จัก และเป็นขวัญใจของใครหลายคนทั่วโลก

 ประวัติ

          ชื่อเต็ม : ไมเคิล โจเซฟ แจ็คสัน (Michael Joseph Jackson)
          ชื่อที่เรียก : ไมเคิล แจ็คสัน (Michael Jackson),เอ็มเจ (MJ),แจ็คโก้ (Jacko)
          วันเกิด : 29 สิงหาคม 1958 (พ.ศ.2501) 
          สถานที่เกิด : อินเดียน่า สหรัฐอเมริกา
          บิดา : นายโจเซฟ แจ็กสัน 
          มารดา : นางแคธารีน แจ็กสัน 
          พี่น้อง : แจ็กสันมีพี่น้อง 9 คน แจ๊กสัน เป็นคนที่ 7 
          ที่อยู่ : คฤหาสน์ “เนเวอร์แลนด์” (คฤหาสน์ผสมสวนสนุก) ลอสแองเจลิส ประเทศหรัฐอเมริกา
          แนวเพลง : ป๊อบ, อาร์แอนด์บี
          อาชีพ : นักร้อง นักแต่งเพลง นักแสดง นักเต้น นักออกแบบท่าเต้น โปรดิวเซอร์เพลง ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2511 - ปัจจุบัน

 ผลงานอัลบั้มเพลง

          พ.ศ.2514 Got to Be There 
          พ.ศ.2515 Ben 
          พ.ศ.2515 A Collection of Michael Jackson′s Oldies 
          พ.ศ.2516 Music and Me 
          พ.ศ.2518 Forever, Michael 
          พ.ศ.2522 Off the Wall 
          พ.ศ.2524 One Day in Your Life 
          พ.ศ.2525 Thriller 
          พ.ศ.2527 Farewell My Summer Love 
          พ.ศ.2530 Bad 
          พ.ศ.2534 Dangerous 
          พ.ศ.2538 History - Past, Present and Future - Book I 
          พ.ศ.2540 Blood on the Dance Floor: HIStory in the Mix 
          พ.ศ.2544 Invincible 
          พ.ศ.2544 Greatest Hits - History Volume I 
          พ.ศ.2546 Number Ones 
          พ.ศ.2547 Michael Jackson: The Ultimate Collection 
          พ.ศ.2548 The Essential Michael Jackson 

images  คลิกอ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ได้ที่นี่ค่ะ 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
      

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          ณ วันนี้ คงไม่มีใครไม่รู้จัก “ราชินีลูกทุ่ง” พุ่มพวง ดวงจันทร์ เจ้าของบทเพลงฮิตมากมาย ที่แม้แต่เด็กตัวเล็กๆ ที่เกิดไม่ทันในยุคนั้น ก็ยังคลอเพลงของ “พุ่มพวง ดวงจันทร์” ตามไปได้ และชื่อของ “พุ่มพวง” เป็นประเด็นอีกครั้ง เมื่อ นายสรภพ ลีละเมฆินทร์ หรือ “พระเพชร” บุตรชายคนเดียวของพุ่มพวง เปิดศึกวิวาท นายไกรสร ลีละเมฆินทร์ (แสงอนันต์) สามีพุ่มพวง ถึงขั้นกล่าวหาพ่อ-ยายและน้าว่าเป็นคนฆ่าแม่ เพียงเพราะไม่พอใจที่ถูกทักท้วงเรื่องที่จะสร้างหุ่นขี้ผึ้งตัวใหม่ของพุ่มพวง ผ่านการขอรับเงินบริจาคจากแฟนเพลง ทำให้ทั้งสองฝ่ายต่างแถลงข่าวโต้เถียงกันไปมา งานนี้จึงทำให้ชื่อของราชินีเพลงลูกทุ่ง “พุ่มพวง ดวงจันทร์” กลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้ง และทำให้หลายคนอยากรู้จักเธอคนนี้กัน วันนี้กระปุกดอทคอมจึงขอนำประวัติและเรื่องราวของเธอมาฝากกันค่ะ

          “พุ่มพวง ดวงจันทร์” หรือชื่อจริงว่า “รำพึง จิตรหาญ” มีชื่อเล่นที่ทุกคนรู้จักกันดีว่า “ผึ้ง” เกิดเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ .2504 ที่บ้านหนองนกเขา ตำบลไพรนกยูง อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท ก่อนจะไปเติบโตที่อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี “ผึ้ง” เป็นลูกสาวคนที่ 5 ในพี่น้องทั้งหมด12 คน ของนายสำราญ จิตรหาญ และนางเล็ก จิตรหาญ ซึ่งประกอบอาชีพทำไร่อ้อย

          ชีวิตวัยเด็กของ “ผึ้ง” ค่อนข้างลำบาก เพราะครอบครัวของเธอมีฐานะยากจน “ผึ้ง” ได้เรียนเพียงชั้น ป.2 ก็ต้องออกจากโรงเรียน และไปช่วยเก็บผัก หาดอกไม้ป่า หาบไปขายตามโรงงาน เพื่อมาเลี้ยงน้องๆ และครอบครัว แม้ “ผึ้ง” จะอ่านหนังสือไม่ออก แต่โชคดีที่  “ผึ้ง” มีพรสวรรค์อย่างหนึ่งติดตัวมา นั่นคือการร้องเพลง ตั้งแต่เด็กๆ  “ผึ้ง” มักจะสมัครประกวดร้องเพลงตามงานต่างๆ โดยใช้ชื่อว่า “น้ำผึ้ง ณ ไร่อ้อย” ตระเวนเดินสายกวาดรางวัลทั้งในระดับอำเภอ ข้ามอำเภอ จนถึงข้ามจังหวัด จนเมื่ออายุได้ 10 ปี ก็ได้มาอยู่กับวงดนตรีของ “ดวง อนุชา” ที่กรุงเทพฯ ก่อนจะกลับบ้านที่สุพรรณบุรี

          จนเมื่อ “ผึ้ง” อายุได้ 15 ปี ได้ขึ้นร้องเพลงที่วัดทับกระดาน และความสามารถเกิดไปเตะตา “ไวพจน์ เพชรสุพรรณ” นักร้องลูกทุ่งชื่อดังเข้า “ไวพจน์” จึงเมตตารับ “ผึ้ง” เป็นบุตรบุญธรรม และพาไปอยู่ที่กรุงเทพฯ ครั้งนั้น “ผึ้ง” เริ่มเข้าสู่เส้นทางเพลงลูกทุ่ง ด้วยการเป็น “หางเครื่อง” ก่อนที่ “ไวพจน์” จะแต่งเพลง “แก้วรอพี่” และอัดเสียงชุดแรกให้ “ผึ้ง” ในนามของ “น้ำผึ้ง เมืองสุพรรณ”

          ขณะที่อยู่กับวงของ “ไวพจน์” นั้น “ผึ้ง” ได้รู้จักกับ “ธีระพล แสนสุข” ซึ่งกลายเป็นแฟนคนแรกของ “ผึ้ง” ก่อนที่เธอจะแยกตัวมาเป็นหางเครื่องและนักร้องให้กับ “ศรเพชร ศรสุพรรณ” และย้ายไปอยู่กับ “ขวัญชัย เพชรร้อยเอ็ด” จนปี พ.ศ.2519 “มนต์ เมืองเหนือ” ได้รับ “ผึ้ง” ไว้เป็นลูกศิษย์ และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “พุ่มพวง ดวงจันทร์” และผึ้งก็ได้ร้องเพลง “รักไม่อันตรายและรำพึง” ก่อนจะตั้งวงดนตรีของตัวเอง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จนัก

          ชื่อของ “พุ่มพวง ดวงจันทร์” เริ่มเป็นที่รู้จัก หลังจากได้รับการสนับสนุนจาก “ประจวบ จำปาทอง” และ “ปรีชา อัศวฤกษ์นันท์” ให้ตั้งวงร่วมกับ “เสรี รุ่งสว่าง” ในชื่อวง “เสรี-พุ่มพวง” แต่ที่ทำให้ “พุ่มพวง” ประสบความสำเร็จถึงขีดสุดก็หลังจาก “ลพ บุรีรัตน์” ได้แต่งเพลงแนวสนุกๆ ให้ “พุ่มพวง” ร้อง จนทำให้ผู้ฟังสนใจเธอเป็นอย่างมาก โดยเพลงที่มีชื่อเสียงของพุ่มพวง เช่นเพลง “สาวนาสั่งแฟน”, “นัดพบหน้าอำเภอ”, “อื้อฮือหล่อจัง”,”ดาวเรืองดาวโรย”, “คนดังลืมหลังควาย”, “นักร้องบ้านนอก”, “กระแซะเข้ามาซิ” และอื่นๆ อีกมากมาย เรียกได้ว่า ตั้งแต่ช่วง พ.ศ.2515 – พ.ศ.2534 

          “พุ่มพวง” ได้รับความนิยมอย่างสูงสุด ด้วยน้ำเสียงหวาน ออดอ้อน และจำเนื้อร้องได้ แม้จะไม่รู้หนังสือ ก่อนที่ “พุ่มพวง” จะได้รับรางวัลพระราชทานเสาอากาศทองคำพระราชทาน จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในเพลง “อกสาวเหนือสะอื้น” และได้รับเลือกให้ร้องเพลง “ส้มตำ” พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อีกด้วย ความสำเร็จในวงการเพลง ทำให้ “พุ่มพวง” ได้รับฉายาว่า “ราชินีลูกทุ่ง” สืบต่อจาก “ผ่องศรี วรนุช”

          หลังจาก “พุ่มพวง” ประสบความสำเร็จในงานเพลง “พุ่มพวง” เริ่มเบนเข็มเข้าสู่วงการภาพยนตร์ โดยได้แสดงหนังเรื่องแรก “สงครามเพลง” ในปี พ.ศ.2526 ก่อนที่จะได้แสดงหนังเรื่อง “มนต์รักนักเพลง” และได้รู้จักกับ “ไกรสร แสงอนันต์” ที่พา “พุ่มพวง” มาเข้าสังกัด “อาจารย์ไพจิตร ศุภวารี” และมีผลงานอีกหลายชุด ทั้ง “ตั๊กแตนผูกโบว์” หรือ “โลกของผึ้ง” หลังจากนั้น “พุ่มพวง” ก็ได้มาอยู่กับห้างท็อปไลน์ ก่อนจะมาร้องเพลง “สยามเมืองยิ้ม” และได้รับรางวัลพระราชทานรางวัลขับร้องเพลงดีเด่น จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อีกครั้ง 

          เรื่องงานเพลง และภาพยนตร์ ถือได้ว่า “พุ่มพวง” ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก แต่กับเรื่องชีวิตและความรัก ช่างตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง โดย “พุ่มพวง” กับ “ธีระพล แสนสุข” แฟนคนแรก ได้เลิกรากัน หลัง “พุ่มพวง” รู้ว่าแฟนของเธอปันใจให้น้องสาว “สลักจิตร ดวงจันทร์” แต่ก็ยังทำงานร่วมกันอยู่ จนในปี พ.ศ.2527 “พุ่มพวง” ได้จดทะเบียนสมรสกับ “ไกรสร แสงอนันต์” และมีบุตรชาย 1 คน ชื่อ “สันติภาพ” ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “สรภพ” หรือน้องเพชร ลีละเมฆินทร์ ส่วน “ธีระพล” ถูกน้องชายของพุ่มพวงยิงเสียชีวิต เมื่อปี พ.ศ.2530

          ภายหลัง ปี พ.ศ.2535 “พุ่มพวง” ป่วยด้วยโรคเอสแอลอี (SLE : Systemic Lupus Erythematosus) หรือโรคภูมิแพ้ตัวเอง และมีข่าวทะเลาะกับสามี “ไกรสร แสงอนันต์” อยู่บ่อยครั้ง จน “ไกรสร” ออกมายอมรับว่า ได้ทะเลาะกับพุ่มพวงจริง ขณะที่ญาติของพุ่มพวง เชื่อว่าที่พุ่มพวงป่วยเพราะถูกทำคุณไสย จึงพา “พุ่มพวง” ออกจากโรงพยาบาลศิริราช และเดินทางไปจังหวัดพิษณุโลก แต่หลังจากกราบไหว้พระพุทธชินราชแล้ว “พุ่มพวง” เกิดอาการช็อคหมดสติ และเสียชีวิตในวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ.2535 รวมมีอายุ 31 ปี โดยในพิธีพระราชทานเพลิงศพนั้น มีแฟนเพลงเดินทางไปร่วมแสดงความอาลัยต่อการจากไปของ “พุ่มพวง” กว่า 100,000 คน 

          หลังจาก “พุ่มพวง” จากไปแล้ว ญาติๆ และแฟนเพลง ยังนึกถึง “พุ่มพวง” อยู่เสมอ จึงจัดสร้างหุ่นพุ่มพวง ไว้ที่วัดทับกระดาน อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี และมีการจัดงานรำลึกถึงพุ่มพวง ช่วงวันที่ 13-15 มิถุนายนของทุกปี นอกจากนี้ยังมีการสร้างภาพยนตร์เรื่อง “บันทึกรักพุ่มพวง” เพื่อรำลึกถึงชีวิตของพุ่มพวง รวมทั้งช่อง 7 ยังได้สร้างละครโทรทัศน์เรื่อง “ราชินีลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์” โดยให้ “ต้อม รชนีกร พันธุ์มณี” รับบทเป็น “พุ่มพวง ดวงจันทร์” เพื่อเล่าเรื่องราวชีวิตของ “พุ่มพวง”

