บทความ บทความดีๆ เกร็ดความรู้

ความรู้รอบตัว -Kapook แสนรู้

กลูต้าไธโอน

กลูต้าไทโอน ทำให้ผิวขาวจริงหรือไม่?

โครงการ FACT SHEET แพทยสภา
เรื่อง…กลูต้าไทโอน ทำให้ผิวขาวจริงหรือไม่
โดย สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย

กลูต้าไทโอน (Glutathinone)

          เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญในร่างกายที่สามารถสร้างขึ้นเองจากอาหารประเภทโปรตีน ไข่และนม รวมถึง ผลไม้ประเภท อะโวคาโด และจะถูกเก็บไว้ที่ตับที่ได้รับ  สามารถพบได้ทุกเซลล์ เป็นสารที่ประกอบด้วยกรดอะมิโน 3 ชนิด ได้แก่ Cysteine, Glycine และ Glutamicacid หน้าที่หลักมีอยู่ 3 ประการ คือ

          The image “http://hilight.kapook.com/img_cms/love/45_2007.gif” cannot be displayed, because it contains errors.  1.  ต้านอนุมูลอิสระ Antioxidant : กลูตาไทโอนมีคุณสมบัติเป็นสารต้านปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่น ที่มีความสำคัญตัวหนึ่งในร่างกาย และหากขาดไป วิตามินซีและอี อาจจะทำงานได้ไม่เต็มที่

          The image “http://hilight.kapook.com/img_cms/love/45_2007.gif” cannot be displayed, because it contains errors.  2. กระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย Immune Enhancer : ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายโดยกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์หลายชนิดเพื่อให้ร่างกายต่อต้านสิ่งแปลกปลอมรวมถึงเชื้อแบคทีเรียและไวรัส นอกจากนี้กลูตาไทโอน ยังช่วยสร้างและซ่อมแซม DNA

          The image “http://hilight.kapook.com/img_cms/love/45_2007.gif” cannot be displayed, because it contains errors.  3. การขจัดสารพิษ  Detoxification : กลูตาไทโอนช่วยสร้างเอ็นไซม์ชนิดต่างๆ ที่ช่วยในการกำจัดพิษออกจากร่างกายโดยไปเปลี่ยนสารพิษชนิดไม่ละลายในน้ำ เช่น พวกโลหะหนัก สารระเหย ยาฆ่าแมลง แม้แต่ยาบางชนิด

          ให้เป็นสารที่ละลายน้ำได้ดีขึ้นและง่ายต่อการกำจัดออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันตับ จากการถูกทำลายโดย แอลกอฮอล์ (สุรา) สารพิษจากบุหรี่ และยาพาราเซตามอลเกินขนาด (Overdose) ฯลฯ

ข้อบ่งใช้ในทางการแพทย์

          สารนี้บางประเทศขึ้นทะเบียนเป็นยา และ บางประเทศใช้เป็นอาหารเสริม แต่ในประเทศไทย สารนี้ยังไม่ผ่านการอนุมัติจาก องค์การอาหารและยา มีรายงานการใช้สาร กลูต้าไทโอน ในหลายกรณี เช่น 

          โรคทางระบบประสาท เช่น พาร์กินสัน โดยใช้ฉีดเข้าทางเส้นเลือดดำ ใช้รักษาภาวะการเป็นพิษจากโลหะหนัก  พิษจากยาพาราเซ็ทตามอลทำลายพิษในตับ  ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานในคนไข้ AIDS , มะเร็ง และใช้ต้านความชรา แต่ข้อมูลที่ใช้รักษาฝ้า และทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งเหมือนมีแสงออร่านั้น ยังไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยัน พบว่าเป็นผลข้างเคียงจากการใช้สารนี้ที่ใช้รักษาโรคอื่นแล้วผิวขาวขึ้นจึงมีการนำมาใช้ทำให้ผิวขาวขึ้น

ปัญหาของกลูต้าไทโอน

          The image “http://hilight.kapook.com/img_cms/love/45_2007.gif” cannot be displayed, because it contains errors.  1. ผลข้างเคียงที่น่ากลัว คือการฉีดยาเข้าเส้นเลือดดำ มีโอกาสที่จะแพ้ได้ ทั้งการแพ้สารกลูตาไทโอน เอง หรืออาจจะแพ้ สารฆ่าเชื้อ หรือ สารกันเสียหรือ สารปนเปื้อน ขณะนี้มีรายงานในต่างประเทศว่าผู้ที่ได้รับการฉีดกลูต้าไทโอนขนาดสูงที่ใช้กันอยู่มีอาการช็อค ความดันต่ำ หายใจไม่ออก และ เสียชีวิตได้ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

          The image “http://hilight.kapook.com/img_cms/love/45_2007.gif” cannot be displayed, because it contains errors.  2. สารกลูต้าไทโอน ที่ใช้อยู่เป็นการลักลอบนำเข้ามาอย่างผิดกฎหมายไม่ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา

สารนี้ที่ใช้ในการแพทย์ มีชื่อว่าTationil  ซึ่งผลิตโดยบริษัท Roach  ประเทศอิตาลี แต่บริษัท Roach ประเทศไทย ได้ยืนยันมาว่าบริษัทไม่ได้เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย และยังพบว่ามียาปลอมมีที่ผลิตที่เวียดนาม และ จีน โดยที่พิมพ์ว่าผลิตในอิตาลี ทำให้เกิดผลข้างเคียงในการฉีดได้
          The image “http://hilight.kapook.com/img_cms/love/45_2007.gif” cannot be displayed, because it contains errors.  3. การที่ฉีดมักจะให้วิตามินซีในขนาดสูงร่วมด้วย  ซึ่งการฉีดวิตามินซีในขนาดที่สูงและ เร็วเกินไปอาจทำให้เกิดอาการมึนศีรษะ คล้ายจะเป็นลมได้
 

 

          The image “http://hilight.kapook.com/img_cms/love/45_2007.gif” cannot be displayed, because it contains errors.  4. พบว่าการที่ได้รับสารกลูต้าไทโอนเป็นเวลานานๆ จะทำให้เม็ดสีที่จอตาลดลงทำให้รับแสงได้น้อยลง เสี่ยงต่อการมองเห็นได้ในอนาคต ทางวารสารทางการแพทย์สหรัฐอเมริกาจัดว่าเป็นสารที่อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียง ทางตา

          The image “http://hilight.kapook.com/img_cms/love/45_2007.gif” cannot be displayed, because it contains errors.  5. การใช้สารกลูต้าไทโอนในผู้ป่วยมะเร็งทำให้ประสิทธิภาพในการรักษาทางเคมีลดลง

          The image “http://hilight.kapook.com/img_cms/love/45_2007.gif” cannot be displayed, because it contains errors.  6. การได้รับสารกลูต้าไทโอนปริมาณมาก มีผลต่อแร่ธาตุในขบวนการเมตาบอลิซึม และตัวมันเองสามารถกลายเป็นอนุมูลอิสระ มาทำร้ายร่างกายได้

          The image “http://hilight.kapook.com/img_cms/love/45_2007.gif” cannot be displayed, because it contains errors.  7. ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดในเรื่อง “กลูต้าไธโอน” นั้น เท่าที่ทราบมีการขายเกลื่อนตามเว็บไซต์ ราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงเป็นหมื่นบาท และมีการแนะนำวิธีฉีดและอวดอ้างสรรพคุณจนทำให้คนที่อยากขาวเกิดความสนใจและซื้อหาไปทดลองทั้งฉีดกันเอง ซึ่งอาจทำให้เกิดการแพ้การติดเชื้อและปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย

          ผู้บริโภคไม่ควรหลงเชื่อโฆษณาที่อ้างว่าสามารถช่วยให้ผิวขาวขึ้น เพราะไม่มีผลิตภัณฑ์ใดที่จะทำให้ผิวขาวขึ้นได้อย่างถาวร ผลิตภัณฑ์หรือยาอาจช่วยได้ชั่วคราวแต่เมื่อหมดฤทธิ์ร่างกายก็ผลิตเม็ดสีตามปกติ ทั้งนี้การที่ประชาชนในแถบเอเชียมีผิวคล้ำถือเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ เพราะสามารถป้องกันแสงอัลตราไวโอเลต จากแสงอาทิตย์ได้ ทำให้โอกาสการเกิดมะเร็งผิวหนังน้อยกว่าคนผิวขาว จึงไม่ควรมีค่านิยมที่ผิดในการเปลี่ยนสีผิวให้ ผิดธรรมชาติ

          กรณีพบสถานพยาบาล หรือ คลินิกที่มีการใช้ กลูต้าไธโอนถือเป็นการผิดกฎหมาย กรุณาแจ้งได้ที่ 

            1. นพ.ธารา ชินะกาญจน์ ผู้อำนวยการ กองการประกอบโรคศิลป์ โทร .02 5918844 
            http://203.157.6.200/web/home/

            2. ฝ่ายจริยธรรม แพทยสภา โทร. 02-590-1881,02-590-1888 กด 2  แฟกซ์ 02 5918614-5  
            email : tmc@tmc.or.th   

            3. รองเลขาธิการแพทยสภา (นอ.(พ.)นพ.อิทธพร คณะเจริญ)  
            email :

 

คลิกอ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ได้ที่นี่ค่ะ

ขอขอบคุณ
ข้อมูลโดย : สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย
เผยแพร่โดย : สำนักงานเลขาธิการแพทยสภา
thaiclinic.com 
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต

10 สุดยอดเหตุผลอาเซียน

 

10 สุดยอดเหตุผลอาเซียนสำคัญต่อไทย (เดลินิวส์)

          ตลอดสัปดาห์นี้ประเทศไทยและชาวไทยจะมีโอกาสต้อนรับผู้นำประเทศอาเซียนและคณะผู้แทน ตลอดจนสื่อมวลชนจากทั่วโลกกว่า 2,000 คน ที่จะมาเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ จัดขึ้น ณ โรงแรมดุสิตธานี อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี

ต่อไปนี้คือ 10 สุดยอดเหตุผลว่าการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้สำคัญอย่างไรต่อไทย

          1. เพราะว่าคนไทยเป็นผู้ริเริ่มและผู้ร่วมก่อตั้งอาเซียนเมื่อ 41 ปีที่แล้วที่ประเทศไทย โดยดร.ถนัด คอมันตร์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยได้ชักชวนเพื่อนรัฐมนตรีจากประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีก 4 ประเทศ ประกอบด้วย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ มาร่วมหารือ และเห็นพ้องต้องกันที่ประเทศในภูมิภาคนี้ควรรวมตัวกันเพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคง ความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคม จนนำไปสู่การลงนามใน “ปฏิญญากรุงเทพฯ” ที่พระราชวังสราญรมย์ (ที่ทำการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น) เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2510 ต่อมา นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527 ประเทศบรูไน ดารุสซาลาม, เวียดนาม, ลาว, พม่า และ กัมพูชา ก็ได้ทยอยเข้าเป็นสมาชิกจนครบ 10 ประเทศ ในปี พ.ศ.2552

          2. เพราะว่าประเทศไทยได้เข้ารับตำแหน่งประธานอาเซียนต่อจากสิงคโปร์ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2551 และจะมีวาระไปจนถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2552 การทำหน้าที่ประธานอาเซียนของไทยในครั้งนี้มีระยะเวลายาวนานกว่าปกติเพื่อให้สอดคล้องตามกฎกติกาที่กำหนดไว้ให้อาเซียนเริ่มทำงานตามปฏิทินสากล เริ่มจากเดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม แต่การดำรงตำแหน่งในคราวนี้เพิ่มอีก 6 เดือน เป็นหนึ่งปีครึ่ง ซึ่งถือเป็นความไว้วางใจที่เพื่อนสมาชิกอาเซียนมอบให้แก่เรา

          3. เพราะว่ากฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นธรรมนูญของอาเซียน ได้มีผลใช้บังคับในช่วงที่ไทยเป็นประธานอาเซียนนับตั้งแต่ วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551 เป็นต้นมา กฎบัตรอาเซียนเป็นความตกลงระหว่างประเทศ สมาชิกอาเซียนทั้งสิบประเทศที่กำหนดเป้าหมาย หลักการ โครงสร้างองค์กร และกลไกที่สำคัญ ๆ ของอาเซียน และทำให้อาเซียนมีสถานะนิติบุคคลหรือบรรลุนิติภาวะ ทั้งนี้กฎบัตรอาเซียนจะช่วย (1) เพิ่มประสิทธิภาพให้อาเซียนสามารถรวมตัวเป็นประชาคมได้สำเร็จในปี พ.ศ.2558 หรือ 7 ปีข้างหน้า (2) สร้างกลไกให้สมาชิกอาเซียนได้ปฏิบัติตามความตกลงต่างๆ ที่ได้ทำไว้ และ (3) ส่งเสริมให้อาเซียนเป็นองค์กรที่ใกล้ชิดกับประชาชน และให้ประโยชน์แก่ชาวบ้านอย่างแท้จริง