          สำหรับเรื่องที่เป็นประเด็นพิพาทล่าสุด เกี่ยวกับ “พุ่มพวง ดวงจันทร์” เกิดขึ้น เมื่อ “เพชร” หรือ “พระเพชร” เกิดการโต้เถียงอย่างรุนแรงกับนายไกรสร ผู้เป็นพ่อ และญาติพี่น้องของ “พุ่มพวง” ถึงกรณีการจัดสร้างหุ่นขี้ผึ้งพุ่มพวง และ “พระลูกเพชร” ได้เปิดเทปลับของ “พุ่มพวง” ที่มีเนื้อหาต่อว่า อดีตสามีที่ไม่เคยมาดูแลในยามเจ็บป่วย และยังพาลูกชายหนีไปเชียงใหม่อีก ซึ่งขณะนี้กรณี “เทปลับพุ่มพวง” และการโต้เถียงกันระหว่าง “พระลูกเพชร” กับนายไกรสร และญาติของพุ่มพวงถูกกล่าวถึงเป็นทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ ไปแล้ว แต่เหตุการณ์จะจบลงอย่างไร คงต้องติดตามดูกันต่อไปค่ะ

          อย่างไรก็ตาม เรียกได้ว่า “พุ่มพวง ดวงจันทร์” เป็นนักร้องลูกทุ่งที่เป็นขวัญใจของคนทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กถึงคนแก่ ไม่ว่าจะคนรวยหรือคนจน ซึ่งแน่นอนว่า ณ วันนี้ แม้ “พุ่มพวง” จะจากไปแล้ว แต่แฟนเพลงหลายๆ คน ยังคงคิดถึงบทเพลงของ “ราชินีลูกทุ่ง” คนนี้ไม่เสื่อมคลาย

ประวัติ

ชื่อจริง : รำพึง จิตรหาญ
ชื่อเล่น : ผึ้ง
ชื่อในวงการ : พุ่มพวง ดวงจันทร์, น้ำผึ้ง เมืองสุพรรณ,น้ำผึ้ง ณ ไร่อ้อย
วันเกิด : 4 สิงหาคม พ.ศ.2504
วันเสียชีวิต : 13 มิถุนายน พ.ศ.2535

ผลงานอัลบั้มเพลง

แก้วรอพี่
เสียสาวเมื่ออยู่ม.ศ.
อกสาวเหนือสะอื้น
จะให้รอพ.ศ.ไหน
ดวงตาดวงใจ
สาวนาสั่งแฟน
นัดพบหน้าอำเภอ
ทิ้งนาลืมทุ่ง
คนดังลืมหลังควาย
อื้อฮือหล่อจัง
ห่างหน่อยถอยนิด
ชั่วเจ็ดทีดีเจ็ดหน
รวมเพลงยอดนิยม
รวมเพลงยอดนิยม ๒
เพลงเศร้าสุดรัก
ซุปเปอร์ฮิตพุ่มพวง
พุ่มพวงเงินล้าน
ทุ่งนางคอย
พุ่มพวงเห่ระเบิด
ท็อปฮิตลูกทุ่งมาตรฐาน
ทีเด็ดพุ่มพวง
ตั๊กแตนผูกโบ
หนูไม่รู้
 หนูไม่เอา
 เงินน่ะมีไหม
 พุ่มพวงหลายพ.ศ.
 ขอให้รวย
 น้ำผึ้งเดือนเก้า
 ซุปเปอร์ลูกทุ่งท็อปฮิต
 มนต์เสียงเพลง สายัณห์-พุ่มพวง
 พุ่มพวง ดวงจันทร์ ซุปเปอร์ลูกทุ่ง ๑
 พุ่มพวง ดวงจันทร์ ซุปเปอร์ลูกทุ่ง ๒
 พุ่มพวง ดวงจันทร์ ซุปเปอร์ลูกทุ่ง ๓
 พุ่มพวง ดวงจันทร์ ซุปเปอร์ลูกทุ่ง ๔
 พุ่มพวง ดวงจันทร์ ซุปเปอร์ลูกทุ่ง ๕

ผลงานภาพยนตร์

 พ.ศ. 2526 สงครามเพลง (คู่กับ ยอดรัก สลักใจ)
 ผ่าโลกบันเทิง
 รอยไม้เรียว
 หลงเสียงนาง
 พ.ศ. 2527 มนต์รักนักเพลง
 คุณนาย ป.4
 ชี
นางสาวกะทิสด
 สาวนาสั่งแฟน
 อาจารย์เด๋อเจอพุ่มพวง
 อีแต๋น ไอเลิฟยู
 ขอโทษที ที่รัก
 จงอางผงาด
 พ.ศ. 2528 ที่รัก เธออยู่ไหน
 พ.ศ. 2529 มือปืนคนใหม่
 พ.ศ. 2530 เชลยรัก
 เพลงรัก เพลงปืน
 พ.ศ. 2531 เพชรพยัคฆราช
 เสน่ห์นักร้อง

รางวัล

รางวัลพระราชทานเสาอากาศทองคำจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จากเพลง “อกสาวเหนือสะอื้น” (2521)

รางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สาขารางวัลขับร้องเพลงดีเด่น จากเพลง “สยามเมืองยิ้ม” ในงานกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่ง ภาค 2 (2532)

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
      
kroobannok.com

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ภาพประกอบจาก forward mail

         ที่ผ่านมาบรรดานักท่องโลกไซเบอร์ทั้งหลาย คงได้รับ Forward mail เตือนภัยต่างๆ นานา อยู่เสมอ อย่างล่าสุดที่เป็นประเด็นก็คือเรื่อง “กุ้ง Lobster เล็ก” หรือ “กุ้งมินิล็อบสเตอร์” จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก พร้อมๆ กับหวาดหวั่นไม่กล้ากินกุ้งไปตามๆ กัน ทั้งนี้เพราะในเนื้อหาระบุว่า กุ้งชนิดนี้ถูกเลี้ยงไว้เพื่อกำจัดขยะต่างๆ ในบ่อบำบัดน้ำเสีย ยิ่งน้ำสกปรกมากเท่าไหร่ กุ้งเหล่านี้ก็จะยิ่งเจริญเติบโตเร็วมากขึ้นเท่านั้น ปอดของมันเต็มไปด้วยหนอน และพยาธินานาชนิด แถมเนื้อของมันก็อุดมไปด้วยพิษโลหะ… เพื่อไขข้อข้องใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้คลายความกังวล วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปหาคำตอบกันค่ะ

รู้จักกับ “กุ้ง Lobster เล็ก”

         “กุ้ง Lobster เล็ก” (mini-lobsters) หรือเรียกง่ายๆ ว่า “ล็อบสเตอร์น้ำจืด” (Freshwater Lobster) หรือ “กุ้งมังกรน้ำจืด” คือกุ้งน้ำจืดชนิดหนึ่ง ที่มีหน้าตาคล้าย กุ้งก้ามกราม ภาษาอังกฤษเราเรียกว่า “Crayfish” หรือ “Crawfish” ซึ่งกุ้งชนิดนี้มีรูปร่างใหญ่ ก้ามโต สีสันออกสวยงาม มีถิ่นกำเนิดทั้งในทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชียตะวันออก และออสเตรเลีย ปัจจุบันมีมากกว่า 500 สายพันธุ์ ในทางประมงถือว่าเป็นสัตว์น้ำรสชาติดี มีหลายประเทศทำฟาร์มเพาะพันธุ์กันเป็นล่ำเป็นสันเพื่อการบริโภค รวมทั้งประเทศไทยเราด้วย แต่ในขณะเดียวกันความสวยงามของ “กุ้ง Lobster เล็ก” บางสายพันธุ์ก็ทำให้มันกลายมาเป็นสัตว์เลี้ยงในตู้กระจกสำหรับนักเลี้ยงหลายๆ คนไปแล้ว 

         สำหรับประเทศไทยนั้นเลี้ยง “กุ้ง Lobster เล็ก” มานานแล้ว ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์อเมริกา (Procambarus clarkii) ซึ่งรู้จักโดยทั่วไปว่า “กุ้งแดงญี่ปุ่น” และสายพันธุ์ออสเตรเลีย เรียกกันว่า “กุ้งเรนโบว์” (Cherax quadricarinatus) 

         ในธรรมชาติ “กุ้ง Lobster เล็ก” อาศัยในแหล่งน้ำที่มีอุณหภูมิค่อนข้างเย็น สามารถพบได้ตามแม่น้ำลำคลอง หนองบึง ไปจนถึงทะเลสาบขนาดใหญ่ เรียกได้ว่าอยู่ได้ไม่จำกัดวงพื้นที่ทำกิน อยู่ตรงไหนก็เอาตัวรอดได้ไม่มีปัญหา ขอเพียงให้มีอุณหภูมิเย็นก็เพียงพอแล้วและกุ้งชนิดนี้ยังกินอาหารเก่ง กินแทบทุกอย่างไม่เลือก ธรรมชาติของมันกินทั้งพืชและสัตว์ พืชที่กิน เช่นลูกผลไม้ หรือใบไม้จมน้ำเน่าๆ หรือแม้กระทั่งเปลือกไม้ ส่วนสัตว์ที่เป็นอาหารของกุ้งชนิดนี้ ส่วนมากจะเป็นสัตว์ตายหรือซากสัตว์ รวมถึงสัตว์จำพวกไส้เดือน และแมลงน้ำ ก็เป็นอาหารโปรดของมันด้วยเช่นกัน

 ไขข้อข้องใจใน Forward mail

           ใน Forward mail มีประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันคือ กิน “กุ้ง Lobster เล็ก” แล้วจะทำให้เป็นโรค Paragonimiasis หรือ โรคที่เกิดจากพยาธิใบไม้ในปอด (Lung flukes) และกุ้งชนิดนี้ก็ถูกเลี้ยงไว้เพื่อกำจัดขยะ ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้หลังจากที่ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมมา จึงอยากจะนำเสนอ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

           - โรค Paragonimiasis หรือ โรคพยาธิใบไม้ในปอด สาเหตุไม่ได้มาจากการบริโภค “กุ้ง Lobster เล็ก” แต่เกิดได้ถ้าบริโภคสัตว์น้ำจืดแบบดิบๆ สุกๆ ทั้ง กุ้ง หอย ปู ปลา และหากเรากิน “กุ้ง Lobster เล็ก” ที่ผ่านความร้อนและสุกก็ไม่ได้ทำให้เป็นโรคดังกล่าว 

           - ข้อมูลเกี่ยวกับ โรค Paragonimiasis หรือ โรคที่เกิดจากพยาธิใบไม้ในปอด

โรค Paragonimiasis หรือ โรคที่เกิดจากพยาธิใบไม้ในปอด (Lung flukes)

           ส่วนกรณีที่บอกว่า “กุ้ง Lobster เล็ก” ถูกเลี้ยงไว้เพื่อกำจัดขยะต่างๆ ในบ่อบำบัดน้ำเสียนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะกุ้งพวกนี้สามารถพบได้ทั่วโลก บางประเทศยังเลี้ยงเป็นฟาร์มเพื่อเอาเนื้อมาขายหรือส่งออกอีกด้วย แต่ส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงกุ้งเหล่านี้ไว้เพื่อประดับตู้ปลาสวยงามมากกว่าเอาไว้บริโภค

           อย่างไรก็ตาม นายอนุวัฒน์ นทีวัฒนา ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์และฟื้นฟู กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ในฐานะกรรมการความปลอดภัยทางชีวภาพ กรมประมง กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ปกติแล้วการเลี้ยงกุ้งในบ่อเลี้ยงนั้น จะเป็นระบบปิดที่ใช้ทั้งเครื่องมือบำบัดน้ำเสีย และใช้สิ่งมีชีวิตบำบัด เช่น ปลาทู หอยแมลงภู่ หรือปลิงทะเล สัตว์เหล่านี้จะดูดซับสารพิษ และสารตกค้างในบ่อกุ้งได้ดี ไม่มีใครนิยมนำมากิน เพราะสะสมสารพิษไว้มาก แต่ไม่เคยได้ยินว่าใช้กุ้งเป็นตัวบำบัดน้ำเสียเสียเอง เพราะปกติกุ้งจะอยู่ได้ในน้ำสะอาดเท่านั้น

สำหรับเมนูอาหาร “กุ้ง” ที่อาจจะเสี่ยงเป็น “โรคพยาธิใบไม้ในปอด” อาทิ

- กุ้งแช่เหล้า ในจีน (Drunken crab)
- กุ้งแช่เหล้า ที่คนฟิลิปปินส์ ชอบกิน
- Gye muchim อาหารเกาหลีที่เอากุ้งดิบๆ มาทำ
- ซูชิกุ้ง ของญี่ปุ่น

           สรุปคือ ”กุ้ง Lobster เล็ก” บริโภคได้ แต่ต้องทำให้สุกก่อนรับประทานเป็นดีที่สุดค่ะ

สำหรับข้อความ Forward mail ที่ส่งต่อๆ กัน มีเนื้อหาระบุดังนี้…

ด่วน-กุ้งลักษณะนี้ห้ามกินเด็ดขาด

          ระวัง!!! กุ้งลักษณะนี้ไว้ให้ดีนะคะ..ดูคล้าย Mini Lobster แต่…ไม่ใช่ค่ะ !!! กุ้งเหล่านี้ถูกเลี้ยงไว้เพื่อกำจัดขยะต่างๆ ในบ่อบำบัดน้ำเสีย ยิ่งน้ำสกปรกมากเท่าไร…กุ้งเหล่านี้ก็จะยิ่งเจริญเติบโตเร็วมากขึ้นเท่านั้น  ปอดของมันเต็มไปด้วยพยาธินานาชนิด เนื้อของมันก็อุดมไปด้วยพิษโลหะ  คงจะพวกพ่อค้าที่ไร้จริยธรรมนั่นแหละ ที่นำกุ้งเหล่านี้มาจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภค

          จำไว้ให้ดีว่า  อย่าสั่งกุ้งเหล่านี้มารับประทานอย่างเด็ดขาด และช่วยส่งต่อเรื่อง “กุ้ง Lobster เล็ก” นี้ไปให้เพื่อนๆ ของคุณที่อาจจะอยากลองทานรับทราบด้วยนะคะ 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
  
nicaonline.com

 

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก learntripitaka.com,

          “ศาสนาพุทธ” เป็นศาสนาประจำชาติไทยของเรา แล้วมีสักกี่คนเอ่ย…ที่ทราบถึงประวัติของ “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า” ผู้ทรงเป็น “พระศาสดา” ของ “พระพุทธศาสนา” วันนี้กระปุกจึงนำเรื่องราวพุทธประวัติมาฝากกันค่ะ

          พระพุทธเจ้าทรงมีพระนามเดิมว่า “สิทธัตถะ” หมายถึง ผู้ที่สำเร็จความมุ่งหมายแล้ว หรือผู้ปรารถนาสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้น ทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ กษัตริย์ผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ และ “พระนางสิริมหามายา” พระราชธิดาของกษัตริย์ราชสกุลโกลิยวงศ์แห่งกรุงเทวทหะ แคว้นโกลิยะ

          ในคืนที่พระพุทธเจ้าเสด็จปฏิสนธิในครรภ์พระนางสิริมหามายา พระนางทรงพระสุบินนิมิตว่า มีช้างเผือกมีงาสามคู่ได้เข้ามาสู่พระครรภ์ ณ ที่บรรทม ก่อนที่พระนางจะมีพระประสูติกาล ที่ใต้ต้นสาละ ณ สวนลุมพินีวัน เมื่อวันศุกร์ ขึ้นสิบห้าค่ำ เดือนวิสาขะ ปีจอ 80 ปีก่อนพุทธศักราช (ปัจจุบันสวนลุมพินีวันอยู่ในประเทศเนปาล)

          ทันทีที่ประสูติ เจ้าชายสิทธัตถะทรงดำเนินด้วยพระบาท 7 ก้าว และมีดอกบัวผุดขึ้นมารองรับพระบาท พร้อมเปล่งพระวาจาว่า “เราเป็นเลิศที่สุดในโลก ประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของเรา” แต่หลังจากเจ้าชายสิทธัตถะประสูติกาลได้แล้ว 7 วัน พระนางสิริมหามายาก็เสด็จสวรรคาลัย เจ้าชายสิทธัตถะจึงอยู่ในความดูแลของพระนางประชาบดีโคตมี ซึ่งเป็นพระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายา 

          ทั้งนี้ พราหมณ์ ทั้ง 8 ได้ทำนายว่า เจ้าชายสิทธัตถะมีลักษณะเป็นมหาบุรุษ คือ หากดำรงตนในฆราวาสจะได้เป็นจักรพรรดิ ถ้าออกบวชจะได้เป็นศาสดาเอกของโลก แต่โกณฑัญญะพราหมณ์ผู้อายุน้อยที่สุดในจำนวนนั้น ยืนยันหนักแน่นว่า พระราชกุมารสิทธัตถะจะเสด็จออกบวช และจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน 

 ชีวิตในวัยเด็ก

          เจ้าชายสิทธัตถะทรงศึกษาเล่าเรียนจนจบศิลปศาสตร์ทั้ง 18 ศาสตร์ ในสำนักครูวิศวามิตร และเนื่องจากพระบิดาไม่ประสงค์ให้เจ้าชายสิทธัตถะเป็นศาสดาเอกของโลก จึงพยายามทำให้เจ้าชายสิทธัตถะพบเห็นแต่ความสุข โดยการสร้างปราสาท 3 ฤดู ให้อยู่ประทับ และจัดเตรียมความพร้อมสำหรับการราชาภิเษกให้เจ้าชายขึ้นครองราชย์

          เมื่อมีพระชนมายุ 16 พรรษา ทรงอภิเษกสมรสกับพระนางพิมพา หรือยโสธรา พระธิดาของพระเจ้ากรุงเทวทหะซึ่งเป็นพระญาติฝ่ายพระมารดา จนเมื่อมีพระชนมายุ 29 พรรษา พระนางพิมพาได้ให้ประสูติพระราชโอรส มีพระนามว่า “ราหุล” ซึ่งหมายถึง “บ่วง” 

 เสด็จออกผนวช

          วันหนึ่งเจ้าชายสิทธัตถะทรงเบื่อความจำเจในปราสาท 3 ฤดู จึงชวนสารถีทรงรถม้าประพาสอุทยาน ครั้งนั้นได้ทอดพระเนตรเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช โดยเทวทูต (ทูตสวรรค์) ที่แปลงกายมา พระองค์จึงทรงคิดได้ว่า นี่เป็นธรรมดาของโลก ชีวิตของทุกคนต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงเกิด แก่ เจ็บ ตายได้ จึงทรงเห็นว่าความสุขทางโลกเป็นเพียงภาพมายาเท่านั้น และวิถีทางที่จะพ้นจากความทุกข์ คือต้องครองเรือนเป็นสมณะ ดังนั้นพระองค์จึงใคร่จะเสด็จออกบรรพชา ในขณะที่มีพระชนม์ 29 พรรษา

          ครานั้นพระองค์ได้เสด็จไปพร้อมกับนายฉันทะ สารถี ซึ่งเตรียมม้าพระที่นั่ง นามว่ากัณฑกะ มุ่งตรงไปยังแม่น้ำอโนมานที ก่อนจะประทับนั่งบนกองทราย ทรงตัดพระเมาลีด้วยพระขรรค์ และเปลี่ยนชุดผ้ากาสาวพัตร์ (ผ้าย้อมด้วยรสฝาดแห่งต้นไม้) และให้นายฉันทะ นำเครื่องทรงกลับพระนคร ก่อนที่พระองค์จะเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ (การเสด็จออกเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่) ไปโดยเพียงลำพัง เพื่อมุ่งพระพักตร์ไปยังแคว้นมคธ

 บำเพ็ญทุกรกิริยา

          หลังจากทรงผนวชแล้ว พระองค์มุ่งไปที่แม่น้ำคยา แคว้นมคธ ได้พยายามเสาะแสวงทางพ้นทุกข์ ด้วยการศึกษาค้นคว้าทดลองในสำนักอาฬารดาบส กาลามโครตร และอุทกดาบส รามบุตร แต่เมื่อเรียนจบทั้ง 2 สำนักแล้ว ทรงเห็นว่านี่ยังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์

          จากนั้นพระองค์ได้เสด็จไปที่แม่น้ำเนรัญชรา ในตำบลอุรุเวลาเสนานิคม และทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา ด้วยการขบฟันด้วยฟัน กลั้นหายใจและอดอาหาร จนร่างกายซูบผอม แต่หลังจากทดลองได้ 6 ปี ทรงเห็นว่านี่ยังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ จึงทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา และหันมาฉันอาหารตามเดิม ด้วยพระราชดำริตามที่ท้าวสักกเทวราชได้เสด็จลงมาดีดพิณถวาย 3 วาระ คือดีดพิณสายที่ 1 ขึงไว้ตึงเกินไปเมื่อดีดก็จะขาด ดีดพิณวาระที่ 2 ซึ่งขึงไว้หย่อน เสียงจะยืดยาดขาดความไพเราะ และวาระที่ 3 ดีดพิณสายสุดท้ายที่ขึงไว้พอดี จึงมีเสียงกังวานไพเราะ ดังนั้นจึงทรงพิจารณาเห็นว่า ทางสายกลางคือไม่ตึงเกินไป และไม่หย่อนเกินไป นั่นคือทางที่จะนำสู่การพ้นทุกข์

          หลังจากพระองค์เลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา ทำให้พระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ได้แก่ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยา มหานามะ อัสสชิ ที่มาคอยรับใช้พระองค์ด้วยความคาดหวังว่าเมื่อพระองค์ค้นพบทางพ้นทุกข์ จะได้สอนพวกตนให้บรรลุด้วย เกิดเสื่อมศรัทธาที่พระองค์ล้มเลิกความตั้งใจ จึงเดินทางกลับไปที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ตำบลสารนาถ เมืองพาราณสี

 ตรัสรู้


          ครานั้นพระองค์ทรงประทับนั่งขัดสมาธิ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ อุรุเวลาเสนานิคม เมืองพาราณสี หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก และตั้งจิตอธิษฐานด้วยความแน่วแน่ว่าตราบใดที่ยังไม่บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ก็จะไม่ลุกขึ้นจากสมาธิบัลลังก์ แม้จะมีหมู่มารเข้ามาขัดขวาง แต่ก็พ่ายแพ้พระบารมีของพระองค์กลับไป จนเวลาผ่านไปในที่สุดพระองค์ทรงบรรลุรูปฌาณ คือ ครานั้นพระองค์ทรงประทับนั่งขัดสมาธิ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ อุรุเวลาเสนานิคม เมืองพาราณสี หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก และตั้งจิตอธิษฐานด้วยความแน่วแน่ว่าตราบใดที่ยังไม่บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ก็จะไม่ลุกขึ้นจากสมาธิบัลลังก์ แม้จะมีหมู่มารเข้ามาขัดขวาง แต่ก็พ่ายแพ้พระบารมีของพระองค์กลับไป จนเวลาผ่านไปในที่สุดพระองค์ทรงบรรลุรูปฌาณ คือ

          ยามต้น หรือปฐมยาม ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสติญาณ คือ สามารถระลึกชาติได้ 

          ยามสอง ทางบรรลุจุตูปปาตญาณ (ทิพยจักษุญาณ) คือ รู้เรื่องการเกิดการตายของสัตว์ทั้งหลายว่าเป็นไปตามกรรมที่กำหนดไว้

          ยามสาม ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ คือ ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ หรือกิเลส ด้วยอริยสัจ 4 ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค และได้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นศาสดาเอกของโลก ซึ่งวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ ตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ขณะที่มีพระชนม์ 35 พรรษา

 แสดงปฐมเทศนา

          หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ทรงพิจารณาธรรมที่พระองค์ตรัสรู้มาเป็นเวลา 7 สัปดาห์ และทรงเห็นว่าพระธรรมนั้นยากต่อบุคคลทั่วไปที่จะเข้าใจและปฏิบัติได้ พระองค์จึงทรงพิจารณาว่า บุคคลในโลกนี้มีหลายจำพวกอย่าง บัว 4 เหล่า ที่มีทั้งผู้ที่สอนได้ง่าย และผู้ที่สอนได้ยาก พระองค์จึงทรงระลึกถึงอาฬารดาบสและอุทกดาบส ผู้เป็นพระอาจารย์ จึงหวังเสด็จไปโปรด แต่ทั้งสองท่านเสียชีวิตแล้ว พระองค์จึงทรงระลึกถึงปัญจวัคคีย์ ทั้ง 5 ที่เคยมาเฝ้ารับใช้ จึงได้เสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน

          ธรรมเทศนากัณฑ์แรกที่พระองค์ทรงแสดงธรรมคือ “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” แปลว่าสูตรของการหมุนวงล้อแห่งพระธรรมให้เป็นไป ซึ่งถือเป็นการแสดงพระธรรมเทศนาครั้งแรก ในวันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ซึ่งตรงกับวันอาสาฬหบูชา

          ในการนี้พระโกณฑัญญะได้ธรรมจักษุ คือดวงตาเห็นธรรมเป็นคนแรก พระพุทธองค์จึงทรงเปล่งวาจาว่า “อัญญาสิ วตโกณฑัญโญ” แปลว่า โกณฑัญญะได้รู้แล้ว ท่านโกณฑัญญะ จึงได้สมญาว่า อัญญาโกณฑัญญะ และได้รับการบวชเป็นพระสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา โดยเรียกการบวชที่พระพุทธเจ้าบวชให้ว่า “เอหิภิกขุอุปสัมปทา”

          หลังจากปัญจวัคคีย์อุปสมบททั้งหมดแล้ว พุทธองค์จึงทรงเทศน์อนัตตลักขณสูตร ปัญจวัคคีย์จึงสำเร็จเป็นอรหันต์ในเวลาต่อมา

 การเผยแผ่พระพุทธศาสนา

          ต่อมาพระพุทธเจ้าได้เทศน์พระธรรมเทศนาโปรดแก่ยสกุลบุตร รวมทั้งเพื่อนของยสกุลบุตร จนได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด รวม 60 รูป

          พระพุทธเจ้าทรงมีพระราชประสงค์จะให้มนุษย์โลกพ้นทุกข์ พ้นกิเลส จึงตรัสเรียกสาวกทั้ง 60 รูป มาประชุมกัน และตรัสให้พระสาวก 60 รูป จาริกแยกย้ายกันเดินทางไปประกาศศาสนา 60 แห่ง โดยลำพัง ในเส้นทางที่ไม่ซ้ำกัน เพื่อให้สามารถเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้ในหลายพื้นที่อย่างครอบคลุม ส่วนพระองค์เองได้เสด็จไปแสดงธรรม ณ ตำบลอุรุเวลา เสนานิคม