          4. เพราะว่าในช่วงที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพอยู่นี้คนไทยก็ได้เข้าดำรงตำแหน่งเลขาธิการอาเซียน โดย ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เข้ารับตำแหน่งเลขาธิการอาเซียนตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ.2551 โดยจะดำรงตำแหน่งตามวาระ 5 ปี จนถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2555 เลขาธิการอาเซียนจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันให้ประชาคมอาเซียนบรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้

          5. เพราะว่าในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ผู้นำอาเซียนทั้งสิบจะลงนามในปฏิญญาว่าด้วยแผนงานสำหรับประชาคมอาเซียน พ.ศ. 2522-2558 ซึ่งสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าปฏิญญากรุงเทพฯเมื่อก่อตั้งอาเซียน กล่าวได้ว่า 41 ปีผ่านไป อาเซียนกำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคที่สอง จากความร่วมมือและการรวมตัวกันอย่างหลวม ๆ มาบัดนี้มีเป้าหมายที่ชัดเจนที่จะสร้างประชาคมอาเซียนให้สำเร็จในอีก 7 ปีข้างหน้า ประชาคมดังกล่าวเปรียบเสมือนบ้านหลังใหญ่ของอาเซียน ซึ่งนอกจากจะมีสามเสาหลัก ได้แก่เสาหลักการเมืองและความมั่นคง เสาหลักเศรษฐกิจ และเสาหลักสังคมและวัฒนธรรม แล้ว ยังมีอีกเสาหนึ่งที่หยั่งรากลึกในการปฏิสัมพันธ์กับประเทศภายนอก ไม่ว่าจะอยู่ในกรอบอาเซียนบวกสาม (จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) หรือในกรอบที่ประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก ซึ่งมีถึง ประเทศ ได้แก่อาเซียน 10 ประเทศ บวก จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาทั้งหลาย คือ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย แคนาดา สหภาพยุโรป และองค์การสหประชาชาติ
 
          การเป็นประชาคมที่สมบูรณ์จะทำให้ประเทศอาเซียนมีความมั่นคงปลอดภัย มีสันติสุข ประชาชนอาเซียน 570 คน มีโอกาสทางเศรษฐกิจ มีตลาดใหญ่ขึ้นเพื่อทำมาค้าขาย ลงทุน ทำให้มีรายได้มากขึ้น

          6. เพราะว่าไทยในฐานะประธานอาเซียนมีความมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่อาเซียนมีกฎบัตรของตัวเอง เพื่อให้อาเซียนเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญในความร่วมมือและความสัมพันธ์ที่กำลังหมุนตัวอยู่ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย รวมทั้งประเทศคู่เจรจาทั้งหลาย

          7. เพราะอาจกล่าวได้ว่าการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งนี้เป็นการเปิดศักราชใหม่ที่ไทยในฐานะประธานอาเซียนได้ริเริ่มให้ภาคประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการประชุมสุดยอด ทั้งนี้จะมีการต้อนรับผู้แทน 3 กลุ่ม ได้แก่ผู้แทนสมัชชารัฐสภาอาเซียน กลุ่มเยาวชนอาเซียน ผู้แทนภาคประชาสังคมอาเซียน จากประเทศสมาชิก ให้เข้ามาพบผู้นำอาเซียนทั้งสิบประเทศ และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น จากนี้ไปไทยหวังว่าเสาหลักทางด้านสังคมซึ่งมีประชาชนอาเซียนเป็นฐานที่สำคัญ จะเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นเรื่อย ๆในกิจกรรมอาเซียน มีความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันและช่วยกันเสริมสร้างประชาคมอาเซียนให้เข้มแข็ง

          8. เพราะการประชุมสุดยอดอาเซียนที่ประเทศไทยในครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวการณ์เปลี่ยนแปลงที่สำคัญของโลก ตั้งแต่ วิกฤติการณ์น้ำมัน วิกฤติการณ์ด้านอาหาร วิกฤติการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และที่สำคัญที่สุดคือ วิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ ที่เรียกติดปาก “วิกฤติการณ์แฮมเบอร์เกอร์” ซึ่งมีจุดกำเนิดมาจากสหรัฐอเมริกา และลุกลามไปทั่วโลกอยู่ในขณะนี้

          อาเซียนจะรับมืออย่างไร และไทยในฐานะประธานจะมีข้อริเริ่มอย่างไร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของอาเซียนบวกสาม (จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้) ได้ร่วมประชุมสมัยพิเศษที่จังหวัดภูเก็ตเพื่อหารือถึงมาตรการในการรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจ โดยข้อริเริ่มเชียงใหม่ (Chiang Mai Initiatives-CMI) ที่ไทยได้เคยริเริ่มไว้ตอนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ที่เรียกกันว่า “วิกฤติการณ์ต้มยำกุ้ง” เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว จะได้รับการขยายผลและต่อยอดอีกครั้งหนึ่งในที่ประชุมครั้งนี้

          9. เพราะว่าการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 14 ยังเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศของไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นที่นานาประเทศมีต่อไทย จึงเป็นโอกาสดีที่เพื่อนสมาชิกอาเซียนและสื่อมวลชนจากทั่วโลกจะได้มาเห็นด้วยตัวเองว่าสถานการณ์ต่าง ๆ ภายในประเทศได้กลับเข้าสู่สภาวะปกติและมีเสถียรภาพแล้ว หากจะมีการแสดงออกของกลุ่มต่าง ๆ ก็จะอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย และการใช้สิทธิเสรีภาพภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ

          10. เพราะการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 14 ที่ประเทศไทยในครั้งนี้ คือการกลับคืนสู่เหย้า ณ จุดกำเนิดของอาเซียน ซึ่งเป็นสิ่งที่เพื่อนสมาชิกรอคอย ดังนั้นอย่าให้แขกบ้านแขกเมืองของเราผิดหวัง ช่วยกันเป็นเจ้าภาพที่ดี ด้วยการให้ความร่วมมือในการเสริมสร้างบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยไมตรีจิต ที่สำคัญคือ ความประทับใจในความเป็นไทยของเรา เพราะท่านเหล่านี้จะกลับมาประเทศไทยอีกหลายครั้งในช่วงที่เราเป็นประธานอาเซียน จนถึงปลายเดือนธันวาคมปีนี้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต

ราชปะแตน


โชว์ชุดผู้นำอาเซียน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงดีไซน์ (เดลินิวส์)

         อาเซียนซัมมิท ใกล้เปิดฉาก “มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง” ได้รับเกียรติโชว์ฝีมือตัดเย็บเสื้อผู้นำอาเซียน ใช้ใส่ประชุม เน้นเอกลักษณ์ความเป็นไทย ลดภาวะโลกร้อน โดยคัดสรรผ้าฝ้ายผสมลินิน ตัดเย็บเป็นเสื้อเชิ้ตสีฟ้าเข้ม รวมถึงตัดสูทผ้าไหม ออกแบบเสื้อ “ราชปะแตน” เป็นต้นแบบนำมาประยุกต์ให้มีความเป็นสากล

         เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ คุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา รองเลขาธิการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง เปิดเผยว่า ในการประชุมอาเซียนซัมมิท ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในระหว่างวันที่ 28 ก.พ.-1 มี.ค.นี้ ทางรัฐบาลได้ประสานงานมายังทางมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงเพื่อขอให้จัดทำเสื้อและของที่ระลึกเพื่อมอบให้กับบรรดาผู้นำประเทศและคู่สมรสที่เดินทางมาเข้าร่วมประชุมอาเซียนซัมมิท โดยรัฐบาลให้โจทย์กับทางมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงว่า จะต้องเลือกของที่ระลึกที่บ่งบอกและแสดงถึงความเป็นไทย ช่วยลดภาวะโลกร้อน

         ซึ่งทางมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงได้เลือกผ้าฝ้ายผสมลินินตัดเย็บเป็นเสื้อเชิ้ตสีฟ้าเข้ม และเล่นลายตารางสี่เหลี่ยมสีม่วงมะปรางบริเวณด้านหน้า เพื่อให้ผู้นำประเทศสวมใส่ในงานเลี้ยงอาหารค่ำที่พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ในวันที่ 28 ก.พ.นี้ รองเลขาฯมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง กล่าวต่อว่า สำหรับของที่ระลึกสำหรับคู่สมรสของผู้นำนั้นทางมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงได้จัดเตรียมไว้ 2 แบบ คือสำหรับคู่สมรสที่เป็นผู้หญิงทางมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงได้จัดเตรียมผ้าคลุมไหล่ที่เป็นผ้าฝ้าย ชุดผ้าปูโต๊ะอาหาร และกระเป๋าสะพายผ้าฝ้าย (ชอปปิง แบ๊ก)

         สำหรับคู่สมรสที่เป็นผู้ชายทางมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงได้จัดเตรียมกระเป๋าเดินทางขนาดเล็กซึ่งผลิตจากผ้าฝ้ายและเนกไท ผ้าไหม นอกจากนั้นยังได้จัดเตรียมของที่ระลึก ประกอบด้วย กล่องของขวัญที่บรรจุชุดกาแฟเซรามิกและผลิตภัณฑ์จากโครงการดอยตุง อาทิ น้ำผึ้ง ถั่วแมคคาดีเมีย กาแฟ เพื่อมอบให้กับผู้นำและคู่สมรสทุกคนด้วย
 
         คุณหญิงพวงร้อย กล่าวว่า นอกจากนี้ทางมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงยังได้เตรียมเสื้อสูทผ้าไหม ผ้าไหมซึ่งเป็นเส้นใยธรรมชาติ ทอด้วยลายดอกพิกุลดอกเล็กๆ และใช้สีเอิร์ธโทนที่เป็นสีธรรมชาติในการตัดเย็บ โดยในการออกแบบเสื้อนั้นได้ใช้เสื้อ “ราชปะแตน” เป็นต้นแบบและนำมาประยุกต์ให้มีความเป็นสากลมากขึ้น ด้วยการทำคอปกตั้ง ติดกระดุมลายสัญลักษณ์การประชุมอาเซียนที่กลางลำตัวเพียงหนึ่งเม็ด และได้ตัดเย็บเสื้อเชิ้ตผ้าไหมสีครีม แขนสั้น ซึ่งจะใช้เป็นเสื้อตัวใน มอบให้กับผู้นำประเทศที่เข้าร่วมประชุมอาเซียนซัมมิทและการประชุมที่เกี่ยวข้องในเดือน เม.ย.นี้

         อาเซียนซัมมิท ใกล้เปิดฉาก “มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง” ได้รับเกียรติโชว์ฝีมือตัดเย็บเสื้อผู้นำอาเซียน ใช้ใส่ประชุม เน้นเอกลักษณ์ความเป็นไทย ลดภาวะโลกร้อน โดยคัดสรรผ้าฝ้ายผสมลินิน ตัดเย็บเป็นเสื้อเชิ้ตสีฟ้าเข้ม รวมถึงตัดสูทผ้าไหม ออกแบบเสื้อ “ราชปะแตน” เป็นต้นแบบนำมาประยุกต์ให้มีความเป็นสากล

         เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ คุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา รองเลขาธิการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง เปิดเผยว่า ในการประชุมอาเซียนซัมมิท ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในระหว่างวันที่ 28 ก.พ.-1 มี.ค.นี้ ทางรัฐบาลได้ประสานงานมายังทางมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงเพื่อขอให้จัดทำเสื้อและของที่ระลึกเพื่อมอบให้กับบรรดาผู้นำประเทศและคู่สมรสที่เดินทางมาเข้าร่วมประชุมอาเซียนซัมมิท โดยรัฐบาลให้โจทย์กับทางมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงว่า จะต้องเลือกของที่ระลึกที่บ่งบอกและแสดงถึงความเป็นไทย ช่วยลดภาวะโลกร้อน

         ซึ่งทางมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงได้เลือกผ้าฝ้ายผสมลินินตัดเย็บเป็นเสื้อเชิ้ตสีฟ้าเข้ม และเล่นลายตารางสี่เหลี่ยมสีม่วงมะปรางบริเวณด้านหน้า เพื่อให้ผู้นำประเทศสวมใส่ในงานเลี้ยงอาหารค่ำที่พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ในวันที่ 28 ก.พ.นี้ รองเลขาฯมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง กล่าวต่อว่า สำหรับของที่ระลึกสำหรับคู่สมรสของผู้นำนั้นทางมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงได้จัดเตรียมไว้ 2 แบบ คือสำหรับคู่สมรสที่เป็นผู้หญิงทางมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงได้จัดเตรียมผ้าคลุมไหล่ที่เป็นผ้าฝ้าย ชุดผ้าปูโต๊ะอาหาร และกระเป๋าสะพายผ้าฝ้าย (ชอปปิง แบ๊ก)

         สำหรับคู่สมรสที่เป็นผู้ชายทางมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงได้จัดเตรียมกระเป๋าเดินทางขนาดเล็กซึ่งผลิตจากผ้าฝ้ายและเนกไท ผ้าไหม นอกจากนั้นยังได้จัดเตรียมของที่ระลึก ประกอบด้วย กล่องของขวัญที่บรรจุชุดกาแฟเซรามิกและผลิตภัณฑ์จากโครงการดอยตุง อาทิ น้ำผึ้ง ถั่วแมคคาดีเมีย กาแฟ เพื่อมอบให้กับผู้นำและคู่สมรสทุกคนด้วย
 