          หลังจากสาวกได้เดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในพื้นที่ต่างๆ ทำให้มีผู้เลื่อมใสพระพทุธศาสนาเป็นจำนวนมาก พระองค์จึงทรงอนุญาตให้สาวกสามารถดำเนินการบวชได้ โดยใช้วิธีการ “ติสรณคมนูปสัมปทา” คือ การปฏิญาณตนเป็นผู้ถึงพระรัตนตรัย พระพุทธศาสนาจึงหยั่งรากฝังลึกและแพร่หลายในดินแดนแห่งนั้นเป็นต้นมา

 เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน


          พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จโปรดสัตว์และแสดงพระธรรมเทศนา ตลอดระยะเวลา 45 พรรษา ทรงสดับว่า อีก 3 เดือนข้างหน้าจะปรินิพพาน จึงได้ทรงปลงอายุสังขาร ขณะนั้นพระองค์ได้ประทับจำพรรษา ณ เวฬุคาม ใกล้เมืองเวลาสี แคว้นวัชชี โดยก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน 1 วัน พระองค์ได้เสวยสุกรมัททวะที่นายจุนทะทำถวาย แต่เกิดอาพาธลง ทำให้พระอานนท์โกรธ แต่พระองค์ตรัสว่า “บิณฑบาตที่มีอานิสงส์ที่สุด มี 2 ประการ คือ เมื่อตถาคต (พุทธองค์) เสวยบิณฑบาตแล้วตรัสรู้ และปรินิพพาน” และมีพระดำรัสว่า “โย โว   อานนท   ธมม  จ วินโย มยา เทสิโต ปญญตโต  โส  โว  มมจจเยน  สตถา” อันแปลว่า  “ดูก่อนอานนท์  ธรรมและวินัยอันที่เราแสดงแล้ว  บัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย  ธรรมวินัยนั้น  จักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย  เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว”

          พระพุทธเจ้าทรงประชวรหนัก แต่ทรงอดกลั้นมุ่งหน้าไปยังเมืองกุสินารา ประทับ ณ ป่าสาละ เพื่อเสด็จดับขันธุ์ปรินิพพาน โดยก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานนั้น พระองค์ได้อุปสมบทแก่พระสุภัททะปริพาชก  ซึ่งถือได้ว่า “พระสุภภัททะ” คือสาวกองค์สุดท้ายที่พระพุทธองค์ทรงบวชให้ ในท่ามกลางคณะสงฆ์ทั้งที่เป็นพระอรหันต์ และปุถุชนจากแคว้นต่างๆ รวมทั้งเทวดา ที่มารวมตัวกันในวันนี้

          ในครานั้นพระองค์ทรงมีปัจฉิมโอวาทว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราขอบอกเธอทั้งหลาย สังขารทั้งปวงมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา พวกเธอจึงทำประโยชน์ตนเอง และประโยชน์ของผู้อื่นให้สมบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด” (อปปมาเทน สมปาเทต) 

          จากนั้นได้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ใต้ต้นสาละ ณ สาลวโนทยาน ของเหล่ามัลลกษัตริย์ เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 รวมพระชนม์ 80 พรรษา และวันนี้ถือเป็นการเริ่มต้นของพุทธศักราช

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
 , learntripitaka.com, watsansai.igetweb.com

โรคถูกสาป

 

 

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจากนิตยสาร marie claire

          หลังข่าวของ ด.ญ.ฐิติญาพร วัตรเยื้อง หรือน้องออมทรัพย์ หนูน้อยวัย 2 ขวบ และ ด.ญ.มินตรา คำมูล หรือน้องมิ้นต์ ที่ป่วยเป็นโรคประหลาดต้องพึ่งเครื่องช่วยหายใจในโรงพยาบาล โดยไม่เคยได้กลับบ้านเลย นั่นคือ “โรคถูกสาป” ได้เผยแพร่ออกไป ทำให้หลายคนงงๆ เพราะไม่รู้ว่าโรคนี้คือโรคอะไร วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปทำความรู้จักกับ “โรคถูกสาป” นี้กันค่ะ…

          โรคถูกสาป หรือ Congenital Central Hypoventilation Syndrome หรือ Ondine’s Curse เป็นโรคที่เวลานอนจะไม่หายใจ แต่เวลาตื่นก็หายใจได้ตามปกติ โดยสมองของผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้จะทำงานผิดปกติ คือเวลาคนทั่วไปนอนหลับ ศูนย์ควบคุมการหายใจที่สมองจะส่งคำสั่งมาที่หลอดลมและกระบังลม แต่กรณีผู้ป่วยโรคนี้สมองจะไม่ยอมสั่งการเวลานอนหลับ จึงจำเป็นต้องใส่เครื่องช่วยหายใจตลอดเวลาในการนอน และตลอดทั้งชีวิต ทั้งนี้ โรคถูกสาปไม่ค่อยปรากฎผู้ป่วยด้วยโรคนี้นัก ตามข้อมูลระบุ ทั้งโลกมีคนเป็นไม่เกิน 500 คน ส่วนใหญ่เป็นมาแต่กำเนิด และโอกาสหายมีน้อย
 
          สำหรับสาเหตุของโรคยังไม่ทราบแน่ชัด ส่วนใหญ่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ซึ่งในช่วงแรกสามารถสังเกตอาการของเด็กเป็นโรคถูกสาปได้คือ เวลาร้องตัวจะแดงจัด เวลานอนตัวจะเขียว เนื่องจากหายใจไม่ออก ดังนั้น การหลับนอนจึงจำเป็นต้องอยู่ที่โรงพยาบาลตลอด เพื่อใช้เครื่องช่วยหายใจ และป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรค  

          คุณนนทิญา อินต๊ะ แม่น้องออมทรัพย์ หรือ ด.ญฐิติญาพร  วัตรเยื้อง  เล่าให้ฟังว่า ลูกของเธอเกิดวันที่  26  กันยายน  พ.ศ 2549  ปัจจุบันอายุ  2 ปี  5  เดือน น้องออมทรัพย์คลอดที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ โดยในวันแรกที่คลอด  แพทย์พบอาการผิดปกติในเรื่องระบบการหายใจ  จึงส่งตัวให้ทางคณะแพทย์โรงพยาบาลจุฬาฯ หาสาเหตุอาการป่วย  และท้ายที่สุดแพทย์ได้สรุปว่า น้องออมทรัพย์ป่วยด้วยโรคถูกสาป คือ การสั่งการของสมองมีการแลกเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และออกซิเจนผิดปกติ ทำให้มีผลต่อการพัฒนาสมองและอาจทำให้หยุดการหายใจได้ ซึ่งจะมีอาการเฉพาะเวลาที่นอนหลับเท่านั้น  เวลาที่ตื่นก็จะปกติทุกอย่าง  

          “ทั้งตัวเองและสามีไม่เคยได้ยินชื่อโรคนี้มาก่อนเลย เราเสียใจร้องไห้อยู่นาน คิดวนเวียนแต่ว่าเราไปทำบาปกรรมอะไรไว้ถึงได้มาตกกับลูก ลูกต้องถูกเจาะคอและเจาะหน้าท้องเพื่อให้นมทางสายยาง แรกๆ เครียดมาก แต่พอได้อยู่กับลูกที่โรงพยาบาล ได้เห็นเตียงข้างๆ เขาเกิดมาแล้วเป็นมะเร็งเลย แล้วก็มีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน เด็กบางคนนอนอยู่บนเตียงมีเครื่องช่วยชีวิตระโยงระยางเต็มไปหมด แต่พ่อแม่เขายังสู้ เลยหันกับมาฮึดสู้เพื่อลูกบ้าง” คุณแม่น้องออมทรัพย์ กล่าว 

          ปัจจุบันน้องออมทรัพย์ไม่เคยได้กลับบ้าน เนื่องจากจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจในเวลานอน  ทั้งนี้ แพทย์แจ้งว่าทางพ่อและแม่สามารถพาน้องกลับบ้านได้ แต่จะต้องมีเครื่องช่วยหายใจกลับไปด้วย  ซึ่งเครื่องช่วยหายใจที่ว่านี้ ต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ ราคาเครื่องละประมาณ  500,000  บาท นับเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงเกินกว่าครอบครัวจะรับไหว คุณแม่น้องออมทรัพย์จึงตัดสินใจเขียนจดหมายส่งไปยังหน่วยงานต่างๆ เพื่อขอความช่วยเหลือ พร้อมๆ กับการช่วยเหลืออีกแรงจากทีมแพทย์ 

          “เงิน 500,000 แสนบาท มันเป็นเงินที่เยอะมากๆ สำหรับครอบครัวเรา ตัวเราเองก็พยายามวิ่ง ติดต่อทุกทางไปติดต่อที่ อบต.จังหวัด เขาก็บอกว่าตอนนี้ยังไม่มีงบประมาณเร่งด่วน ถ้าครอบครัวเราจะทำสัญญาผ่อนเงินจำนวนนี้จะไหวไหม   เราก็เอากลับมาคิดตอนนี้ทั้งตัวเองและสามีก็พยายามหาทางเต็มที่ เราก็หวังว่าวันหนึ่ง ลูกจะได้กลับไปอยู่บ้าน ได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก ตอนนี้ก็พยายามไม่ร้องไห้ แต่อาจมีบ้างตอนคิดถึงลูกแล้วมาเยี่ยมไม่ได้”
 
          ต่อมา เรื่องราวของน้องออมทรัพย์ได้รับการตีแผ่ผ่านรายการเรื่องจริงผ่านจอ ทำให้เกิดการรับรู้ในวงกว้าง ล่าสุด ปรากฏว่า มีผู้ใจบุญบริจาคเงินเข้ามามากเกิน 5 แสนบาทแล้ว ซึ่งเพียงพอสำหรับเครื่องช่วยหายใจ 1 เครื่อง โดยทีมแพทย์วิเคราะห์แล้วเห็นว่าจะให้กับน้องออมทรัพย์ก่อน เนื่องจากทางครอบครัวมีความพร้อมมากกว่า        

          ด้าน รศ.พญ.นวลจันทร์ ปราบพาล หน่วยโรคระบบหายใจ ภาควิชา กุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ ระบุว่า ในเมืองไทยมีผู้ป่วยด้วยโรคถูกสาปทั้งหมด 3 ราย คนไข้เคสแรกในเมืองไทย ชื่อ ข้าวปุ้น ปัจจุบันอายุ 18 ปีแล้ว  พ่อและแม่เขาค่อนข้างมีฐานะเลยสามารถซื้อเครื่องช่วยหายใจได้ ทุกวันนี้ เขาก็ใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ ส่วนอีกคนคือ ชื่อน้องมิ้นต์ ด.ญ.มินตรา คำมูล อายุ 3 ขวบครึ่ง นอนอยู่เตียงใกล้กับน้องออมทรัพย์  

          “ปกติเด็กเหล่านี้ เราต้องให้เขาอยู่โรงพยาบาลถึง 3 ขวบ แต่น้องออมทรัพย์พัฒนาการค่อนข้างเร็วเลยคิดว่าเขาน่าจะกลับไปอยู่บ้านได้ก่อน 3 ขวบ แต่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจสำหรับเด็กโดยเฉพาะ สามารถใช้งานได้นาน 5 ปี ซึ่งของเด็กจะราคาแพงกว่าเด็กโตหรือของผู้ใหญ่ แต่หากน้องโตแล้วก็สามารถเปลี่ยนเป็นการผ่าตัดที่กระบังลมใส่เครื่องกระตุ้นกระบังลมในการหายใจให้ดีขึ้นได้ แต่ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงเช่นกัน” คุณหมอ  กล่าว
 
          อย่างไรก็ตาม น้องมิ้นต์ ด.ญ.มินตรา คำมูล ยังคงต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล และยังรอรับการบริจาคเพื่อซื้อเครื่องช่วยหายใจต่อไป …ทีมงานกระปุกดอทคอมขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัวน้องมิ้นต์ และน้องออมทรัพย์ ด้วยนะคะ

          ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่สนใจจะช่วยเหลือ “น้องออมทรัพย์” สามารถบริจาคไปได้ที่บัญชีคุณแม่น้องออมทรัพย์ น.ส. นนทิญา อินต๊ะ เพื่อ ด.ญ. ฐิติญาพร วัตรเยื้อง ธ.กสิกรไทย สาขาตลาดคลองสวน เลขที่บัญชี  310-2-31383-5 และผู้ที่สนใจบริจาคซื้อเครื่องช่วยหายใจของ “น้องมิ้นท์” สามารถติดต่อบริจาคช่วยเหลือได้ที่ ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาสภากาชาดไทย เลขที่บัญชี 045-2-94149-6 ชื่อบัญชี หน่วยกุมารเวชศาสตร์โรคระบบหายใจ

 

 
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
, นิตยสาร marie claire

 

กบหัวใหญ่โคราช

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ, หนังสือพิมพ์มติชน
          หลังจากที่มีการค้นพบ “กบ” สายพันธุ์ใหม่ของโลก ในพื้นที่ป่าสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช จังหวัดนครราชสีมา หรือโคราช ก่อนจะตั้งชื่อกบพันธุ์ใหม่ว่า “กบหัวใหญ่โคราช” เพื่อให้เกียรติแก่จังหวัดที่ค้นพบ ทำให้คนอยากรู้จัก “กบหัวใหญ่โคราช” มากขึ้น วันนี้กระปุกจึงนำเรื่องราวของ “กบหัวใหญ่โคราช” มาฝากกันด้วยค่ะ

          “กบหัวใหญ่โคราช” หรือ “โคราช บิ๊กเฮด ฟอร์ก” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Limnonectes megastomias McLeod ถูกค้นพบเป็นครั้งแรกที่บริเวณลำห้วยภายในป่าดงดิบ สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช ตำบลภูหลวง อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 ซึ่งค้นพบโดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับนายเดวิด แม็กลอร์ด นักศึกษามหาวิทยาลัยแคนซัสสหรัฐอเมริกา ก่อนจะได้รับการยืนยันและได้รับการตีพิมพ์เป็นกบพันธุ์ใหม่ของโลก ในวารสาร ZOOTAXA เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2551 จากนั้นทางทีมวิจัยได้ตั้งชื่อสามัญว่า “กบหัวใหญ่โคราช” หรือ “กบปากใหญ่โคราช” ให้เป็นเกียรติแก่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นจังหวัดที่ค้นพบกบชนิดนี้เป็นแห่งแรก

 

กบหัวใหญ่โคราช

          ลักษณะทั่วไปของ “กบหัวใหญ่โคราช” จะมีสีดำ ลำตัวค่อนข้างใหญ่ ยาว ส่วนของหัวค่อนข้างกว้าง แตกต่างจากกบชนิดอื่นๆ จึงเป็นที่มาของชื่อ “กบหัวใหญ่” บนหัวระหว่างตาทั้งสองข้างมีรอยพับของแผ่นหนังพาดขวางด้านท้ายของตา หรือตรงขอบท้ายของแพบสีดำ และมีรอยพับของผิวหนังจากด้านท้ายตาลงไปที่ส่วนต้นของขาหน้า เพศผู้มีหัวใหญ่กว่าเพศเมีย และมีโครงสร้างคล้ายฟันเขี้ยวอยู่ที่ส่วนปลายของขากรรไกรล่าง ผิวหนังส่วนต้นของลำตัวค่อนข้างเรียบ มีตุ่มเล็กกระจายอยู่บ้าง แต่จะกระจายหนาแน่บริเวณท้ายลำตัวและขนขาหลัง ส่วนยอดของตุ่มบางตุ่มเป็นสีขาว ขาหน้าและขาหลังสั้นแต่ใหญ่ นิ้วตีนหน้าไม่มีแผ่นหนังระหว่างนิ้ว ส่วนนิ้วตีนหลังมีแผ่นหนังเต็มความยาวนิ้ว

          นอกจากนี้ “กบหัวใหญ่โคราช” ยังมีฤดูผสมพันธุ์ที่แตกต่างจากกบชนิดอื่นๆ คือ มักจะสืบพันธุ์ในช่วงปลายฤดูฝน ที่น้ำในลำห้วยนิ่งแล้ว เพื่อไม่ให้กระแสน้ำหลากไหลพัดเอาไข่หรือลูกอ๊อดลอยหายไปตามกระแสน้ำ ขณะที่กบนาจะสืบพันธุ์ในช่วงต้นฤดูฝน ส่วนลูกอ๊อดจะมีขนาดตัวค่อนข้างใหญ่กว่าลูกอ๊อดทั่วไปด้วย โดยจะมีลำตัวแบน มีสีน้ำตาล บนหลังมีปื้นสีน้ำตาลเข้มกระจาย หางยาว และมีกล้ามเนื้อแข็งแรง แผ่นครีบหางใหญ่ ปากอยู่ทางด้านล่างของหัว ช่องปากใหญ่ ตุ่มฟันในอุ้งปากมีจำนวนแถวและลักษณะการเรียงตัวเป็นสูตร I:1+1/1+1:I ขอบของจะงอยปากบนและจะงอยปากล่างมีรอยหยัก

          “กบหัวใหญ่โคราช” มักจะซ่อนตัวในเวลากลางวันใต้กองใบไม้ที่ทับถม หรือซอกหินตามลำห้วย และจะออกหากินในเวลากลางคืน “กบหัวใหญ่โคราช” เป็นสัตว์ที่ชอบน้ำ และไม่ค่อยปรับตัวตามสภาพแวดล้อม ดังนั้นจึงมักอาศัยและดำรงชีวิตอยู่ใกล้แหล่งน้ำตลอดเวลา เช่นพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังตลอดปี เพราะหากอยู่ในสภาพที่แห้งแล้ง อาจตายและสูญพันธุ์ได้ในที่สุด ซึ่งในโลกนี้สามารถพบ “กบหัวใหญ่โคราช” ได้เพียงเฉพาะที่ประเทศไทยเท่านั้น คือในพื้นที่สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช บริเวณลำห้วยบนภูเขาสูง

          อย่างไรก็ตาม ยังมีรายงานว่า ได้มีการค้นพบ “กบหัวใหญ่โคราช”  เพิ่มเติม ภายในพื้นที่อุทยานแห่งชาติปางสีดา จังหวัดสระแก้ว และอุทยานแห่งชาติภูหลวง จังหวัดเลย อีกด้วย

 

images  คลิกอ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ได้ที่นี่ค่ะ 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
    

บึ้ง

Cobalt Blue Tarantula

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก คุณCheetah, siamensis.org, หนังสือพิมพ์เดลินิวส์, หนังสือพิมพ์ข่าวสดpantip.com,  dnp.go.th, aggiethai.com,

          จากข่าวการตายปริศนาของ นายสุรชัย วรเดชากุล อายุ 57 ปี ชาวปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยสภาพร่างกายพบรอยเขียว 2 จุด ที่บริเวณเอวและข้อศอก และใกล้กันนั้นพบ ตัวบึ้ง หรือ แมงมุมยักษ์ ที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า มันอาจเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม จากการชันสูตรพลิกศพ แพทย์ก็ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่??? 

          “บึ้ง” มีวิวัฒนาการจากแมงมุมโบราณในกลุ่มโลกเก่า มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเมืองไทย และเป็นแมงมุมที่มีพิษร้ายแรงเป็นอันดับสองรองจาก “แมงมุมแม่หม้ายสีน้ำตาล” ที่มาจากต่างถิ่น โดยปกติแล้วจะหากินโดยการขุดรูอยู่ตามพื้นดิน และชักใยมาปิดปากรู เพื่อจับอาหารพวกแมลงปีกแข็งต่างๆ ส่วนตัวผู้ในบางฤดูพบว่า อาจจะออกมาตามบ้านเรือนมนุษย์ที่อยู่ใกล้ป่า เพื่อจับคู่ผสมพันธุ์ รวมทั้งหาแมลงกิน เนื่องจากบ้านคนเมื่อเปิดไฟจะมีแมลงมาตอมและตกลงพื้น 

          ทั้งนี้ แมงมุม แบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

          1. taruntura (รวมถึงบึ้งในบ้านเราด้วย) มีวิวัฒนาการจากแมงมุมโบราณไม่มากนัก มีขนตัวใหญ่ ขุดดินเป็นโพลงอยู่ ลักษณะการใช้เขี้ยวกัดจะเป็นการ กดขึ้นลง

          2. true spider  วิวัฒนาการมานานแล้ว ตัวเล็กกว่า ไม่มีขน ลักษณะการใช้เขี้ยวกัดจะเป็นลักษณะซ้ายขวา เช่น พวกแมงมุมขายาว แม่ม่ายดำ แม่ม่ายน้ำตาล

บึ้งน้ำเงิน

บึ้งดำไทย

บึ้งสีน้ำตาล

          สำหรับ “บึ้ง” นั้นจะอยู่ในประเภทที่ 1 taruntura  ซึ่งในประเทศไทย มีแค่ 3 สี คือ สีดำ สีน้ำเงิน และสีน้ำตาล และมีประมาณ 15-16 ชนิด ส่วน “บึ้ง” ที่เป็นข่าวกัดคนตายนั้น  เป็น บึ้ง สีน้ำเงิน  (Cobalt Blue Tarantula) ที่อยู่ในสกุลเดียวกันกับบึ้งดำไทย มีนิสัยดุร้าย กัดเก่ง ตัวผู้ลำตัวจะออกน้ำตาลนิดๆ ส่วนตัวเมียขาจะเป็นสีน้ำเงินสดสวยมากๆ  ปัจจุบันบึ้ง หรือแมงมุมยักษ์ชนิดนี้พบได้น้อยมาก  เพราะปกติแล้วบึ้งจะไม่ค่อยเข้ามาที่บ้านคน แต่ถ้าหากเข้ามาก็ด้วยสาเหตุ 2 ประการ คือ มาจับแมลงที่มาตอมไฟ และบ้านรกเกินไป

          ผู้เชี่ยวชาญด้านแมงมุม กล่าวว่า ตัวบึ้งนับว่าเป็นแมงมุมที่น่ากลัว เพราะมีตัวใหญ่ถึงประมาณ 10 เซนติเมตร มีเขี้ยวพิษที่ใหญ่ ปริมาณพิษเยอะ ซึ่งโดยปกติแล้วเมื่อชาวบ้านถูกกัดเท่าที่ทราบ เขาจะใช้สมุนไพรท้องถิ่นมาฝนทา แต่ก็ไม่ทราบว่า ทางการแพทย์แก้ไขอย่างไร สำหรับผู้ที่เสียชีวิตเป็นเป็นข่าวถูกบึ้งกัดเห็นว่า ถูกกัดถึง 2 ที่ ก็ต้องไปดูสภาพแวดล้อม หรือพิสูจน์อีกทีว่าจะถูกบึ้งกัดเสียชีวิตจริงหรือไม่

          ส่วนบึ้งดำไทย หรือ ที่เรารู้จักกันดีว่า แมงมุมยักษ์ นั้น แม้จะเป็นแมงมุมที่มีพิษน้อย แต่กับบางคนที่แพ้สารพิษก็อาจเป็นอันตรายมากได้  ดังนั้นจึงต้องคิดเสมอว่าแมงมุมเป็นสัตว์ที่มีอันตราย แต่ในทางกลับกันแมงมุมก็มีประโยชน์ เช่นกัน  เพราะมันช่วยกินแมลงศัตรูพืชในไร่นา แถมยังเป็นเมนูเด็ดที่ชาวบ้านบางพื้นที่ชื่นชอบนำมาปรุงเป็นยาอีกด้วย

          อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลระบุว่า จริงๆ แล้ว “บึ้ง” ไม่มีพิษขนาดฆ่าคนปกติได้ นอกเสียจากว่า ผู้ที่โดนกัดจะเกิดแพ้พิษอย่างรุนแรง ซึ่งโดยธรรมชาติของบึ้ง จะใช้เขี้ยวกัดเหยื่อ บึ้งมีเขี้ยวพิษอยู่บริเวณส่วนหน้าของกระดอง ตรงปลายส่วนของปาก มีลักษณะเหมือนนิ้ว 2 ข้าง เรียก ว่า chelicerae  แม้ว่า บึ้งเป็นสัตว์ตระกูลแมงมุมก็จริง แต่การกัดแตกต่างจากแมงมุมทั่วไป กัดเหมือนอาการหยิกของคน แต่บึ้งจะกัดเป็นแนวลึกตรง ซึ่งสามารถเอาชนะเหยื่อที่มีขนาดใหญ่กว่าได้ บางครั้งบึ้งสามารถฆ่างูกะปะตัวเล็กๆ ได้อีกด้วย

          สำหรับการโจมตีของบึ้ง เริ่มด้วยการใช้เขี้ยวจะฝังลึกลงไปในเนื้อ ปล่อยน้ำพิษผ่าน เขี้ยวเข้าสู่ร่างของเหยื่อ เมื่อเหยื่อรับพิษ เหยื่อจะไม่มีแรง ในที่สุดก็จะเป็นอัมพาตขยับเขยื้อนไม่ได้ เนื่องจากพิษบึ้งจะค่อยๆ ย่อยเนื้อของเหยื่อ ทำหน้าที่เหมือนกรดกัดกร่อน ให้เนื้อกลายเป็นของเหลว แล้วบึ้งจะดูดของเหลวออกมา…จนเหยื่อแห้งเหลือแต่ซาก

รูบึ้ง

          ปัจจุบันคนเริ่มหันมาเลี้ยงเจ้าแมงมุมยักษ์หรือตัวบึ้งเหมือนสัตว์เลี้ยงกันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะแมงมุมยักษ์ที่มีสีสันสวยงาม สำหรับแมงมุมยักษ์สีดำที่เรียกว่าบึ้งดำไทย  ชาวบ้านอาจจะเรียกว่าอีบึ้ง เป็นแมงมุมที่มีขนาด 10-13 เซนติเมตร รวมทั้งความยาวของขาด้วย ตัวเมียมีลำตัวใหญ่สีดำ ไม่ค่อยมีลวดลายเหมือนแมงมุมของต่างประเทศ  ทำให้บึ้งดำไทยไม่ค่อยได้รับความนิยมในการเลี้ยงของนักเลี้ยงแมงมุม เพราะนิสัยขี้ระแวงสุดๆ มีนิสัยดุ อาจวิ่งหนีลงรูเมื่อถูกรบกวน มักจะขึ้นจากรู เพื่อหากินอาหารในตอนใกล้ค่ำ หรือตอนกลางคืน  โดยจะกินจิ้งหรีด และหนอน เป็นอาหาร 