         คุณหญิงพวงร้อย กล่าวว่า นอกจากนี้ทางมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงยังได้เตรียมเสื้อสูทผ้าไหม ผ้าไหมซึ่งเป็นเส้นใยธรรมชาติ ทอด้วยลายดอกพิกุลดอกเล็กๆ และใช้สีเอิร์ธโทนที่เป็นสีธรรมชาติในการตัดเย็บ โดยในการออกแบบเสื้อนั้นได้ใช้เสื้อ “ราชปะแตน” เป็นต้นแบบและนำมาประยุกต์ให้มีความเป็นสากลมากขึ้น ด้วยการทำคอปกตั้ง ติดกระดุมลายสัญลักษณ์การประชุมอาเซียนที่กลางลำตัวเพียงหนึ่งเม็ด และได้ตัดเย็บเสื้อเชิ้ตผ้าไหมสีครีม แขนสั้น ซึ่งจะใช้เป็นเสื้อตัวใน มอบให้กับผู้นำประเทศที่เข้าร่วมประชุมอาเซียนซัมมิทและการประชุมที่เกี่ยวข้องในเดือน เม.ย.นี้

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

ทำแท้ง

อันตรายจากการทำแท้งไม่ปลอดภัย

โครงการ FACT SHEET แพทยสภา
เรื่อง อันตรายจากการทำแท้งไม่ปลอดภัย
เผยแพร่โดย : สำนักงานเลขาธิการแพทยสภา

          การทำแท้งไม่ปลอดภัย เป็นการทำแท้งเนื่องจากเกิดการตั้งครรภ์ไม่ปรารถนา หรือไม่พึงประสงค์ หรือตั้งครรภ์ไม่พร้อม ทำแท้งโดยผู้ที่ไม่มีความรู้ความสามารถ ทำในสถานที่และเครื่องมือที่ไม่สะอาด ทำให้เกิดความไม่ปลอดภัย เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ถูกกระทำอย่างมาก

  สาเหตุของการตั้งครรภ์ไม่พร้อม

          1. ร่วมเพศโดยไม่ได้คุมกำเนิด ทั้งๆ ที่ทราบว่าการคุมกำเนิดสามารถป้องกันการตั้งท้องได้ แต่ไม่ได้ใช้ หรือบางครั้งได้ข่าวลือที่ผิดๆ เกี่ยวกับการคุมกำเนิด จึงไม่ได้คุมกำเนิด

          2. ความล้มเหลวจากการคุมกำเนิด เช่น ลืมทานยา เลยกำหนดไปฉีดยา ฉีดยาแล้วเลือดออกกะปริดกะปรอย จึงไม่ได้ไปฉีดต่อ ถุงยางอนามัยรั่ว เป็นต้น รวมทั้งรายที่คุมกำเนิดอย่างถูกต้อง แต่ก็ยังไม่สามารถป้องกันได้ 100% เช่น ใส่ห่วงอนามัยแล้วก็ยังมีโอกาสล้มเหลวได้บ้าง แม้แต่รายที่แพทย์ ทำหมันให้แล้ว ก็ยังมีโอกาสเกิดความล้มเหลวได้ถึงร้อยละ 0.2 หรือ 1 รายในการทำหมัน 500 ราย

          3. ร่วมเพศโดยไม่สมัครใจ เช่น ถูกข่มขืนกระทำชำเรา ถูกล่อลวงไปขายบริการทางเพศ เป็นต้น

          เมื่อตั้งท้องโดยไม่ได้วางแผนไว้ ก็จะเกิดการไม่อยากได้ หรือไม่พร้อม ซึ่งเนื่องมาจากปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือยังเป็นวัยรุ่นยังอยู่ในวัยเรียน ยังไม่ได้แต่งงาน พบว่าวัยรุ่นมีการตั้งท้องไม่พร้อมจำนวนมาก ซึ่งมักจะหาทางออกโดยการไปทำแท้ง และมักจะไปทำแท้งโดยผู้ที่ไม่ใช่แพทย์ ไม่มีความรู้ ทำโดยไม่สะอาด ซึ่งเรียกรวมกันว่า “ทำแท้งไม่ปลอดภัย” ซึ่งผิดกฎหมาย การลักลอบทำแท้งทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก บางรายก็ไปซื้อยามากินเอง ซื้อยามาเหน็บช่องคลอด ยาเหล่านี้จะลักลอบซื้อขายกันในตลาดมืด หรือซื้อขายผ่านอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีราคาสูงมาก เม็ดละหลายร้อยบาท หรือบางทีหลายพันบาท ทั้งๆ ที่ราคาจริงๆ ยาเม็ดละไม่ถึง 20 บาท

  อันตรายจากการทำแท้งไม่ปลอดภัย

          รายที่ไปลักลอบทำแท้งส่วนหนึ่งจะไม่เกิดผลแทรกซ้อน ก็นับว่าโชคดีไป แต่ส่วนใหญ่ผู้ที่ไปลักลอบทำแท้ง มักจะเกิดผลแทรกซ้อนตามมาหลายอย่าง ได้แก่การตกเลือด เสียเลือดมาก อักเสบติดเชื้อ มดลูกเน่า บางรายใช้เครื่องมือทำให้มดลูกทะลุ หลายรายต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล มีการติดเชื้อรุนแรงจนแพทย์ไม่สามารถช่วยได้ ต้องลงท้ายด้วยการถูกตัดมดลูกเพื่อช่วยชีวิต แต่บางรายแพทย์ช่วยไม่ทันก็เสียชีวิต ในแต่ละปีจะมีผู้เสียชีวิตจากการทำแท้งไม่ปลอดภัยหลายสิบราย และยังมีที่ไม่เปิดเผยอีกเป็นจำนวนมาก (อัตราตาย 300-500 รายต่อการทำแท้ง 100,000 ครั้ง) 

          บางรายแม้จะผ่านเหตุการณ์ตอนต้นไปได้ แต่ก็จะมีการอักเสบเรื้อรังตามมา เช่น ปวดท้องน้อยเรื้อรัง ตกขาวบ่อยๆ เมื่อพร้อมที่จะมีลูกก็มีไม่ได้ เพราะเป็นหมัน จากท่อนำไข่อักเสบติดเชื้อและอุดตัน บางรายตั้งท้องได้ ก็ยังไม่วายจะเกิดปัญหาที่รกฝังตัวลึกในเนื้อมดลูก ทำให้มดลูกแตก ขณะที่ยังตั้งท้องไม่ครบกำหนด หรือเพิ่งจะเริ่มเจ็บครรภ์ มดลูกก็แตกเสียก่อน เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต โดยที่แพทย์ไม่สามารถช่วยได้ทัน เพราะเหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก

ทำแท้ง

  การป้องกันการทำแท้งไม่ปลอดภัย

          ทางที่ดีที่สุดก็คือ การป้องกันการตั้งท้อง เมื่อตนเองยังไม่พร้อมที่จะมีลูก การหลีกเลี่ยงการร่วมเพศในวัยรุ่นที่ยังไม่แต่งงาน เป็นสิ่งที่ควรกระทำ ในกรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องคุมกำเนิด เช่น การใช้ถุงยางอนามัย ซึ่งนอกจากจะช่วยป้องกันการตั้งครรภ์แล้ว ยังช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อาจจะติดโรคร้าย เช่น โรคเอดส์ เป็นต้น หรือผู้หญิงอาจจะใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด กรณีนี้ไม่ได้ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่ก็ช่วยป้องกันการตั้งท้องได้ดี

          ถ้าร่วมเพศโดยไม่ได้ป้องกัน ก็ยังมีเวลาในช่วง 3 วันหลังร่วมเพศ ถ้าใช้ยาคุมฉุกเฉินอย่างถูกต้อง ก็จะป้องกันการตั้งท้องได้มาก

          เมื่อตั้งท้องไปแล้ว ก็ต้องหาทางออกที่ดีที่สุด ต้องรีบไปปรึกษาแพทย์ โดยทั่วๆ ไปการทำแท้งนั้นผิดกฎหมาย แต่บางกรณีแพทย์ก็สามารถทำแท้งหรือที่เรียกว่ายุติการตั้งครรภ์ให้ได้ โดยถูกต้องตามข้อบังคับของแพทยสภา เช่น แม่มีโรคทางร่างกาย มีความผิดปกติทางด้านจิตใจ หรือทารกมีความพิการซึ่งแพทย์ตรวจได้ หรือในกรณีที่ถูกข่มขืนกระทำชำเรา ถูกล่อลวงทางเพศไปขายบริการทางเพศ หรือตั้งครรภ์เมื่ออายุยังไม่ถึง 15 ปี ซึ่งผิดกฎหมายอาญา 

          ในกรณีนี้แพทย์ก็สามารถช่วยเหลือได้ โดยการทำแท้งอย่างปลอดภัย หรือส่งต่อไปรับบริการในสถานที่ๆ ปลอดภัย ซึ่งแทบจะไม่มีอันตราย ถ้าทำในอายุครรภ์ที่เหมาะสม ใช้เทคนิคที่ถูกต้อง (อัตราตายต่ำมาก) แม้รายที่ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากผิดกฎหมาย ก็อาจจะให้คำปรึกษาหรือให้การช่วยเหลือโดยรับฝากครรภ์ต่อ ติดต่อบ้านพักฉุกเฉินให้อยู่จนคลอดแล้วค่อยกลับไปเรียนหรือประกอบอาชีพใหม่ได้

          สรุป : จะเห็นได้ว่าการทำแท้งไม่ปลอดภัย เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก ควรหาทางป้องกันการตั้งท้องไม่พร้อม โดยการไม่ร่วมเพศถ้ายังไม่ได้แต่งงาน หรือต้องใช้การคุมกำเนิดอย่างจริงจังถูกต้อง ก็จะปลอดภัยจากปัญหาที่กล่าวมาได้

          กรณีพบสถานพยาบาล หรือ คลินิกที่มีทำแท้ง ถือเป็นการผิดกฎหมาย กรุณาแจ้งได้ที่

          1. ผู้อำนวยการ กองการประกอบโรคศิลปะ(นพ.ธารา ชินะกาญจน์) โทรศัพท์ 02 5918844

          2. รับเรื่องร้องเรียนโดย ฝ่ายจริยธรรม แพทยสภา โทรศัพท์ 02-590-1881,02-590-1888 กด 2  แฟกซ์ 02 591 8614-5  Email : tmc@tmc.or.th  

          3. เลขาธิการแพทยสภา (นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์) Email : Skomrit@gmail.com   

          4. รองเลขาธิการแพทยสภา (นอ.(พ.)นพ.อิทธพร คณะเจริญ ) Email : ittaporn@gmail.com  

          ทั้งนี้เพื่อดำเนินการต่อไป

ขอขอบคุณข้อมูลโดย 
 - ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ นายแพทย์สุวชัย อินทรประเสริฐ 
 - ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย
 
เผยแพร่โดยข้อมูลโดย
 - นอ.(พิเศษ)นพ.อิทธพร คณะเจริญ 
 - รองเลขาธิการแพทยสภา
 - สำนักงานเลขาธิการแพทยสภา
 - thaiclinic.com
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต ไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

หญิงมีครรภ์ 

มดลูกแตก

          ภาวะมดลูกแตกนั้นเป็นกรณีฉุกเฉินอันนำมาซึ่งอันตรายต่อชีวิตของแม่และทารกในครรภ์ เป็นสภาวะที่พบน้อยแต่รุนแรงมาก และเป็นฝันร้ายของคุณแม่และหมอสูตินรีแพทย์ทุกคนในประเทศไทย ที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตของแม่และลูกในครรภ์ได้ ขอแนะนำเบื้องต้นดังนี้…

 1. มดลูกแตก 

          เป็นภาวะที่ผนังมดลูกแตกหรือปริออก ทำให้ทารกในครรภ์รวมน้ำคร่ำแตกออกเข้าไปในช่องท้อง ทารกจะขาดเลือดและเสียชีวิต ในบางรายแม่ก็เสียชีวิตด้วย

 2. สาเหตุ อาจจะเกิดได้หลายอย่าง 

           ตั้งแต่ยังไม่เจ็บครรภ์ มดลูกก็แตกได้โดยมีจุดอ่อนบริเวณผนังมดลูก ซึ่งอาจจะเกิดจากเคยได้รับการผ่าตัดผนังมดลูกมาก่อน เคยขูดมดลูกหรือไปทำแท้งมา หรือผนังมดลูกบางผิดปกติ หรือบางรายรกฝังตัวลึกไปในผนังมดลูก แล้วทะลุออกมาด้านนอกมดลูก ที่พบบ่อยอีกอย่างคือการที่เคยได้รับอุบัติเหตุทางรถยนต์ กระทบกระเทือนมดลูก บาดเจ็บจากการกระแทกมาก่อน