          อย่างไรก็ดี มีรายงานว่า บึ้ง เป็นเมนูยอดฮิตในอีกหลายๆ ประเทศ รวมถึงกัมพูชา ในเมือง สะกุน จ.จำปงจาม ที่มีเมนูทั้งอบและทอดกรอบเป็นที่นิยมของชาวกัมพูชา และนักชิมอาหารจานแปลกเป็นอย่างมาก จนบางคนกล่าวว่าอร่อยกว่าแฮมเบอร์เกอร์เสียอีกแน่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
   
- siamreptile.com

วันพืชมงคล

วันพืชมงคล

 

วันพืชมงคล


 เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ภาพประกอบจาก  เดลินิวส์ 

          หากเอ่ยชื่อ “วันพืชมงคล” แล้วเชื่อว่าหลายคนคงยิ้มแก้มปริเลยทีเดียว เพราะจะได้หยุดเรียน หยุดงาน พักผ่อนอยู่ที่บ้าน เนื่องจากเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ แต่จะมีสักกี่คนรู้รายละเอียด รู้ความหมาย หรือรู้ความเป็นมาเป็นไปของ “วันพืชมงคล” อย่างแท้จริง เอาเป็นว่าเราไปเจาะลึกประวัติและความเป็นมาของ “วันพืชมงคล” กันดีกว่า…

         วันพืชมงคล หมายถึง วันที่กำหนดพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพระราชพิธีเก่ามาแต่โบราณที่เสริมสร้างขวัญและกำลังใจแก่เกษตรกรของชาติ เพื่อเป็นการระลึกถึงความสำคัญของเกษตรกรที่มีต่อเศรษฐกิจไทย โดยมีการจัดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ มีสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ซึ่งพระราชพิธีนี้จะกระทำที่ท้องสนามหลวง ประกอบด้วย 2 พระราชพิธีคือ พระราชพิธีพืชมงคล และพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

         พิธีพืชมงคล เป็นพิธีทำขวัญเมล็ดพืชพันธุ์ต่างๆ เช่น ข้าวเปลือกเจ้า ข้างเหนียว ข้างฟ่าง ข้าวโพด ถั่ว งา เผือก มัน เป็นต้น ฯลฯ มีจุดมุ่งหมายที่จะให้เมล็ดพันธุ์เหล่านั้น ปราศจากโรคภัย และ ให้อุดมสมบูรณ์เจริญงอกงามดี

         พิธีแรกนาขวัญ เป็นพิธีเริ่มต้นการไถนาเพื่อหว่านเมล็ดข้าว มีจุดมุ่งหมายที่จะให้เป็นอาณัติสัญญาณว่า บัดนี้ฤดูกาลแห่งการทำนาและเพาะปลูกได้เริ่มขึ้นแล้ว

 ประวัติความเป็นมา

         พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หรือเรียกสั้นๆ ว่า พิธีแรกนา เป็นพระราชพิธีที่มีมาแต่โบราณตั้งแต่ครั้งสุโขทัยเป็นราชธานี ซึ่งในสมัยนั้นพระมหากษัตริย์ไม่ได้ลงมือไถนาเอง เป็นแต่เพียงเสด็จไปเป็นองค์ประธานในพระราชพิธีเท่านั้น ครั้นถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา พระมหากษัตริย์ไม่ได้เสด็จไปเป็นองค์ประธาน แต่จะมอบอาญาสิทธิให้โดยทรงทำเหมือนอย่างออกอำนาจจากกษัตริย์ และจะทรงจำศีลเงียบ 3 วัน ซึ่งวิธีนี้ได้ใช้ตลอดมาถึงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา

         ต่อมาสมัยรัตนโกสินทร์ในรัชกาลที่ 1 ได้โปรดให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เป็นผู้ประกอบพระราชพิธีแรกนาขวัญแทนพระองค์ และมิได้ถือว่าเป็นพิธีหน้าพระที่นั่ง เว้นแต่เมื่อมีพระราชประสงค์จะทอดพระเนตร สถานที่ประกอบพิธีในตอนแรกๆ จึงไม่ตายตัว แล้วแต่จะทรงกำหนดให้ ครั้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดมีพิธีสงฆ์เพิ่มขึ้นในพระราชพิธีต่างๆ ทุกพิธี ดังนั้น “พระราชพิธีพืชมงคล” จึงได้เริ่มมีขึ้นแต่บัดนั้นมา โดยได้จัดรวมกับพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และมีชื่อเรียกรวมกันว่า “พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ”

         ส่วนพิธีกรรมนอกเหนือจากการทำให้เป็นตัวอย่าง ตามที่ทรงจำแนกไว้ 3 อย่าง 2 อย่างแรก ที่ว่า “อาศัยคำอธิษฐานเอาความสัตย์เป็นที่ตั้งบ้าง ทำการซึ่งไม่มีโทษนับว่าเป็นการสวัสดิมงคลตามซึ่งมาในพระพุทธศาสนาบ้าง” นั้น ทรงหมายถึง “พิธีพืชมงคล” อันเป็นพิธีสงฆ์ที่กระทำ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ส่วนอีกอย่างหนึ่งที่ว่า “บูชาเซ่นสรวงตามที่มาทางไสยศาสตร์บ้าง” นั้น ทรงหมายถึงพิธีจรดพระนังคัลแรกนา ขวัญอันเป็นพิธีพราหมณ์

         ดังนั้น จึงพอจะสรุปความมุ่งหมายอันเป็นมูลเหตุให้เกิดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ นี้ได้ว่าพิธีแรกนามุ่งหมายที่จะให้เป็นตัวอย่างแก่ราษฎร เพื่อชักนำให้มีความมั่นใจในการทำนา อันเป็นอาชีพหลักที่สำคัญของคนไทยที่มีมาแต่ช้านานสืบมาจนปัจจุบันยังคงเป็นอยู่อย่างนั้น เพราะการเกษตรซึ่งมีการทำนาเป็นหลักนั้น เป็นสิ่งสำคัญแก่ชีวิตความเป็นอยู่และการเศรษฐกิจของประเทศทุกสมัย

         ส่วนวันประกอบพิธีนั้น ต้องเป็นวันที่ดีที่สุดของแต่ละปี ประกอบด้วย ขึ้น แรม ฤกษ์ยาม ให้ได้วันอันเป็นอุดมฤกษ์ตามตำราโหราศาสตร์ แต่ต้องอยู่ในระหว่างเดือน 6 เพราะเดือนนี้เริ่มจะเข้าฤดูฝน เป็นระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา จะได้เตรียมทำนา เมื่อโหรหลวงคำนวณได้วันอุดมมงคลพระฤกษ์ ที่จะประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญแล้ว สำนักพระราชวังจะได้ลงไว้ในปฏิทินหลวง ที่พระราชทานในวันขึ้นปีใหม่ทุกปี และได้กำหนดไว้ว่าวันใดเป็นวันพืชมงคล วันใดเป็นวันจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

         พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญแต่เดิมมาทำที่ทุ่งนาพญาไท เมื่อได้มีการฟื้นฟูพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญขึ้นใหม่ จึงจัดให้มีขึ้นที่ท้องสนามหลวง ทั้งนี้ วันแรกนาขวัญเป็นวันสำคัญของชาติ คณะรัฐมนตรีมีมติให้หยุดราชการ 1 วัน และมีประกาศให้ชักธงชาติตามระเบียบทางราชการ

 การประกอบพระราชพิธี

         พระราชพิธีพืชมงคลเป็นพิธีทำขวัญพืชพันธุ์ธัญญาหาร ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอธิษฐานเพื่อความ อุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งข้าวที่นำเข้าพิธีพืชมงคลนั้นเป็นข้าวเปลือก มีทั้งข้าวเจ้าและข้าวเหนียว นอกจากนี้มีเมล็ดพืชต่างๆ รวม 40 อย่าง แต่ละอย่างบรรจุถุงผ้าขาว นอกจากนี้ยังมีข้าวเปลือกที่หว่านในพิธีแรกนา บรรจุกระเช้าทองคู่หนึ่งและเงินคู่หนี่ง เป็นข้าวพันธุ์ดีที่โปรดฯ ให้ปลูกในสวนจิตรลดา และพระราชทานมาเข้าพิธีพืชมงคล

         โดยพันธุ์ข้าวพระราชทานนี้จะใช้หว่านในพระราชพิธีแรกนาส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งที่เหลือทางการจะบรรจุซอง แล้วส่งไปแจกจ่ายแก่ชาวนาและประชาชนในจังหวัดต่างๆ ให้เป็นมิ่งขวัญและเป็นสิริมงคลแก่พืชผลที่จะเพาะปลูกในปีนี้

         ทั้งนี้ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปัจจุบันนี้ได้ดำเนินตามแบบอย่างโบราณราชประเพณี เว้นแต่บางอย่างได้มีการดัดแปลงให้เหมาะแก่กาลสมัย อาทิ พิธีของพราหมณ์ก็มีการตัดทอนให้เหลือน้อยลง พระยาแรกนาก็ให้ตกเป็นหน้าที่ของปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนเทพีนั้นคัดเลือกจากข้าราชการสตรีโสดในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระดับ 3 - 4 คือขั้นโทขึ้นไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรพระราชพิธีทุกปี มีข้าราชการขั้นผู้ใหญ่ ทูตานุทูต และประชาชนได้มาชมการแรกนาเป็นจำนวนมาก

         สำหรับการประกอบพิธีนั้นก็จะถูกกำหนดขึ้นโดยโหรหลวง ในระหว่างพิธีอันสวยงามนี้ ก็จะมีการทำนาย ปริมาณน้ำฝน ในช่วงฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง และแล้วพระยาแรกนาก็จะทำการเลือกผ้า 3 ผืน ที่มีความยาวต่างขนาดกัน ตามชอบใจ ผ้าทั้ง3 ผืน นี้จะดูคล้ายกัน ถ้าพระยาแรกนาเลือกผืนที่ยาวที่สุดก็ทายว่า ปริมาณนี้ฝนจะมีน้อย ถ้าเลือกผืนที่สั้นที่สุดทายว่าปีนี้ปริมาณน้ำฝนจะมาก และถ้าเลือกผืนที่มีความยาวปานกลาง ทายว่ามีปริมาณน้ำฝนพอปริมาณ

         หลังจากสวมเสื้อผ้าเรียกว่า “ผ้านุ่ง” เรียบร้อยแล้ว พระยาแรกนาก็จะไถลงไปบนพื้นที่ท้องสนามหลวงด้วยพระนังคัลสีแดงและสีทอง ซึ่งลากโดยพระโคผู้สีขาว ตามขบวนด้วยเทพีทั้ง 4 ผู้ซึ่งหาบกระเช้าทองและกระเช้าเงินที่บรรจุด้วยเมล็ดข้าวเปลือก นอกจากนี้ก็มีคณะพราหมณ์เดินคู่ไปกับขบวนพร้อมทั้งสวดและเป่าสังข์ไปพร้อมกัน

         เมื่อเสร็จจากการไถแล้วพระโคก็จะได้รับการป้อนพระกระยาหารและเครื่องดื่ม 7 ชนิด คือ เมล็ดข้าว ถั่ว ข้าวโพด หญ้าเมล็ดงา น้ำและเหล้า ไม่ว่าพระโคจะเลือกกินหรือดื่มสิ่งใด ก็ทายว่าปีนี้จะอุดมสมบูรณ์ด้วยสิ่งที่พระโคเลือกนั้น

         เมื่อเสร็จพิธีแล้ว ประชาชนจะพากันแย่งเก็บเมล็ดข้าวที่หว่านโดยพระยาแรกนา เพราะว่าเมล็ดข้าวนี้ถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อันจะนำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์และความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ที่มีไว้ในครอบครอง ชาวนาก็จะใช้เมล็ดข้าวนี้ผสมกับเมล็ดข้าวของตน เพื่อให้พืชผลในปีที่จะมาถึงนี้อุดมสมบูรณ์

         สำหรับพระโคที่จะเข้าพระราชพิธีแรกนาขวัญ จะถูกเลี้ยงดูอย่างดีในทุ่งหญ้าที่จังหวัดราชบุรี พระโคที่ใช้ในพระราชพิธี จะต้องมีลักษณะที่ดีขาดเกินไม่ได้คือ หูดี ตาดี แข็งแรง เขาทั้งสองตั้งตรงสวยงาม พระโคแต่ละคู่ต้องสีเหมือนกัน ซึ่งจะมีการคัดเลือกพระโคเพียงสองสีเท่านั้น คือ สีขาวสำลีและสีน้ำตาลแดง และเจาะจงแต่เพศผู้เท่านั้นและต้องผ่านการ “ตอน” เสียก่อนด้วย  

         อนึ่ง นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2509 เป็นต้นมา คณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษาลงมติให้วันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นวันเกษตรกรประจำปีอีกด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้มีอาชีพทางการเกษตรพึงระลึกถึงความสำคัญของการเกษตร และร่วมมือกันประกอบพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเพื่อเป็นสิริมงคลแก่อาชีพของตน

 กิจกรรมต่างๆ ที่ควรปฏิบัติในวันพืชมงคล 

         1. ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือนและสถานที่ราชการ

         2. จัดนิทรรศการ แสดงประวัติความเป็นมา และความสำคัญของวันพืชมงคลรวมทั้งพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