           ในขณะเจ็บครรภ์ มดลูกก็อาจจะแตกได้โดยเกิดจากการเจ็บครรภ์นานเกินไป มดลูกหดรัดตัวแรง แต่ปากมดลูกไม่ขยายเท่าที่ควร หรือตัวเด็กใหญ่เกินไป หรือมีจุดอ่อนที่ ผนังมดลูก ดังกล่าวข้างต้น

 3. อาการ 

         

สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือไม่มีอาการแสดงใดๆ ที่จำเพาะก่อนที่มดลูกใกล้จะแตก อาจมีอาการปวดมดลูกหรือ มีไม่มาก หลังจากนั้นจะตามมาด้วยอาการแสดงของภาวะช็อค ได้แก่ชีพจรเต้นเร็ว ความดันต่ำ เนื่องจากมีการเสียเลือดมีเลือดออกในช่องท้อง           การแตกของมดลูกสามารถเกิดได้ในทุกระยะของการตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตามส่วนมากมักเกิดขึ้นในระยะเจ็บครรภ์
 

 

 

 4. การป้องกัน ต้องป้องกันที่สาเหตุเป็นหลัก  

           ถ้าต้องรับการผ่าตัดมดลูก โดยการผ่าตัดเนื้องอกออก (เหลือมดลูกไว้) หรือผ่าตัดคลอดก็ต้องทำโดยแพทย์ที่มีความรู้ ความชำนาญ และต้องถามว่าต่อไปถ้าตั้งครรภ์ จะเกิดอันตรายหรือไม่ หรือต้องผ่าตัดคลอดอย่างเดียว 

           หลีกเลี่ยงการทำแท้งโดยเฉพาะการทำแท้งเถื่อน 

           กรณีที่เจ็บครรภ์ ก็ต้องรีบไปโรงพยาบาล หมอหรือพยาบาล จะได้มีโอกาสตรวจติดตามอาการ อย่างไรก็ตามบางกรณีที่มดลูกแตกก็วินิจฉัยได้ยาก บางครั้งเกิดเหตุฉุกเฉิน ในเวลาเพียงไม่กี่นาที ผู้ป่วยก็ช็อคหมดสติ เสียชีวิตได้เฉียบพลัน แม้อยู่ในโรงพยาบาล

 5. อัตราตายสูง

         

ผู้ป่วยมักเสียชีวิตเพราะช๊อกจากการขาดเลือดในช่วงเวลาสั้นๆ จะมีโอกาสรอดได้ ในกรณีความรุนแรงไม่มาก และในช่วงนาทีวิกฤตินั้นให้เลือดและผ่าตัดได้ทัน แต่มักต้องตัดมดลูกออก เพื่อช่วยชีวิตแม่  ส่วนน้อยที่เย็บซ่อมได้ ทารกส่วนใหญ่จะเสียชีวิต            ในรายที่เกิดอาการเฉียบพลันรุนแรงมากตายในช่วงนาที ถึงจะอยู่ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ หรือโรงเรียนแพทย์ ที่ห้อมล้อมด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีเครื่องมือทันสมัยพร้อมมูล ก็อาจไม่สามารถช่วยชีวิตได้ทัน เพราะอาการช็อคจะเกิดจากการเสียเลือดอย่างรวดเร็วนั้น จำต้องได้รับเลือดกลุ่มที่เข้ากันได้ทดแทนจำนวนมาก ให้เร็วเพียงพอและทันท่วงที ซึ่งมีโอกาสทำได้จริงไม่มาก
 

 

 

 ข้อแนะนำสำหรับผู้ตั้งครรภ์

           ควรเตรียมตัวให้พร้อมที่จะตั้งครรภ์ ถ้าไม่พร้อม ควรคุมกำเนิดไว้ก่อน การปล่อยให้ท้องแล้วไปทำแท้ง จะมีอันตรายมากกว่า

           เมื่อตั้งครรภ์ควรจำประจำเดือนที่มาครั้งสุดท้ายให้ได้ เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อการคำนวณอายุครรภ์ ว่าตั้งครรภ์กี่เดือนหรือกี่สัปดาห์แล้ว ถ้าเกิดเหตุจำเป็นจะให้คลอดได้หรือยัง ถ้าจำประจำเดือนไม่ได้แน่นอน ทำให้แพทย์วินิจฉัยยาก

           ควรไปฝากครรภ์ตั้งแต่เนิ่นๆ หรือทันทีที่รู้ว่าตั้งครรภ์ และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และพยาบาล รวมทั้งไปตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอ

           เมื่อมีความผิดปกติให้ไปโรงพยาบาลหรือปรึกษาแพทย์

          โรคนี้จึงเป็นปัญหาที่สำคัญอันหนึ่งของวงการแพทย์ที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตในมารดาก่อนคลอด ซึ่งไม่เพียงแต่ครอบครัวของแม่เท่านั้นที่เสียใจ แพทย์ พยาบาลและบุคคลากรทางการแพทย์ทุกคนต่างไม่ปรารถนาให้เกิดขึ้น  นอกจากเป็นโรคที่แพทย์ไม่มีโอกาสตั้งตัวและรู้ล่วงหน้าแล้ว  

          หากเกิดยังหลีกเลี่ยงผลเสียหายได้ยาก ผลที่ได้นำไปสู่ความสูญเสีย ผิดหวัง ของคู่สมรสที่เฝ้ารอคอยทารกน้อยนานนับเดือน การฝากท้องที่ดี การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ และการลดความเสี่ยงระหว่างตั้งครรภ์จึงเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด…

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ นายแพทย์สุวชัย อินทรประเสริฐ
ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย

ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต

มารู้จักโบท็อกซ์ (BOTOX) กับแพทยสภา (รศ.นพ.ประวิตร อัศวานนท์)

 โบท็อกซ์ คืออะไร?

         “โบท็อกซ์” (Botox) เป็นชื่อทางการค้า (trade name) ของสาร โบทูลินั่ม ท็อกซิน เอ (Botulinum toxin A) ซึ่งเป็นโปรตีน ชนิดหนึ่ง ที่สร้างจาก แบคทีเรีย ชื่อ คลอสตริเดียม โบทูลินั่ม (Clostridium botulinum) ที่ก่อให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษแก่มนุษย์ หากได้รับในปริมาณมากๆ เช่น จากอาหารกระป๋องที่ปนเปื้อนด้วยเชื้อตัวนี้ก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้  จากการที่กล้ามเนื้อกระบังลมไม่ทำงาน  ผู้ป่วยจึงหยุดหายใจ 

 โบทูลินั่ม ท็อกซิน ออกฤทธิ์ อย่างไร?

         โบทูลินั่ม ท็อกซิน ออกฤทธิ์โดยการไปจับกับส่วนปลายของเซลล์ประสาท ทำให้เซลล์ประสาท ไม่สามารถหลั่งสารสื่อประสาทได้ กล้ามเนื้อจึงคลายตัว หรือ อีกนัยหนึ่งก็คือ เกิด อัมพาตของกล้ามเนื้อเล็กๆนั้น  โดยจะเริ่มออกฤทธิ์ภายใน 2-3 วัน และเห็นผลสูงสุดในเวลาประมาณ 7– 14 วัน 

 แล้วแพทย์เอา “สารพิษ” นี้มาใช้ทำไม?

         แพทย์ทราบมานานหลายสิบปีแล้วว่าหากฉีดเข้าไปในกล้ามเนื้อในปริมาณน้อยๆ โบทูลินั่ม ท็อกซินจะทำให้กล้ามเนื้อ “คลายตัว” ดังนั้นในยุคแรกๆ จักษุแพทย์จึงนำโบทูลินั่ม ท็อกซิน มาฉีดรักษาโรคตาเหล่  ตาเข และโดยบังเอิญจากการฉีดรักษาในบริเวณรอบดวงตานี้เอง ก็ทำให้แพทย์พบว่าริ้วรอยบริเวณใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณหน้าผากหว่างคิ้วและรอบดวงตาดีขึ้นด้วย 

         ในยุคต่อมาจึงมีการฉีด โบทูลินั่ม ท็อกซิน เพื่อประโยชน์ในด้านความสวยงามตามมาอย่างแพร่หลาย และมีเทคนิควิธีการที่ต่างๆ กันออกไป มีการนำมาฉีดเพื่อทำให้หน้าเรียวลง  ยกกระชับผิวหนัง ลดเหงื่อบริเวณรักแร้ ฝ่ามือ ตลอดจนรักษาอาการปวดศีรษะ ปวดเกร็งต้นคอ และอีกหลายกรณี ในประเทศสหรัฐอเมริกาประเทศเดียวมีการฉีดกันเป็น ล้านๆครั้ง ต่อปี

 ผลของการฉีด โบทูลินั่ม ท็อกซิน อยู่นานเท่าใด?

         โดยทั่วไปผลของการฉีดจะอยู่ได้นานประมาณ 3-8 เดือน ทั้งนี้ขึ้นกับว่าฉีดรักษาอาการอะไร ฉีดบริเวณใด  ฉีดเป็นครั้งแรกหรือเป็นการฉีดซ้ำ  ผู้รับการรักษาอายุเท่าใด ซึ่งการที่ผลการรักษาอยู่ไม่ถาวรนั้น ที่จริงอาจนับได้ว่าเป็นข้อดี เพราะหากผลที่ได้รับไม่เป็นที่น่าพอใจ ในที่สุดก็จะค่อยๆ หายไปเองได้ ข้อเสียก็คือสิ้นเปลือง เพราะหากได้ผลดี  ถูกใจก็ต้องฉีดซ้ำเรื่อยๆ

 โบท็อกซ์ อันตรายหรือไม่

         จากการรวบรวมผู้ป่วยที่ได้รับการฉีด โบทูลินั่ม ท็อกซิน จำนวนมาก ในต่างประเทศ พบว่าไม่มีอันตรายถึงชีวิต  เมื่อใช้โดยผู้เชี่ยวชาญและใช้ฉีดเพื่อความสวยงาม

         ผลข้างเคียงส่วนมากที่เกิดขึ้นมักเป็นแบบเฉพาะที่ เช่น หนังตาตก  กลืนอาหารลำบาก  หน้าไม่สมมาตร  หรือจุดเลือดออกในบริเวณที่ฉีด  ซึ่งเกิดได้แม้ในมือผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นแพทย์ และผู้ทำการรักษาจึงควรคุยกันโดยละเอียดก่อนการฉีดทุกครั้ง

 เมื่อเกิดผลข้างเคียงแล้วจะทำอย่างไร?

         ดังที่ได้กล่าวแล้วตอนต้นว่าผลจากการฉีด โบทูลินั่มท็อกซิน นั้นจะค่อยๆ หมดไปเองภายในเวลาเป็นเดือน ดังนั้นผู้รับการรักษาจึงใจเย็นๆ และค่อยๆ รอให้ผลของ โบทูลินั่ม ท็อกซิน หมดไปเองก็ได้  ส่วนในกรณีที่เกิดหนังตาตกนั้น ผู้รับการรักษาควรปรึกษาแพทย์ผู้ทำการรักษาเป็นกรณีไป

  คลิกอ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ได้ที่นี่ค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
รองศาสตราจารย์นายแพทย์ประวิตร อัศวานนท์
ประธานวิชาการ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย

เอกสารเผยแพร่ของแพทยสภา โดย
นอ.(พิเศษ)นพ.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต

หนีไฟ
          ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเหตุเพลิงไหม้ซานติก้า ผับ ย่านเอกมัย เขตวัฒนาในคืนส่งท้ายปีเก่าเป็นโศกนาฏกรรมที่นำมาซึ่งความเศร้าสลดใจไปทั่วโลก และเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญให้กับหน่วยงานเกี่ยวข้อง ประชาชนทุกคน รวมถึงผู้ประกอบการทุกราย เกี่ยวกับการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ไฟไหม้ที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา  

         
รู้หรือไม่ว่า ควันไฟจากเหตุการณ์เพลิงไหม้นั้น สามารถคร่าชิวิตคุณได้ เพราะภายในเวลา 1 วินาที ควันไฟสามารถลอยสูงขึ้นไปได้ถึง 3 เมตร และภายใน 1 นาที ควันไฟสามารถลอยขึ้นไปได้สูงเท่ากับตึก 60 ชั้น ดังนั้น ทันทีที่เกิดเพลิงไหม้ ควันไฟจะปกคลุมอยู่รอบๆ ตัวคุณอย่างรวดเร็ว ทำให้คุณสำลักควันไฟตายก่อนที่เปลวเพลิงจะคืบคลานมาถึงตัว  จะเห็นได้จากสาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่ของเหยื่อซานติก้ามาจากการสำลักควันไฟเนื่องจากหนีออกจากร้านไม่ทัน เบียดเสียดแย่งกันออกทางประตูจนถึงขั้นหกล้มและเหยียบกันตาย ดังนั้น เราจึงควรเรียนรู้วิธีการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดเพลิงไหม้ เพื่อความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของตัวคุณเอง

          เกี่ยวกับเรื่องนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัยได้ให้ข้อแนะนำว่า การออกไปอยู่ในอาคารปิดทึบ ไม่ว่าจะเป็นผับ บาร์ หรือห้างสรรพสินค้า สิ่งที่พึงกระทำเป็นอันดับต้นๆ คือการมองหาทางหนีไว้อย่างน้อย 2 ทาง เช่น สังเกตตำแหน่งบันไดหลักและบันไดหนีไฟ ประตู หน้าต่าง เส้นทางหนีไฟ และทางออกจากตัวอาคาร และจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า ทางออกนั้นไม่ได้ปิดล็อกหรือมีสิ่งกีดขวาง สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยจริง

         
นอกจากนี้ ต้องสังเกตอุปกรณ์ช่วยชีวิตและอุปกรณ์เตือนภัยว่ามีอยู่หรือไม่ เป็นแบบใด อยู่ที่ไหน จำนวนและใช้อย่างไร ได้แก่ เครื่องดักจับควัน (Smoke Detectors) เครื่องดักจับความร้อน (Heat Detectors) อุปกรณ์ดับเพลิงอัตโนมัติ (Sprinkler) อุปกรณ์แจ้งเหตุฉุกเฉิน (Fire/Emergency Alarm) และเครื่องดับเพลิง (Fire Extinguisher)

วิธีการช่วยเหลือตนเองเบื้องต้น เมื่อประสบเหตุเพลิงไหม้

         
1. ต้องควบคุมสติให้ได้ อย่าตื่นกลัวจนทำอะไรไม่ถูก แล้วเปิดสัญญาณเตือนเพลิงไหม้(ถ้ามี) และหากได้ยินสัญญาณเตือนไฟไหม้ ให้รีบออกจากตัวอาคารทันที อย่าเสียเวลาตรวจสอบว่าเพลิงไหม้ที่ใด 

          2. หากเพลิงมีขนาดเล็ก พอที่จะดับเองได้ ให้ใช้ถังดับเพลิง เพื่อดับไฟ หากไม่มีอุปกรณ์ หรือไม่สามารถดับเพลิงเองได้ ให้รีบแจ้งตำรวจดับเพลิง โทร. 199  จากนั้นรีบออกจากตัวอาคารทันที และปิดประตู-หน้าต่างห้องที่เกิดเพลิงไหม้ให้สนิทที่สุดทันที (ถ้าทำได้) เพื่อให้เกิดภาวะอับอากาศ วิธีนี้จะช่วยให้เพลิงไหม้ช้าลง ทำให้ง่ายต่อการดับเพลิง แต่ต้องแน่ใจว่าไม่มีใครติดอยู่ข้างใน แล้วรีบวิ่งหนีออกมา

          3. หากอยู่ในอาคารที่มีเพลิงไหม้ ก่อนจะเปิดประตูต้องแตะลูกบิดก่อน โดยนั่งชันเข่าให้มั่นคงหลังประตู แล้วใช้หลังมือแตะที่ลูกบิดประตู ถ้ามีความร้อนสูงแสดงว่ามีเพลิงไหม้อยู่ในห้อง หรือบริเวณใกล้ๆ ดังนั้น อย่าเปิดประตูโดยเด็ดขาด  แต่หากลูกบิดไม่ร้อน ให้ค่อยๆ บิดออกช้าๆ โดยใช้ไหล่คอยหนุนประตูไว้ หากทำได้ควรหาผ้าชุบน้ำปิดจมูก หรือผ้าห่มชุบน้ำชุ่มๆ ไว้ด้วย

          4. หากต้องเผชิญกับควันไฟที่ปกคลุม ให้ใช้วิธีคลานต่ำๆ และหนีไปยังทางออกฉุกเฉิน เพราะอากาศที่พอหายใจได้จะอยู่ด้านล่างเหนือพื้นห้องไม่เกิน 1 ฟุต เนื่องจากผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บในเหตุเพลิงไหม้ประมาณร้อยละ 90 เป็นผลมาจากสำลักควันไฟ เพราะมีทั้งก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์และไอร้อน ทำให้ขาดออกซิเจน ควรเตรียมหน้ากากหนีไฟฉุกเฉิน (Emergency smoke mask) ไว้จะปลอดภัยกว่า หรืออาจใช้ถุงพลาสติกใสขนาดใหญ่ตักอากาศ แล้วคลุมศีรษะหนีฝ่าควันออกมา เพราะการคลานต่ำจะไม่สามารถทำได้จากชั้นบนลงชั้นล่างที่มีควัน

          5. อย่าใช้ลิฟต์และบันไดเลื่อนขณะเกิดเพลิงไหม้ เพราะอุปกรณ์เหล่านี้จะหยุดการทำงานเนื่องจากไม่มีกระแสไฟฟ้า ให้ใช้บันไดหนีไฟเท่านั้น

          6. หากติดอยู่ในวงล้อมของไฟ ให้โทรศัพท์แจ้งหน่วยดับเพลิงว่าท่านอยู่ที่ตำแหน่งใดของเพลิงไหม้ แล้วหาทางช่วยเหลือตัวเองโดยปิดประตูให้สนิท หาผ้าหนาๆ ชุบน้ำอุดตามช่องที่ควันเข้าได้ เช่น ใต้ประตูหรือช่องลมต่างๆ ปิดพัดลมและเครื่องปรับอากาศ แล้วเปิดหน้าต่างส่งสัญญาณด้วยการใช้ไฟฉายหรือผ้าโบก และตะโกนขอความช่วยเหลือ ทั้งนี้ เพื่อให้คนนอกอาคารรู้ตำแหน่งที่แน่นอน

          7. หากมีไฟลามติดตัว อย่าเพิ่งวิ่ง เพราะยิ่งวิ่ง… ไฟจะยิ่งลุกลาม ให้หยุดนิ่ง และล้มตัวลงนอนกับพื้นทันที หลังจากนั้นให้ใช้มือปิดหน้า กลิ้งตัวทับเสื้อผ้าที่ติดไฟจนดับ

          8.อถ้าหนีออกมาได้แล้ว ไม่ควรกลับเข้าไปในอาคารอีก หากยังมีคนอื่นติดอยู่ภายในอาคาร ให้แจ้งเจ้าหน้าที่อับเพลิงทราบ เพื่อที่เจ้าหน้าที่จะได้เข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่

การปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บจากไฟไหม้เบื้องต้น

           
1. ใช้น้ำสะอาด ราด รด หรือแช่ผู้บาดเจ็บจากไฟลวก เพื่อลดความเจ็บปวดของบาดแผล หยุดการทำลายจากความร้อน

           2. หากผู้บาดเจ็บสวมแหวน นาฬิกา กำไล ให้รีบถอดออก เพราะไม่นานบริเวณที่ถูกความร้อนจะเกิดอาการบวม

          3. ปิดแผลด้วยผ้าปิดแผล ถ้าหาไม่ได้ให้ใช้ผ้าเช็ดหน้า ปลอกหมอนหรือผ้าปูที่นอนพันบาดแผลไว้ และรีบนำส่งโรงพยาบาล

สิ่งที่ต้องเตรียมไว้ล่วงหน้า

          1. บันไดหนีไฟ เป็นสิ่งจำเป็นที่สุด เมื่อเกิดเพลิงไหม้จะช่วยให้เราออกจากสถานที่เกิดเหตุได้ พวกอาคารสูงๆ นั้นก็ต้องมีบันไดหนีไฟไว้ด้วย แต่ถ้ามีบันไดแล้วใช้ไม่เป็นก็ไม่ดีแน่ค่ะ นี่คือข้อแนะนำในการใช้บันไดหนีไฟค่ะ
          - ควรมีการตรวจสอบสภาพของบันไดหนีไฟให้พร้อมใช้งานได้อยู่ตลอดเวลา
          - ควรซักซ้อมความเข้าใจในการใช้บันไดหนีไฟ
          - หากมีลูกกรงเหล็กดัด ต้องทำกลอนประตูที่เปิดออกได้ง่าย ไม่ควรคล้องกุญแจเด็ดขาด

          2. อุปกรณ์ดับเพลิง ควรมีไว้ประจำบ้าน ประจำชั้นต่างๆ ของตึก และต้องเรียนรู้การใช้เครื่องดับเพลิงด้วย

          3. วัตถุไวไฟ ควรเก็บให้มิดชิด หากไม่จำเป็นจริงๆ ควรเก็บไว้นอกที่พักจะดีกว่าค่ะ

          4. อุปกรณ์ไฟฟ้า ต้องรักษาให้อยู่ในสภาพดี ควรมีการตรวจสอบอยู่เสมอ หากพบว่าชำรุดต้องรีบแก้ไข ซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่ทันทีเพื่อป้องกันการเกิดไฟฟ้ารั่ว ซึ่งเป็นต้นเหตุของเพลิงไหม้

          5. อย่าใช้ลิฟท์ขณะเกิดเพลิงไหม้ เพราะลิฟท์จะเป็นช่องทางให้ควัน ความร้อนและเปลวไฟผ่าน และยิ่งถ้ากระแสไฟถูกตัดขาด รับรองว่าติดอยู่ในลิฟท์ตายแน่นอน

          6. อย่าหวงข้าวของต่างๆ อย่าคิดว่ามีเวลาเหลือพอที่จะกอบโกยข้าวของออกมา ควรรีบหนีไฟออกมาก่อนดีกว่า เงินทองของนอกกาย ไม่ตายก็หาเอาใหม่ได้ 

          โบราณว่า โจรปล้น 7 ครั้ง เสียหายน้อยกว่าไฟไหม้ครั้งเดียว…หวังว่าข้อแนะนำต่างๆ เหล่านี้ คงเป็นประโยชน์กับทุกคนนะคะ อย่างไรก็ตาม หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น อย่าลืมว่าสิ่งสำคัญคือการมีสติเท่านั้นที่จะช่วยให้เรารอดชีวิตได้

คลิกอ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ได้ที่นี่ค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก 
  , panyathai.or.th
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต

 

Rose

เรียบเรียงโดยกระปุกดอทคอม 

          เคยได้ยินคำเปรียบเปรยไหมที่ว่า ผู้หญิงสวยแต่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมก็เปรียบได้ดัง “ดอกกุหลาบ” เพราะดอกกุหลาบนั้นแม้จะมีรูปร่างภายนอกที่สวยงามรวมถึงกลิ่นที่หอมชวนดมแต่มันก็มีหนามแหลม หากไม่ระวังอาจโดนบาดได้ง่ายๆ

          กุหลาบนั้นมีชื่อสามัญว่า “Rose” ชื่อทางพฤกษาศาสตร์ว่า “Rosa hybrids” และมีชื่อวงศ์ว่า “Rosaceae” ขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่ง ลักษณะของกุหลาบนั้นมีทั้งไม้พุ่มและไม้เลื้อย ลำต้นและกิ่งจะมีหนาม ส่วนดอกของกุหลาบจะมีทั้งดอกเดี่ยวและเป็นช่อ กลีบดอกมีลักษณะใหญ่ มีไม่ต่ำกว่า 5 กลีบ กุหลาบนั้นจะมีกลิ่นหอมชวนดม โดยมันจะมีหลายสี เช่น แดง ขาว เหลือง ชมพู ฯลฯ และมีอยู่หลายชนิดด้วย

กุหลาบ

          ซึ่งคำว่ากุหลาบนั้นมาจากคำว่า “คุล” ที่ในภาษาเปอร์เซียแปลว่า “สีแดง ดอกไม้ หรือดอกกุหลาบ” โดยในภาษาฮินดีก็มีคำว่า “คุล” แปลว่า “ดอกไม้” และคำว่า “คุลาพ” ก็หมายถึงกุหลาบอย่างที่ไทยเราเรียกกัน แต่ออกเสียงเป็น “กุหลาบ” ส่วนคำว่า “Rose” ในภาษาอังกฤษนั้นมาจากคำว่า “Rhodon” ที่แปลว่ากุหลาบในภาษากรีก

          โดยกุหลาบเป็นดอกไม้ที่นิยมปลูกมาแต่โบราณ ว่ากันว่ากุหลาบเกิดขึ้นเมื่อ 70 ล้านปีมาแล้ว และเคยมีการค้นพบฟอสซิลของกุหลาบที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยแต่ก่อนกุหลาบนั้นเป็นกุหลาบป่าและมีรูปร่างไม่เหมือนในทุกวันนี้ แต่เนื่องจากมนุษย์ได้นำเอากุหลาบป่ามาปลูกและผสมพันธุ์จนขยายเป็นพันธุ์ต่างๆ มากมาย