ข้อมูลจาก

- treasury.go.th

- lib.ru.ac.th

- sunsite.au.ac.th

- geocities.com

วันวิสาขบูชา

 

เรียบเรียงโดยกระปุกดอทคอม 
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต

          เชื่อว่าทุกคนรู้จักชื่อวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอย่าง “วันวิสาขบูชา” กันดีอยู่แล้ว แต่จะมีสักกี่คนที่ทราบความเป็นมา และความสำคัญของวันวิสาขบูชา ถ้างั้นอย่ารอช้า…เราไปค้นหาความหมายของ “วันวิสาขบูชา” พร้อมๆ กันดีกว่าค่ะ

 ความหมายของวันวิสาขบูชา

          คำว่า “วิสาขบูชา” ย่อมาจากคำว่า “วิสาขปุรณมีบูชา” แปลว่า “การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ” ดังนั้น “วิสาขบูชา” จึงหมายถึง การบูชาในวันเพ็ญเดือน 6

 การกำหนดวันวิสาขบูชา

          วันวิสาขบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย ซึ่งมักจะตรงกับเดือนพฤษภาคม หรือมิถุนายน แต่ถ้าปีใดมีอธิกมาส คือ มีเดือน 8 สองหน ก็เลื่อนไปเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ กลางเดือน 7 หรือราวเดือนมิถุนายน

          อย่างไรก็ตาม ในบางปีของบางประเทศอาจกำหนดวันวิสาขบูชาไม่ตรงกับของไทย เนื่องด้วยประเทศเหล่านั้นอยู่ในตำแหน่งที่ต่างไปจากประเทศไทย ทำให้วันเวลาคลาดเคลื่อนไปตามเวลาของประเทศนั้นๆ

 ความสำคัญของวันวิสาขบูชา

          วันวิสาขบูชา ถือเป็นวันสำคัญยิ่งทางพระพุทธศาสนา เพราะเป็นวันที่เกิด 3 เหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวียนมาบรรจบกันในวันเพ็ญเดือน 6 แม้จะมีช่วงระยะเวลาห่างกันนับเวลาหลายสิบปี ซึ่งเหตุการณ์อัศจรรย์ 3 ประการ ได้แก่

1. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ

          เมื่อพระนางสิริมหามายา พระมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนะ แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ ทรงพระครรภ์แก่จวนจะประสูติ พระนางแปรพระราชฐานไปประทับ ณ กรุงเทวทหะ เพื่อประสูติในตระกูลของพระนางตามประเพณีนิยมในสมัยนั้น ขณะเสด็จแวะพักผ่อนพระอิริยาบถใต้ต้นสาละ ณ สวนลุมพินีวัน พระนางก็ได้ประสูติพระโอรส ณ ใต้ต้นสาละนั้น ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ก่อนพุทธศักราช 80 ปี ครั้นพระกุมารประสูติได้ 5 วัน ก็ได้รับการถวายพระนามว่า “สิทธัตถะ” แปลว่า “สมปรารถนา”

          เมื่อข่าวการประสูติแพร่ไปถึงอสิตดาบส 4 ผู้อาศัยอยู่ในอาศรมเชิงเขาหิมาลัย และมีความคุ้นเคยกับพระเจ้าสุทโธทนะ ดาบสจึงเดินทางไปเข้าเฝ้า และเมื่อเห็นพระราชกุมารก็ทำนายได้ทันทีว่า นี่คือผู้จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงกล่าวพยากรณ์ว่า “พระราชกุมารนี้จักบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ เห็นแจ้งพระนิพพานอันบริสุทธ์อย่างยิ่ง ทรงหวังประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก จะประกาศธรรมจักรพรหมจรรย์ของพระกุมารนี้จักแพร่หลาย” แล้วกราบลงแทบพระบาทของพระกุมาร พระเจ้าสุทโธทนะทอดพระเนตรเห็นเหตุการณ์นั้นทรงรู้สึกอัศจรรย์และเปี่ยมล้นด้วยปีติ ถึงกับทรุดพระองค์ลงอภิวาทพระราชกุมารตามอย่างดาบส

2. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้อนุตตรสัมโพธิญาณ

          หลังจากออกผนวชได้ 6 ปี จนเมื่อพระชนมายุ 35 พรรษา เจ้าชายสิทธัตถะก็ทรงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ณ ใต้ร่มไม้ศรีมหาโพธิ์ ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ในตอนเช้ามืดของวันพุธ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีระกา ก่อนพุทธศักราช 45 ปี ปัจจุบันสถานที่ตรัสรู้แห่งนี้เรียกว่า พุทธคยา เป็นตำบลหนึ่งของเมืองคยา แห่งรัฐพิหารของอินเดีย

          สิ่งที่ตรัสรู้ คือ อริยสัจสี่ เป็นความจริงอันประเสริฐ 4 ประการของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปที่ต้นมหาโพธิ์ และทรงเจริญสมาธิภาวนาจนจิตเป็นสมาธิได้ฌานที่ 4 แล้วบำเพ็ญภาวนาต่อไปจนได้ฌาน 3 คือ

                                                  วันวิสาขบูชา

          
           ยามต้น : ทรงบรรลุ “ปุพเพนิวาสานุติญาณ “ คือ ทรงระลึกชาติในอดีตทั้งของตนเองและผู้อื่นได้
           ยามสอง : ทรงบรรลุ “จุตูปปาตญาณ” คือ การรู้แจ้งการเกิดและดับของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ด้วยการมีตาทิพย์สามารถเห็นการจุติและอุบัติของวิญญาณทั้งหลาย
           ยามสาม หรือยามสุดท้าย : ทรงบรรลุ “อาสวักขญาณ” คือ รู้วิธีกำจัดกิเลสด้วย อริยสัจ 4 (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในคืนวันเพ็ญเดือน 6 ซึ่งขณะนั้นพระพุทธองค์มีพระชนมายุได้ 35 พรรษา

3. วันที่พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าสู่ปรินิพพาน (ดับสังขารไม่กลับมาเกิดสร้างชาติ สร้างภพอีกต่อไป)

          เมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้และแสดงธรรมเป็นเวลานานถึง 45 ปี จนมีพระชนมายุได้ 80 พรรษา ได้ประทับจำพรรษา ณ เวฬุคาม ใกล้เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ในระหว่างนั้นทรงประชวรอย่างหนัก ครั้นเมื่อถึงวันเพ็ญเดือน 6 พระพุทธองค์กับพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย ก็ไปรับภัตตาหารบิณฑบาตที่บ้านนายจุนทะ ตามคำกราบทูลนิมนต์ พระองค์เสวยสุกรมัททวะที่นายจุนทะตั้งใจทำถวายก็เกิดอาพาธลง แต่ทรงอดกลั้นมุ่งเสด็จไปยังเมืองกุสินารา ประทับ ณ ป่าสาละ เพื่อเสด็จดับขันธุ์ปรินิพพาน

          เมื่อถึงยามสุดท้ายของคืนนั้น พระพุทธองค์ก็ทรงประทานปัจฉิมโอวาทว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอันว่าสังขารทั้งหลายย่อมมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ของตนและประโยชน์ของผู้อื่นให้ บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด” หลังจากนั้นก็เสด็จเข้าดับขันธุ์ปรินิพพาน ในราตรีเพ็ญเดือน 6 นั้น

                                               วันวิสาขบูชา

 ประวัติความเป็นมาของวันวิสาขบูชาในประเทศไทย

          ปรากฎหลักฐานว่า วันวิสาขบูชา เริ่มต้นครั้งแรกในประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี สันนิษฐานว่าได้รับแบบแผนมาจากลังกา นั่นคือ เมื่อประมาณ พ.ศ.420 พระเจ้าภาติกุราช กษัตริย์แห่งกรุงลังกา ได้ประกอบพิธีวิสาขบูชาขึ้น เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา จากนั้นกษัตริย์ลังกา พระองค์อื่นๆ ก็ปฏิบัติประเพณีวิสาขบูชานี้สืบทอดต่อกันมา

          ส่วนการเผยแผ่เข้ามาในประเทศไทยนั้น น่าจะเป็นเพราะประเทศไทยในสมัยกรุงสุโขทัยมีความสัมพันธ์ด้านพระพุทธศาสนากับประเทศลังกาอย่างใกล้ชิด เห็นได้จากมีพระสงฆ์จากลังกาหลายรูปเดินทางเข้ามาเผยแพร่พระพุทธศาสนา และนำการประกอบพิธีวิสาขบูชาเข้ามาปฏิบัติในประเทศไทยด้วย

          สำหรับการปฏิบัติพิธีวิสาขบูชาในสมัยสุโขทัยนั้น ได้มีการบันทึกไว้ในหนังสือนางนพมาศ สรุปได้ว่า  เมื่อถึงวันวิสาขบูชา พระเจ้าแผ่นดิน ข้าราชบริพาร ทั้งฝ่ายหน้า และฝ่ายใน ตลอดทั้งประชาชนชาวสุโขทัย จะช่วยกันประดับตกแต่งพระนคร ด้วยดอกไม้ พร้อมกับจุดประทีปโคมไฟให้ดูสว่างไสวไปทั่วพระนคร เป็นเวลา 3 วัน 3 คืน เพื่อเป็นการบูชาพระรัตนตรัย ขณะที่พระมหากษัตริย์ และบรมวงศานุวงศ์ ก็ทรงศีล และทรงบำเพ็ญพระราชกุศลต่างๆ ครั้นตกเวลาเย็นก็เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ และนางสนองพระโอษฐ์ตลอดจนข้าราชการทั้งฝ่ายหน้า และฝ่ายในไปยังพระอารามหลวง เพื่อทรงเวียนเทียนรอบพระประธาน

ส่วนชาวสุโขทัยจะรักษาศีล ฟังธรรม ถวายสลากภัต สังฆทาน อาหารบิณฑบาตแด่พระภิกษุสามเณร บริจาคทานแก่คนยากจน ทำบุญไถ่ชีวิตสัตว์ ฯลฯ

          หลังจากสมัยสุโขทัย ประเทศไทยได้รับอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์มากขึ้น ทำให้ในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ตอนต้น ไม่ปรากฎหลักฐานว่ามีการประกอบพิธีวิสาขบูชา จนกระทั่งมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ.2360) ทรงมีพระราชดำริที่จะให้ฟื้นฟูพิธีวิสาขบูชาขึ้นมาใหม่ โดยสมเด็จพระสังฆราช (มี) สำนักวัดราชบูรณะ ถวายพระพรให้ทรงทำขึ้น เป็นครั้งแรก ในวันขึ้น 14 ค่ำ 15 ค่ำ  และวันแรม 1 ค่ำ เดือน 6 พ.ศ.2360 และให้จัดทำตามแบบอย่างประเพณีเดิมทุกประการ เพื่อให้ประชาชนได้ทำบุญ ทำกุศล โดยทั่วหน้ากัน การรื้อฟื้นพิธีวิสาขบูชาขึ้นมาในครานี้ จึงถือเป็นแบบอย่างถือปฏิบัติในการประกอบพิธีวิสาขบูชาต่อเนื่องมาจวบจนกระทั่งปัจจุบัน

 วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากลของสหประชาชาติ

          วันวิสาขบูชาถือเป็นวันสำคัญที่สุดทางพระพุทธศาสนา เนื่องจากล้วนมีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการถือกำเนิดของพระพุทธศาสนา คือ เป็นวันที่พระศาสดา คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ดังนั้นพุทธศาสนิกชนทั่วโลกจึงให้ความสำคัญกับวันวิสาขบูชานี้ และในวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ.2542 องค์การสหประชาชาติได้ยอมรับญัตติที่ประชุม กำหนดให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญของโลก โดยเรียกว่า Vesak Day  ตามคำเรียกของชาวศรีลังกา ผู้ที่ยื่นเรื่องให้สหประชาชาติพิจารณา และได้กำหนดวันวิสาขบูชานี้ถือเป็นวันหยุดวันหนึ่งของสหประชาชาติอีกด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อให้ชาวพุทธทั่วโลกได้มีโอกาสบำเพ็ญบุญเนื่องในวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระบรมศาสดา โดยการที่สหประชาชาติได้กำหนดให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญของโลกนั้น ได้ให้เหตุผลไว้ว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นมหาบุรุษผู้ให้ความเมตตาต่อหมู่มวลมนุษย์ เปิดโอกาสให้ทุกศาสนาสามารถเข้ามาศึกษาพุทธศาสนา เพื่อพิสูจน์หาข้อเท็จจริงได้โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ และทรงสั่งสอนทุกคนโดยใช้ปัญญาธิคุณ โดยไม่คิดค่าตอบแทน

 การประกอบพิธีในวันวิสาขบูชา 

การประกอบพิธีในวันวิสาขบูชา จะแบ่งออกเป็น 3 พิธี ได้แก่

           1. พิธีหลวง คือ พระราชพิธีสำหรับพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ ประกอบในวันวิสาขบูชา
           2. พิธีราษฎร์ คือ พิธีของประชาชนทั่วไป
           3. พิธีของพระสงฆ์ คือ พิธีที่พระสงฆ์ประกอบศาสนกิจ