กุหลาบ

          ตามประวัติศาสตร์เล่าว่ากุหลาบป่าถูกนำมาปลูกไว้ในพระราชวังของจักรพรรดิ์ ในสมัยราชวงศ์ฮั่นราว 5,000 ปีมาแล้ว ขณะที่อียิปต์เองก็ปลูกกุหลาบเป็นไม้ดอกส่งไปขายให้แก่ชาวโรมัน เพราะชาวโรมันเป็นชาติที่รักดอกกุหลาบมาก แม้ว่าจะสั่งซื้อจากประเทศอียิปต์แล้วก็ตามแต่ก็ยังลงทุนสร้างสถานที่ขนาดใหญ่สำหรับปลูกดอกกุหลาบอีกด้วย เพราะสำหรับชาวโรมันแล้วดอกกุหลาบนั้นมีความสำคัญต่อชีวิตประจำวัน อีกทั้งชาวโรมันถือว่าดอกกุหลาบเป็นสัญลักษณ์ของความรัก เป็นทั้งของขวัญ และเป็นดอกไม้สำหรับทำมาลัยต้อนรับแขก รวมถึงเป็นดอกไม้สำหรับงานฉลองต่างๆ แถมยังเป็นส่วนประกอบสำหรับทำขนม ทำไวน์ และยาได้อีกด้วย

          และเมื่อเอ่ยถึงดอกกุหลาบแล้ว หลายๆ คนก็คงจะนึกถึงเรื่องความรัก เพราะกุหลาบถือเป็นสัญลักษณ์ของความรักและความโรแมนติก โดยมีบางตำนานเล่าว่า ดอกกุหลาบเป็นเสมือนเครื่องหมายแทนการกำเนิดของ เทพธิดาวีนัส ซึ่งเป็นเทพแห่งความงามและความรัก วีนัสเป็นที่รู้จักกันในชื่อ อโฟรไดท์ ในตำนานเทพของกรีกได้กล่าวไว้ว่า น้ำตาของเธอหยดลงปะปนกับเลือดของ อคอนิส คนรักของเธอที่ถูกหมูป่าฆ่า เลือดและน้ำตาหยดลงสู่พื้นแล้วกลายเป็นดอกไม้สีแดงเข้มหรือดอกกุหลาบนั่นเอง แต่บางตำนานก็เล่าว่าดอกกุหลาบเกิดจากเลือดของ อโฟรไดท์ เองที่หยดลงสู่พื้น เมื่อเธอแทงตัวเองด้วยหนามแหลม

กุหลาบ

          แม้จะไม่มีการบันทึกอย่างชัดเจนว่าดอกกุหลาบนั้นเข้ามาเกี่ยวข้องกับบ้าเราตอนไหน แต่จากบันทึกของ ลา ลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้บันทึกไว้ว่าเห็นกุหลาบที่กรุงศรีอยุธยา และในกาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศกสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ ก็ได้มีการกล่าวถึงกุหลาบเอาไว้ และยังมีตำนานดอกกุหลาบของไทยที่เป็นบทละครพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 6 เรื่อง มัทนะพาธา ในเรื่องเล่าถึงเทพธิดาองค์หนึ่งชื่อ “มัทนา” ซึ่งได้มีเทพบุตรองค์หนึ่งชื่อ “สุเทษณะ” ซึ่งพระองค์ทรงหลงรักเทพธิดา “มัทนา” มาก แต่นางไม่มีใจรักตอบ จึงถูกสาบให้ไปเกิดเป็นดอกกุหลาบ จึงกลายเป็นตำนานดอกกุหลาบแต่นั้นมา

          โดยดอกกุหลาบนั้นสามารถสื่อความหมายได้หลายอย่างทีเดียว อาทิ

กุหลาบ

 สีกุหลาบสื่อความหมาย

          สีแดง สื่อความหมายถึง ความรักและความปราถนา เป็นดอกไม้ของกามเทพ คิวปิด และอีรอส เป็นสิ่งนำโชคนำความรักมาให้แก่หญิงหรือชายที่ได้รับ

          สีชมพู สื่อความหมายถึง ความรักที่มีความสุขอย่างสมบูรณ์

          สีขาว สื่อความหมายถึง ความมีเสน่ห์ ความบริสุทธิ์ มิตรภาพ และความสงบเงียบ และนำโชคมาให้แก่หญิงหรือชายเช่นเดียวกับกุหลาบแดง

          สีเหลือง สื่อความหมายถึง เราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเสมอนะ

          สีขาวและแดง สื่อความหมายถึง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

          สีส้มสื่อความหมายถึง ฉันรักเธอเหมือนเดิม

          กุหลาบตูม สื่อความหมายถึง ความงามและความเยาว์วัย

กุหลาบ

จำนวนกุหลาบสื่อความหมาย

          1 ดอก รักแรกพบ
          2 ดอก แสดงความรู้สึกที่ดีให้กัน
          3 ดอก ฉันรักเธอ
          7 ดอกคุณทำให้ฉันหลงเสน่ห์
          9 ดอก เราสองคนจะรักกันตลอดไป
          10 ดอก คุณเป็นคนที่ดีเลิศ
          11 ดอก คุณเป็นสมบัติชิ้นที่มีค่าชิ้นเดียวของฉัน
          12 ดอกขอให้เธอเป็นคู่ของฉันเพียงคนเดียว
          13 ดอก เพื่อนแท้เสมอ
          15 ดอก ฉันรู้สึกเสียใจจริงๆ
          20 ดอก ฉันมีความจริงใจต่อเธอ
          21 ดอก ชีวิตินี้ฉันมอบเพื่อเธอ
          36 ดอก ฉันยังจำความหลังอันแสนหวาน
          40 ดอกความรักของฉันเป็นรักแท้
          99 ดอก ฉันรักเธอจนวันตาย
          100 ดอก ฉันอุทิศชีวิตนี้เพื่อเธอ
          101 ดอก ฉันมีคุณเพียงคนเดียวเท่านั้น
          108 ดอกคุณจะแต่งงานกับฉันไหม
          999 ดอกฉันจะรักคุณจนวินาทีสุดท้าย

กุหลาบ


ความหมายอื่น

           กุหลาบแดงเข้ม (สีเหมือนไวน์แดง) “เธอช่างมีเสน่ห์งามเหลือเกิน”

           กุหลาบตูมสีแดง “ฉันเริ่มรักเธอแล้วจ้ะ”

           กุหลาบบานสีแดง “ฉันรักเธอเข้าแล้ว”

           กุหลาบสีแดงที่โรยแล้ว “ความรักของเรานั้นจบลงแล้ว”

           กุหลาบตูมสีขาว “เธอช่างไร้เดียงสาน่าทนุถนอมเหลือเกิน ฉันรักเธอ”

           กุหลาบสีขาวที่โรยแล้ว “เสน่ห์ของเธอมันเริ่มลดน้อยถอยลงแล้วนะจ๊ะ”

          และทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องราวที่น่าสนใจของของดอกกุหลาบ

ข้อมูลจาก

- Thaigoodview.com
- Doae.go.th
- Formumandme.com
- Panmai.com

วันวาเลนไทน์

         วันวาเลนไทน์ (Valentine’sDay) วันนักบุญวาเลนไทน์ (Saint Valentine’s Day) หรือที่รู้จักกันว่า วันแห่งความรัก ตรงกับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นวันประเพณีที่คู่รักบอกให้กันและกันทราบเกี่ยวกับความรักของพวกเขา โดยการส่งการ์ดวาเลนไทน์ มอบของขวัญวาเลนไทน์ หรือพาคนรักไปท่องเที่ยวในสถานที่โรแมนติก ซึ่งต่อมาวันวาเลนไทน์ ก็ได้นิยมแพร่หลายไปทั่วยุโรปและอเมริกา และเข้ามาในทวีปเอเชีย รวมถึงประเทศไทยด้วย 

          วันนี้เริ่มเกี่ยวข้องกับความรักแบบชู้สาวในช่วงยุค High Middle Ages เมื่อประเพณีความรักแบบช่างเอาใจ (courtly love) แผ่ขยายก่อนคริสตศักราช 269 ปี 

          ในสมัยนั้นเขาไม่นิยมให้แต่งงานกันในโบสถ์ แต่เซนต์วาเลนไทน์กลับให้คนภายนอกเข้ามาแต่งงานได้ซึ่งประเพณีรักแบบนี้มักจะถูกต่อต้าน แต่เซนต์วาเลนไทน์กลับให้คนรักกันแบบนี้ได้ จากนั้นเซนต์วาเลนไทน์ถูกพวกโรมันจับตัวส่งไปขังและเขาก็ได้พบรักกับสาวตาบอดในคุก เมื่อฝ่ายที่ว่ามานี้รู้ข่าวเข้าจึงนำเซนต์วาเลนไทน์ไปประหารวันที่ 14 กุมภาพันธ์ วันนี้จึงเป็นวันวาเลนไทน์นั่นเอง

ความเป็นมา

          วันวาเลนไทน์นั้นมีมาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมัน ในกรุงโรมสมัยก่อนนั้น วันที่ 14 กุมภาพันธ์ จะเป็นวันเฉลิมฉลองของจูโน่ซึ่งเป็นราชินีแห่งเหล่าเทพและเทพธิดาของโรมัน ชาวโรมันรู้จักเธอในนามของเทพธิดาแห่ง อิสตรีและการแต่งงาน และในวันถัดมาคือวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ก็จะเป็นวันเริ่มต้นงานเลี้ยงของ Lupercalia 

          การดำเนินชีวิตของเด็กหนุ่มและเด็กสาวในสมัยนั้นจะถูกแยกจากกันอย่างเด็ดขาด แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีประเพณีอย่างนึง ซึ่งเด็กหนุ่มสาวยังสืบทอดต่อกันมา คือ คืนก่อนวันเฉลิมฉลอง Lupercalia นั้นชื่อของเด็กสาวทุกคนจะถูกเขียนลงในเศษกระดาษเล็กๆ และจะใส่เอาไว้ในเหยือก เด็กหนุ่มแต่ละคนจะดึงชื่อของเด็กสาวออกจากเหยือก แล้วหลังจากนั้นก็จะจับคู่กันในงานเฉลิมฉลอง บางครั้งการจับคู่นี้ ท้ายที่สุดก็จะจบลงด้วยการที่เด็กหนุ่มและเด็กสาวทั้งสองนั้นได้ตกหลุมรักกันและแต่งงานกันในที่สุด 

          ภายใต้การปกครองของจักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง (Claudius II) นั้น กรุงโรมได้เกิดสงครามหลายครั้ง และคลอดิอุสเองก็ประสบกับปัญหาในการที่จะหาทหารจำนวนมากมายมหาศาลมาเข้าร่วมในศึกสงคราม และเขาเชื่อว่าเหตุผลสำคัญก็คือ ผู้ชายโรมันหลายคนไม่ต้องการจากครอบครัว และคนอันเป็นที่รักไป และด้วยเหตุผลนี้เอง ทำให้จักรพรรดิคลอดิอุสประกาศให้ยกเลิกงานแต่งงาน และงานหมั้นทั้งหมดในกรุงโรม 

          ถึงกระนั้นก็ตาม ยังมีนักบุญผู้ใจดีคนหนึ่งซึ่งชื่อว่า ท่านนักบุญวาเลนไทน์ ท่านเป็นพระที่กรุงโรมในสมัยของจักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง ท่านนักบุญวาเลนไทน์และนักบุญมาริอุส ได้จัดตั้งกลุ่มองค์กรเล็กๆ เพื่อช่วยเหลือชาวคริสเตียนที่ตกทุกข์ได้ยากเหล่านี้ และได้จัดให้มีการแต่งงานของคู่รักอย่างลับๆ ด้วย

          และจากการกระทำเหล่านี้เอง ทำให้นักบุญวาเลนไทน์ถูกจับและถูกตัดสินประหารโดยการตัดศรีษะ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ประมาณปีคริสต์ศักราชที่ 270 ซึ่งถือเป็นวันที่ท่านได้ทนทุกข์ทรมานและเสียสละเพื่อเพื่อนมนุษย์

ประวัติท่านนักบุญวาเลนไทน์

          เซนต์วาเลนไทน์ หรือนักบุญวาเลนไทน์นั้นเป็นพระที่อยู่ในกรุงโรมระหว่างศตวรรษที่ 3 ในเวลานั้นกรุงโรมถูกปกครองโดยจักรพรรดิที่ชื่อว่า “คลอดิอุส” ซึ่งมีนิสัยชอบข่มเหงผู้อื่น ทำให้ไม่เป็นที่รักของประชาชนเท่าใดนัก จักรพรรดิคลอดิอุสต้องการสร้างกองทัพอันยิ่งใหญ่ และหวังให้ชายชาวโรมันทั้งหลายอาสาสมัครเข้ามาเป็นทหารในการสงคราม แต่ก็ไม่มีชายคนใดจะกระทำตามนั้น จักรพรรดิคลอดิอุสจึงออกกฏหมายห้ามให้มีการแต่งงานหรืองานหมั้นใดๆ เกิดขึ้น ทำให้ประชาชนไม่พอใจรวมทั้งนักบุญวาเลนไทน์เองด้วย 

          ในเวลาต่อมานักบุญวาเลนไทน์ได้จัดการแต่งงานให้กับคู่หญิงสาวหลายคู่ขึ้นอย่างลับๆ ถึงแม้ว่าจะมีการประกาศการใช้กฏหมายห้ามแต่งงานแล้วก็ตาม นักบุญวาเลนไทน์ยังคงรักที่จะทำพิธีเหล่านี้ โดยภายในงานนั้นจะมีเพียงเจ้าบ่าว เจ้าสาว และท่านนักบุญเท่านั้น พวกเขาจะกระซิบคำสาบานและคำอธิษฐานต่อกัน ในขณะเดียวกันก็ต้องคอยเงี่ยหูฟังเสียงการเดินตรวจตราของเหล่าทหารด้วย 