 กิจกรรมในวันวิสาขบูชา

กิจกรรมที่พุทธศาสนิกชนพึงปฏิบัติในวันวิสาขบูชา ได้แก่

           1. ทำบุญใส่บาตร กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ญาติที่ล่วงลับ และเจ้ากรรมนายเวร
           2.  จัดสำรับคาวหวานไปทำบุญถวายภัตตาหารที่วัด และปฏิบัติธรรม ฟังพระธรรมเทศนา 
           3. ปล่อยนกปล่อยปลา เพื่อสร้างบุญสร้างกุศล
           4. ร่วมเวียนเทียนรอบอุโบสถที่วัดในตอนค่ำ เพื่อรำลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
           5. ร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับวันสำคัญทางพุทธศาสนา
           6. จัดแสดงนิทรรศการ ประวัติ หรือเรื่องราวความเป็นมาเกี่ยวกับวันวิสาขบูชาตามโรงเรียน หรือสถานที่ราชการต่างๆ เพื่อให้ความรู้ และเป็นการร่วมรำลึกถึงความสำคัญของวันวิสาขบูชา
           7. ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือน วัดและสถานที่ราชการ
           8. บำเพ็ญสาธารณประโยชน์

 หลักธรรมที่สำคัญที่ควรนำมาปฏิบัติ

          ในวันวิสาขบูชา พุทธศาสนิกชนทั้งหลายควรยึดมั่นในหลักธรรม ซึ่งหลักธรรมที่ควรนำมาปฏิบัติในวันวิสาขบูชา ได้แก่

1. ความกตัญญู

          คือ การรู้คุณคน เป็นคุณธรรมที่คู่กับความกตเวที ซึ่งหมายถึงการตอบแทนคุณที่มีผู้ทำไว้ ความกตัญญูและความกตเวทีนี้ เป็นเครื่องหมายของคนดี ทำให้ครอบครัวและสังคมมีความสุข ซึ่งความกตัญญูกตเวทีนั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับทั้ง บิดามารดาและลูก ครูอาจารย์กับศิษย์ นายจ้างกับลูกจ้าง ฯลฯ

          ในพระพุทธศาสนา เปรียบพระพุทธเจ้าเสมือนกับบุพการี ผู้ชี้ให้เห็นทางหลุดพ้นแห่งความทุกข์ ดังนั้นพุทธศาสนิกชนจึงควรตอบแทนด้วยความกตัญญูกตเวทีด้วยการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และดำรงพระพุทธศาสนาให้อยู่สืบไป

2. อริยสัจ 4

          คือ ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ในวันวิสาขบูชา ได้แก่

           ทุกข์ คือ ปัญหาของชีวิต สภาวะที่ทนได้ยาก ซึ่งทุกข์ขั้นพื้นฐาน คือ การเกิด การแก่ และการตาย ล้วนเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องเผชิญ ส่วนทุกข์จร คือ ทุกข์ที่เกิดขึ้นในการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น การพลัดพลาดจากสิ่งที่เป็นที่รัก หรือ ความยากจน เป็นต้น

           สมุทัย คือ ต้นเหตุของปัญหา หรือสาเหตุของการเกิดทุกข์ และสาเหตุส่วนใหญ่ของปัญหาเกิดจาก “ตัณหา” อันได้แก่ ความอยากได้ต่างๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

           นิโรธ คือ ความดับทุกข์ เป็นสภาพที่ความทุกข์หมดไป เพราะสามารถดับกิเลส ตัณหา อุปาทานออกไปได้

           มรรค คือ หนทางที่นำไปสู่การดับทุกข์ เป็นการปฎิบัติเพื่อแก้ปัญหา มี 8 ประการ ได้แก่ ความเห็นชอบ  ดำริชอบ  วาจาชอบ กระทำชอบ  เลี้ยงชีพชอบ  พยายามชอบ  ระลึกชอบ  ตั้งจิตมั่นชอบ

3. ความไม่ประมาท

          คือการมีสติตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำอะไร พูดอะไร คิดอะไร ล้วนต้องใช้สติ เพราะสติคือการระลึกได้ การระลึกได้อยู่เสมอจะทำให้เราใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท ซึ่งความประมาทนั้นจะทำให้เกิดปัญหายุ่งยากตามมา ดังนั้นในวันนี้พุทธศาสนิกชนจะพากันน้อมระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ด้วยความมีสติ

          วันวิสาขบูชา นับว่าเป็นวันที่มีความสำคัญสำหรับพุทธศาสนิกชนทุกคน เป็นวันที่มีการทำพิธีพุทธบูชา เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระวิสุทธิคุณ พระปัญญาคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีต่อมวลมนุษย์และสรรพสัตว์  อีกทั้งเพื่อเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์อันน่าอัศจรรย์ทั้ง 3 ประการ ที่มาบังเกิดในวันเดียวกัน และนำหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์มาเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติในการดำรงชีวิตค่ะ
 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

- phutti.net
- dopa.go.th
- larnbuddhism.com
- onab.go.th
- yimsiam.com

วันฉัตรมงคล


ขอขอบคุณภาพประกอบจาก aco.psru.ac.th

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

         วันที่ 5 พฤษภาคม เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของปวงชนชาวไทย ที่อยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ควรระลึกถึง วันนี้กระปุกจึงมีเรื่องราวความสำคัญของวันฉัตรมงคลมาฝากค่ะ

ความหมายของวันฉัตรมงคล

         วันฉัตรมงคล (อ่านว่า ฉัด-ตระ-มง-คล) มีความหมายตามพจนานุกรมว่า พระราชพิธี ฉลองพระเศวตฉัตร ทำในวันซึ่งตรงกับวันบรมราชาภิเษก

ความสำคัญของวันฉัตรมงคล

         วันฉัตรมงคล เป็นวันที่รำลึกถึงพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี และราชอาณาจักรไทย ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ ต่อจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 และดำรงพระอิสริยยศเป็น “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช”เนื่องจากยังมิได้ทรงผ่านพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ก็เสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษาอยู่ ณ ทวีปยุโรป จนกระทั่งทรงบรรลุนิติภาวะ จึงได้เสด็จนิวัติประเทศไทย

         ดังนั้นรัฐบาลไทยและ พสกนิกร จึงได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อม จัดงานพระราชพิธีฉลองพระเศวตฉัตร หรือรัฐพิธีฉัตรมงคล หรืออาจเรียกว่าพระราชพิธีฉัตรมงคล ซึ่งกระทำในวันบรมราชาภิเษก ถวายเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้มีพระปฐมบรมราชโองการในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้นว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

         ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พสกนิกรชาวไทยจึงได้ถือเอาวันที่ 5 พฤษภาคม ของทุกปีเป็นวันฉัตรมงคล เพื่อน้อมรำลึกถึงวันสำคัญนี้

ความเป็นมาของพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

         การจัดพระราชพิธีบรม ราชาภิเษกนั้น มีหลักฐานปรากฎในหลักศิลาจารึก วัดศรีชุมของพญาลิไทว่า เริ่มต้นมาตั้งแต่ครั้งพ่อขุนผาเมืองได้อภิเษกพ่อขุนบางกลางหาว หรือ พ่อขุนบางกลางท่าว ให้เป็นผู้ปกครองเมืองสุโขทัย

         จากนั้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีบรมราชาภิเษกให้ถูกต้องสมบูรณ์ โดยพระมหากษัตริย์ที่ยังมิได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จะไม่ใช้คำว่า “พระบาท” นำหน้า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” และคำสั่งของพระองค์ก็ไม่เรียกว่า “พระบรมราชโองการ” และอีกประการหนึ่งคือ จะยังไม่มีการใช้ นพปฎลเศวตฉัตร หรือฉัตร 9 ชั้น

ความเป็นมาของพระราชพิธีฉัตรมงคล

         ก่อนหน้ารัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชพิธีฉัตรมงคลถือเป็นพิธีของเจ้าพนักงานในพระราชฐาน ที่มีหน้าที่รักษาเครื่องราชูปโภคและพระทวารประตูวัง ได้จัดการสมโภชสังเวยเครื่องราชูปโภคที่ตนรักษาทุกปีในเดือนหก และเป็นงานส่วนตัว ไม่ถือเป็นงานหลวง

         จนกระทั่ง สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์ ได้ทรงกระทำพิธีฉัตรมงคลขึ้นเป็นครั้งแรก ในวันบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ.2393 โดยมีพระราชดำริว่า วันบรมราชาภิเษกเป็นมหามงคลสมัยที่ควรแก่การเฉลิมฉลองในประเทศที่มีพระเจ้าแผ่นดิน จึงถือให้วันนั้นเป็นวันนักขัตฤกษ์มงคลกาล และควรที่จะมีการสมโภชพระมหาเศวตฉัตรให้เป็นสวัสดิมงคลแก่ราชสมบัติ แต่เนื่องจากเป็นธรรมเนียมใหม่ ยากต่อการเข้าใจ อีกทั้งเผอิญที่วันบรมราชาภิเษกไปตรงกับวันสมโภชเครื่องราชูปโภคที่มีแต่เดิม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงอธิบายว่า วันฉัตรมงคลเป็นวันสมโภชเครื่องราชูปโภค จึงไม่มีใครติดใจสงสัย

         ดังนั้นจึงได้มีพระราชดำริจัดงานพระราชกุศลพระราชทานชื่อว่า “ฉัตรมงคล” นี้ขึ้น โดยได้มีการเฉลิมฉลองด้วยการนิมนต์พระสงฆ์มาสวดเจริญพุทธมนต์ ในวันขึ้น 13 ค่ำเดือน 6 รุ่งขึ้นมีการถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ด้วยเหตุนี้จึงถือว่าการเฉลิมฉลองพระราชพิธีฉัตรมงคล เริ่มมีในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นครั้งแรก

         ต่อมาในสมัยรัชกาล ที่ 5 วันบรมราชาภิเษกตรงกับเดือน 12 จึงโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานฉัตรมงคลในเดือน 12 แต่ไม่ได้รับการยินยอม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงแก้ไขด้วยการออกพระราชบัญญัติว่าด้วยตราจุลจอมเกล้าสำหรับตระกูลขึ้น ให้มีพระราชทานตรานี้ตรงกับวันคล้ายบรมราชาภิเษก ท่านผู้หลักผู้ใหญ่จึงยินยอมให้เลื่อนงานฉัตรมงคลมาตรงกับวันบรมราชาภิเษก แต่ยังให้รักษาประเพณีสมโภชเครื่องราชูปโภคอยู่ตามเดิม รูปแบบงานวันฉัตรมงคลจึงเป็นเช่นนี้จนถึงปัจจุบัน

พระราชพิธีฉัตรมงคลในรัชกาลปัจจุบัน

         ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงาน 3 วัน นั่นคือ

           วันแรก ตรงกับวันที่ 3 พฤษภาคม เป็นงานพระราชกุศลทักษิณานุประทาน ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เพื่ออุทิศส่วนกุศลถวายแด่พระบรมราชบุพการี เป็นพิธีสงฆ์สดัปกรณ์ พระบรมอัฐิ สมเด็จสวดพระพุทธมนต์ แล้วพระราชาคณะถวายพระธรรมเทศนา ซึ่งในวันนี้ได้เพิ่มพระราชพิธีตรึงหมุดธงชัยเฉลิมพล ที่จะพระราชทานแก่หน่วยทหารบางหน่วยเข้าไว้ด้วย

           วันที่ 4 พฤษภาคม เป็นวันเริ่มพระราชพิธีฉัตรมงคล เจ้าพนักงานจะได้อัญเชิญเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ขึ้นประดิษฐานบนแท่นใต้พระมหาปฎลเศวตฉัตร พระครูหัวหน้าพราหมณ์อ่านประกาศพระราชพิธีฉัตรมงคล แล้วทรงสดับพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ เวลาเที่ยง ทหารบก ทหารเรือ จะยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติฝ่ายละ 21 นัด

           ส่วนวันที่ 5 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันฉัตรมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ ทรงบูชาเครื่องกกุธภัณฑ์ พราหมณ์เบิกแว่นเวียนเทียนสมโภชพระมหาเศวตฉัตรและราชกกุธภัณฑ์ ตอนเย็นพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าแก่ผู้ที่มีความดีความชอบ แล้วเสด็จนมัสการพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร และถวายบังคมพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า ที่ปราสาทพระเทพบิดร เป็นเสร็จพระราชพิธี

         ทั้งนี้ในวันฉัตรมงคล สำนักพระราชวังได้เปิดปราสาทหลายแห่งให้ประชาชนได้เข้าชมและถวายบังคมอีกด้วย

กิจกรรมที่ควรปฏิบัติในวันฉัตรมงคล

           1. ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือนและสถานที่ราชการ

          2. ร่วมทำบุญตักบาตร ประกอบพิธีทางศาสนา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

           3. น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระพรชัยพร้อมเพรียงกัน กล่าวคำถวายอาศิรวาทราชสดุดี ถวายชัยมงคลให้ทรงพระเกษมสำราญ ทรงเจริญพระชนมายุยิ่งยืนนาน เป็นมหามิ่งขวัญแก่พสกนิกรชาวไทยไปชั่วกาลยิ่งยืนนาน

         เมื่อวันฉัตรมงคลเวียนมาบรรจบครบรอบอีกหนึ่งครา ในวันที่ 5 พฤษภาคม พสกนิกรชาวไทยทั้งหลาย จึงควรระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจอันมีคุณอนันต์แก่ปวงชนชาวไทยอย่างหาที่สุด มิได้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

- sunsite.au.ac.th
- lib.ru.ac.th
- tungsong.com