          แต่แล้วคืนหนึ่ง ในขณะที่กำลังทำพิธีแต่งงานอย่างลับๆ อยู่นั้นเอง ท่านนักบุญวาเลนไทน์เกิดได้ยินเสียงผีเท้าของทหาร แต่โชคดีที่คู่บ่าวสาวนั้นหนีออกไปจากโบสถ์ได้ทัน ในที่สุดนักบุญวาเลนไทน์จึงถูกจับขังคุกและถูกทรมานอย่างแสนสาหัส ท่านพยายามให้กำลังใจตัวเองทุกๆ วัน 

          และแล้ววันหนึ่งสิ่งวิเศษก็เกิดขึ้น เด็กหนุ่มสาวหลายคนมาที่คุกเพื่อจะมาเยี่ยมท่านนักบุญ พวกเขาโยนดอกไม้และกระดาษซึ่งเขียนข้อความต่างๆ เข้าไปทางช่องหน้าต่างของคุก พวกเขาต้องการให้นักบุญวาเลนไทน์รู้ว่า พวกเขาเองก็มีความเชื่อและศรัทธาในความรักด้วยเช่นกัน 

          หนึ่งในเด็กสาวเหล่านั้น เป็นลูกสาวของผู้คุม ซึ่งพ่อของเธอได้อนุญาตให้เธอเข้าไปเยี่ยมนักบุญวาเลนไทน์ได้ในคุก บางครั้งพวกเขาจะนั่งคุยกันนานนับชั่วโมง หล่อนช่วยให้กำลังใจท่านนักบุญ และเห็นด้วยกับการที่ท่านปฏิเสธกฏหมายห้ามการแต่งงานนั้น อีกทั้งยังสนับสนุนการแต่งงานอย่างลับๆ ของท่านนักบุญอีกด้วย 

          ในวันที่นักบุญวาเลนไทน์เสียชีวิตนั้น ท่านได้เขียนจดหมายไว้ฉบับนึงเพื่อเป็นการขอบคุณในมิตรภาพและความจงรักภักดีของหญิงสาวผู้นั้น แล้วท่านนักบุญก็ลงท้ายจดหมายฉบับนั้นว่า ” Love from your Valentine. “ 

          ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จึงมีประเพณีการแลกเปลี่ยนจดหมายรักซึ่งกันและกันในวันวาเลนไทน์ โดยจะเขียนขึ้นในวันที่นักบุญวาเลนไทน์เสียชีวิต คือวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ปีคริสตศักราช 270 และปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ เพื่อเป็นการรำลึกถึงท่านนักบุญวาเลนไทน์ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดของวันนี้คือ การมอบความรักและมิตรภาพให้แก่กันและกัน 

          และทุกๆ ครั้งที่ผู้คนต่างนึกถึงจักรพรรดิคลอดิอุส เขาก็จะจำได้ถึงวิธีการที่คลอดิอุสพยายามจะมาแทนที่หนทางของความรัก แล้วก็จะพากันหัวเราะ เพราะว่าพวกเขาต่างรู้ดีว่าความรักนั้นไม่สามารถหาสิ่งใดมาทดแทนหรือแทนที่ได้เลย

สัญลักษณ์ของวันวาเลนไทน์

          เทพเจ้าคิวปิด ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความรักดั้งเดิมของชาวโรมันในรูปเด็กทารกติดปีก กำลังโก่งคันศรทองเล็งไปยัง หัวใจของผู้คน ตามตำนานของกรีกและโรมันพูดถึงคิวปิดว่า เป็นบุตรของมาร์ (เทพเจ้าของสงคราม) และ วีนัส (เทพเจ้าแห่งความรักและความงาม) 

          วีนัสอิจฉา “ไซกี” ธิดาของกษัตริย์องค์หนึ่ง ที่กำลังแรกรุ่นและสวยกว่าวีนัสมาก นางเลยส่งคิวปิดไปหาไซกี เพื่อบันดาลให้ไซกีมีความรักกับบุรุษเพศ แต่คิวปิดแอบหลงรักไซกีและพามาที่วัง และแอบมาหาในตอนกลางคืน เพื่อไม่ให้ไซกีรู้ว่าตนเองเป็นใคร แต่มีคนอิจฉายุให้ไซกีแอบดูตอนคิวปิดนอนหลับ 

          ด้วยความตื่นเต้นที่เห็นคิวปิดเป็นหนุ่มรูปงามแลยเผลอทำน้ำมันตะเกียงหกใส่คิวปิด เมื่อคิวปิดตื่นขึ้นก็โกรธมากที่นางขัดคำสั่งจึงทิ้งนางไป เมื่อโดนทิ้งไปไซกีก็ออกตามหาคิวปิด ซึ่งตลอดเวลาไซกีถูกนางวีนัสกลั่นแกล้งต่างๆ นานา จนคิวปิดต้องเข้ามาช่วย เทพเจ้าจูปิเตอร์เห็นใจช่วยให้ทั้งสองครองรักกัน

 คำว่า “Valentine” มีความหมายแยกตามตัวอักษร ได้ดังนี้

          V คือ VERITY ความจริงที่มีอยู่ ซึ่งความจริงแล้วถ้าความจริงสิ่งที่เป็นอยู่ของคุณและเธอ หรือเขาที่มีต่อกันแล้ว ความไว้เนื้อเชื่อใจ ความเข้าใจก็จะมีเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณทีเดียว ในโลกนี้มีสิ่งที่รู้อยู่เพียง 4 อย่างเท่านั้น คือ คุณรู้ เขาไม่รู้ คุณไม่รู้ เขารู้ คุณรู้ เขารู้ คุณไม่รู้ เขาก็ไม่รู้ ถ้าหากคุณบอกสิ่งที่คุณรู้และเขาไม่รู้ หรือคุณไม่รู้เขาบอกให้คุณรู้ ความรู้นั้นก็จะกลายเป็นสิ่งที่เปิดเผย จะบอกเขาว่ารัก ก็รีบๆ บอกเสียในวันนี้ อย่าบอกว่า การกระทำก็บอกอยู่แล้ว สายตาก็บอกอยู่แล้ว บอกให้ชัดๆ เสียว่า “รักคุณ” 

          A คือ AMBITION เป็นความปรารถนาดีอย่างแรงกล้า คุณจะรัก จะชอบ จะจีบใคร คุณควรมีความปรารถนาอย่างสูง มิใช่เห็นเขาส่งการ์ดให้ ส่งดอกไม้ให้ พาเขาไปฉลองสนุกๆ เท่านั้น คุณควรมีความปรารถนาในความรักอย่างจริงจังมิใช่ทำไปเพื่อตามแฟชั่น หรือเพื่อนพ้องลากไป หรือชวนให้ทำ ไปสรรหาการ์ดสวยๆ สั่งดอกกุหลาบสีแดงสดสวยๆ ไว้ล่วงหน้า พยายามทำด้วยความปรารถนาดีที่มีไฟอยู่ในใจนะ 

         L คือ LENIENT ความผ่อนปรน ความปรานี คุณและเขาหรือเธอควรจะมีการผ่อนปรน หรือสิ่งที่ละทิ้งได้ก็ควรจะละทิ้งไป อย่าเก็บมาใส่ใจให้เป็นขยะในใจ หรือรอยมลทินใจ อย่าคิดอะไรเก่าๆ สมัยนี้ควรที่จะคิด จะนึกได้นะว่า บางอย่างก็ทิ้งๆ ไป เสีย อย่านำมาคิด มีความปรานี เมตตาหรือความรัก ความปรารถนาดีกว่า 

          E คือ EQUALITY ความเสมอภาค ความทัดเทียมกันในสมัยปัจจุบัน คู่รักหรือคนรักกัน ควรจะมีความเท่าเทียมกันมิใช่อยู่ในสมัยบรรจงกราบเช้า กราบเย็น นอนทีหลังตื่นก่อนแล้ว เราต้องก้าวไปด้วยกัน ด้วยความมุ่งมั่นในอนาคต ด้วยความเสมอภาค แต่เราก็คิดเสมอว่าเคียงข้างไปด้วยกัน ขนานกันดีกว่าที่จะมาจูงกัน ก้าวไปด้วยความรักที่มีเท่าเทียมกัน เขามอบอะไรให้เรา เราก็ควรจะตอบแทนให้เขาเท่าๆ กัน พอๆ กัน มิใช่เอารัดเอาเปรียบเขา เขามาแสดงความรัก ความยินดี ด้วยกุหลาบช่อใหญ่ แต่เราให้เขาเพียงดอกเดียว ดูเป็นการเอาเปรียบกันเกินไป จริงอยู่บางคนอาจคิดว่าไม่สำคัญ แต่มันสำคัญที่ใจ ถ้าหากต่างคนต่างให้ความเสมอภาคแล้ว ตาชั่งก็คงไม่เอียงใช่ไหม 

         N คือ NOTABLE การยกย่องให้อยู่ในสภาพที่ดี ถึงแม้คุณจะมีความเสมอภาคเท่าเทียมกันแล้วก็ตาม คุณก็ควรจะยกย่องเธอหรือเขาให้อยู่ในสถานภาพที่ดีต่อบุคคลทั่วไป คือ เป็นการให้เกียรติยกย่องเธอหรือเขาต่อสังคม ว่าเป็นคนที่สวยเป็นคนที่ดี ไม่ว่าอยู่ต่อหน้า และลับหลัง มิใช่เอาไปนินทา เอาไปเผาต่อหน้าเพื่อนฝูงให้ไหม้เป็นจุณไป หรือพูดคุยตลกคะนอง ลับหลังเธอหรือเขาว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ สู้ฉันไม่ได้ ฉันยอด คุณควรจะยกย่องเธอหรือเขา ในโอกาสที่ควร และในเวลาที่กำลังมีความรักอยู่ด้วยแล้วก็จะดียิ่งทีเดียว 

          T คือ TENDER ความรักใคร่ที่นุ่มนวล บรรจงเป็นห่วงเป็นใย Love me Tender คงจะบอกคุณได้หลายๆ อย่าง คุณควรจะทะนุถนอมเธอหรือเขาด้วยความรัก ความนุ่มนวล ความห่วงใย โทร.ไปสวัสดี Valentine ตั้งแต่ใครยังไม่โทร.ไปสวัสดีก่อน เพื่อให้เธอหรือเขาเห็นว่าคุณมีความห่วงใย ความปรารถนาดีแค่ไหน ไปฉลองด้วยกันต้องนุ่มนวลในบรรยากาศอย่างนั้น ดูซิ แสนจะสดชื่นกับความรักแค่ไหน 

         I คือ INNOVATION การทำความแปลกใหม่มาให้คู่รัก คนรักหรือชีวิตรัก มิใช่อยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้นมาตลอด ชอบกันอย่างไรก็ชอบกันมาอย่างนั้น เคยให้อะไรก็ให้อย่างนั้น คุณควรจะทำสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ มาสู่ชีวิตคุณและเธอหรือเขาด้วย การเปลี่ยนแปลงเป็นวิถีของชีวิต ดังนั้น คุณควรจะเปลี่ยนอะไรๆ บ้าง ในทางที่ดีนะ อย่างคุณจะหาอะไรในวัน Valentine ให้เธอเปลี่ยนจากดอกไม้ที่เป็นดอกกุหลาบมาเป็นผ้าตัดเสื้อลายกุหลาบ หรือผ้าเช็ดหน้าปักกุหลาบแดง หรือจี้เพชรรูปกุหลาบ เข็มกลัดกุหลาบก็ได้ ส่วนคุณที่จะมอบให้เขาอาจเป็นผ้าเช็ดหน้าปักกุหลาบ เข็มกลัดไทรูปกุหลาบ หรือแหวนรูปกุหลาบสำหรับใส่นิ้วก้อยสักวง ลองเปลี่ยนบ้างนะ 

         

N คือ NEXUS การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ให้มีตลอดไปมิใช่วัน Valentine เท่านั้นที่คุณจะมอบกุหลาบให้เธอหรือเขา วันเกิด วันปีใหม่ วันครบรอบความรักที่เคยให้กันไว้ วันครบรอบวันแต่งงาน หรือวันสำคัญๆ ที่คุณให้ก็ได้ หรือบางวันก็ส่งช่อดอกไม้ไปให้เธอช่อใหญ่ๆ พร้อมกับคำขวัญสั้นๆ ว่า “รักคุณ” ให้คนในที่ทำงานหรือเพื่อนๆ อิจฉาเล่นก็ได้ เป็นการแสดงถึงความสัมพันธ์ของคุณต่อเธอหรือเขาว่าคุณยังคิดถึง ยังรักอยู่นะ 
          E คือ ENDURANCE ความอดทน ความยืนยงสถาพร ความอดกลั้น ความเป็นอมตะ อยู่ชั่วกาลนานคุณจะต้องมีความอดทนต่อทุกๆ สิ่ง ถ้าหากคุณต้องเผชิญกับสิ่งนั้น อาจเป็นเวลาที่คุณจะต้องคอย คุณจะต้องยืนหยัดในความปรารถนาของคุณ คุณต้องอดกลั้นเมื่อคุณเผชิญต่อสิ่งที่คุณจะต้องโมโห หรืออารมณ์เสีย ต่อหน้าเธอหรือต่อหน้าเขา คุณควรประพฤติและปฏิบัติอย่างเป็นไปอย่างนั้นอย่างเสมอๆ มิใช่นานเกือบเดือนเพิ่งจะโทร.ไปหาหรือเขียนจดหมายมา หรือหายไปเป็นปีเพิ่งจะมาบอกว่า “รักคุณ” 

          คุณควรจะมีความรัก ความเมตตา ความปรานี ชีวิตของคุณจะสดใสดังกุหลาบแรกแย้มที่ต้องน้ำค้างของวันใหม่ทีเดียว

          วันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ 2550 นี้ เป็นวันที่จะมอบความรัก ความเมตตาให้แก่กันและกันหรือยัง เป็นความรักที่บริสุทธิ์จากใจ ซึ่งเกิดขึ้นได้ระหว่างพ่อ แม่ ลูก เพื่อนกับเพื่อน ผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา ฯลฯ

          มิใช่เพียงการสื่อความหมายในเรื่องการมีเพศสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว

          การมอบกุหลาบหรือสิ่งของเป็นสื่อแทนความรู้สึกที่ดีต่อกัน ในความหมายของคำว่า Valentine หากใครยังไม่ปฏิบัติ ก็ปฏิบัติได้ในปีนี้ หรือในโอกาสที่สมควรก็ได้ เพื่อสังคมเราจะได้มีแต่ความรักความสุขและรอยยิ้ม

          คงไม่สายที่เราจะเริ่มสร้างไมตรีในวันสำคัญนี้
 

ธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติกันในวันวาเลนไทน์

          หลายร้อยปีก่อนในประเทศอังกฤษ เด็กๆ จะแต่งตัวลอกเลียนแบบผู้ใหญ่ในวันวาเลนไทน์ แล้วร้องเพลงจากบ้านหลังหนึ่งไปยังบ้านอีกหลังหนึ่ง ในเนื้อเพลงท่อนหนึ่งจะกล่าวว่า ” Good morning to you, Valentine ; Curl your locks as I do mine — Two before and three behind. Good morning to you, Valentine.” 

          ในประเทศเวลส์ ผู้ที่มีความรักและชื่นชมในงานช้อนไม้แกะสลัก จะทำการแกะสลักช้อนและมอบให้เป็นของขวัญในวันวาเลนไทน์ โดยจะสลักรูปหัวใจ และลูกกุญแจไว้บนช้อนนั้น ซึ่งมีความหมายว่า “คุณได้ไขหัวใจของฉัน” (You unlock my heart) 

          เด็กหนุ่มสาวจะทำการเขียนชื่อคนที่ตัวเองชอบแล้วหย่อนไว้ในอ่างหรือชาม แล้วหยิบขึ้นมาหนึ่งชื่อเพื่อดูว่าใครจะเป็นคู่ของตัวเองในวันวาเลนไทน์ หลังจากนั้นก็จะเอาชื่อที่หยิบได้นี้มาติดไว้ที่แขนเสื้อเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ การทำเช่นนี้มีความหมายว่า คนๆ นั้นต้องการบอกคนทั่วไปรู้ได้ง่ายๆ ว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร 

          ในบางประเทศ ผู้หญิงจะได้รับของขวัญเป็นเครื่องแต่งกายจากผู้ชาย แล้วถ้าผู้หญิงคนนั้นเก็บของขวัญชิ้นนี้เอาไว้นั่นหมายถึงหล่อนจะแต่งงานกับเขา 

          บางคนมีความเชื่อว่า ถ้าผู้หญิงคนใดเห็นนกโรบินบินผ่านเหนือศรีษะตนเองในวันวาเลนไทน์ นั่นหมายถึงหล่อนจะได้แต่งงานกับกะลาสีเรือ หรือถ้าผู้หญิงคนใดเห็นนกกระจอก หล่อนก็จะได้แต่งงานกับชายยากจนและจะมีความสุข และถ้าผู้หญิงคนไหนเห็นนก Goldfinch หมายถึงหล่อนจะได้แต่งงานกับมหาเศรษฐี 

          ในบางประเทศจะมีการทำเก้าอี้แห่งรักขึ้นมา ซึ่งจะเป็นเก้าอี้ที่มีขนาดกว้าง ในครั้งแรกที่มีการทำเก้าอี้นี้ขึ้นมาก็เพื่อจะให้ผู้หญิงที่แต่งตัวในชุดราตรีนั่ง ต่อมาเก้าอี้แห่งรักนี้ได้ทำขึ้นเป็นสองส่วนและมักจะทำเป็นรูปตัวเอส (S) ซึ่งการทำเก้าอี้ทรงนี้จะทำให้คู่รักสามารถนั่งด้วยกันได้ แต่จะไม่ใกล้ชิดกันจนเกินไป 

          บางธรรมเนียมในบางแห่งของโลก เด็กหนุ่มสาวจะนึกถึงชื่อของคนที่ตัวเองอยากจะแต่งงานด้วยประมาณห้าถึงหกชื่อ ในขณะที่ปอกเปลือกผลแอปเปิ้ลนั้นให้เป็นขดนั้น ก็ให้เอ่ยชื่อของคนที่นึกถึงออกมาจนกว่าจะปอกเปลือกแอปเปิ้ลได้หมดผล และเชื่อกันว่า คนที่จะได้แต่งงานด้วยนั้นคือคนที่เอ่ยชื่อถึงในขณะที่ปอกเปลือกของแอปเปิ้ลได้หมดพอดี 

          ในบางประเทศมีความเชื่อว่า ถ้าหากผ่าผลแอปเปิ้ลออกมาเป็นสองซีก แล้วให้นับเมล็ดข้างในดู แล้วก็จะสามารถรู้จำนวนบุตรในอนาคตได้

 

 

 ประวัติวันวาเลนไทน์ ของขวัญวันวาเลนไทน์ glitter valentine การ์ดวาเลนไทน์ น่ารักๆ dookdik กับ msn สวยๆ และอื่นๆ อีกเพียบคลิกเลยค่ะ

           
 
  คลิกอ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ได้ที่นี่ค่ะ  

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
    

 

 

แมงมุมแม่ม่ายน้ำตาล

แมงมุมแม่หม้ายน้ำตาล สุดอันตราย

แมงมุมแม่ม่ายน้ำตาล

แมงมุมแม่หม้ายน้ำตาล เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร บริเวณท้องจะโตกว่าหัวหลายเท่า ท้องจะกลมป่อง

แมงมุมแม่ม่ายน้ำตาล

แมงมุมแม่หม้ายน้ำตาลจะทำรังอยู่ที่ต่ำ สูงไม่เกิน 1 เมตร ลักษณะรังหรือใยจะยุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบ พบเห็นได้ตามใต้โต๊ะ เก้าอี้ รองเท้าเก่าในบ้าน

แมงมุมแม่ม่ายน้ำตาล

ผู้ถูกกัดจะมีอาการแพ้อย่างแรง แผลจะเหวอะหวะ และเป็นผื่นบวมแดงเจ็บปวด มีหนอง แผลจะหายช้ามาก เพราะพิษทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ระบบน้ำเหลือง และทำลายเม็ดเลือดขาว

แมงมุมแม่ม่ายน้ำตาล

แมงมุมแม่หม้ายดำ เทียบกันแล้วก็น่ากลัว พิษร้ายเหมือนกัน

แมงมุมแม่ม่ายน้ำตาล

แมงมุมแม่หม้ายดำ กัดแล้วปล่อยพิษออกมาทั้งหมด เปรียบเทียบให้เห็นภาพก็คือ ปล่อยพิษออกมาในระดับมิลลิกรัม คือ 1 ส่วนในพันส่วน

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก มติชนออนไลน์

 
         หลังจากนายประสิทธิ์ วงษ์พรม นักวิจัยจากภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ศึกษาเรื่องแมงมุมในประเทศไทย ออกมาเปิดเผยว่า พบแมงมุมพิษชนิดหนึ่งชื่อ “แมงมุมแม่หม้ายน้ำตาล” (Brown widow spider) ซึ่งเดิมพบแต่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันได้แพร่กระจายเข้ามาในประเทศไทยแล้ว พร้อมกับระบุว่า แมงมุมชนิดนี้ มีพิษรุนแรงทำลายระบบเลือด และระบบภูมิคุ้มกัน พิษร้ายแรงกว่าพิษของ “แมงมุมแม่หม้ายดำ” (Black widow spider) 2 เท่า และร้ายแรงกว่าพิษงูเห่า 3 เท่า งานนี้ทำเอาหลายคนตระหนกตกใจถึงพิษที่ร้ายแรง พร้อมๆ กับอยากว่า “แมงมุมแม่หม้ายน้ำตาล” มีพิษร้ายแรงขนาดไหน มีอาการอย่างไร และมีวิธีป้องกันรักษาแบบไหน วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปค้นหาคำตอบกันค่ะ . . .

 ลักษณะของแมงมุมแม่หม้ายน้ำตาล

         “แมงมุมแม่หม้ายน้ำตาล” (Brown widow spider) ส่วนใหญ่มักพบบริเวณประเทศสหรัฐอเมริกา แถบฟลอริดา แถบฟลอริดา, เท็กซัส และบริเวณเขตเส้นศูนย์สูตร ขนาดของตัวมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร บริเวณท้องจะโตกว่าหัวหลายเท่า ท้องจะกลมป่อง ด้านล่างมีลักษณะคล้ายรูปนาฬิกาทรายสีส้ม ด้านบนมีสีน้ำตาลสลับขาวลายเป็นริ้วๆ มีจุดสีดำสลับขาวตรงท้องข้างละ 3 จุด รวมเป็น 6 จุด จะมีการแปรผันของสีค่อนข้างเยอะ ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม วางไข่ครั้งละ 200-400 ฟอง

 อาการหลังโดนพิษแมงมุมแม่หม้ายน้ำตาล

         ตามปกติแมงมุมชนิดนี้ไม่มีนิสัยดุร้าย ไม่โจมตีหรือบุกกัดใครอย่างไม่มีเหตุผล จะหลบมากกว่าสู้ และจะกัดเมื่อถูกรุกรานที่อยู่เท่านั้น ซึ่งพิษของแมงมุมแม่หม้ายน้ำตาลจะมีผลต่อระบบไหลเวียนโลหิต คล้ายกับพิษจากงู โดยทำให้เม็ดเลือดแตก หรือเลือดไหลไม่หยุด แต่อาจจะแสดงอาการช้ากว่า ส่วนใหญ่ผู้ถูกกัดจะมีอาการแพ้อย่างแรง แผลจะเหวอะหวะ และเป็นผื่นบวมแดงเจ็บปวด มีหนอง แผลจะหายช้ามาก เพราะพิษทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ระบบน้ำเหลือง และทำลายเม็ดเลือดขาว คนที่ถูกกัดมักไม่ทราบว่าแผลดังกล่าวเกิดจากอะไร 

 ยารักษาพิษแมงมุมแม่หม้ายน้ำตาล

         ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีเซรุ่มหรือยาถอนพิษ ทำได้แค่รักษาตามอาการเท่านั้น โดยส่วนใหญ่จะรักษาแบบประคับประคองตามอาการ และรอให้พิษหมดไปเอง เช่น ให้สารทำให้เลือดแข็งตัว หรือหากมีเลือดออกมาก อาจต้องมีการให้เลือดหรือฟอกไต โดยต้องดูตามอาการที่เกิดขึ้น สำหรับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นนั้น ให้ขันชะเนาะบริเวณเหนือบาดแผลที่ได้รับพิษ เพื่อไม่ให้พิษไหลเข้าสู่กระแสโลหิตก่อนไปพบแพทย์

 ข้อแตกต่างของแมงมุมแม่หม้ายน้ำตาลกับแมงมุมชนิดอื่นๆ

         สำหรับความแตกต่างระหว่างแมงมุมทั่วไปกับแมงมุมแม่หม้ายน้ำตาลนั้น นอกจากลักษณะลำตัวแล้ว ให้สังเกตลักษณะการทำรังหรือการชักใย แมงมุมทั่วไปจะชักใยค่อนข้างสวยงามเป็นระเบียบ และชักใยอยู่ที่สูง เช่น ตามขื่อ ตามคาน หรือหลังคาบ้าน แต่แม่หม้ายน้ำตาลจะทำรังอยู่ที่ต่ำ สูงไม่เกิน 1 เมตร ลักษณะรังหรือใยจะยุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบ พบเห็นได้ตามใต้โต๊ะ เก้าอี้ รองเท้าเก่าในบ้าน การป้องกันทำได้ด้วยการรักษาความสะอาดบ้าน อย่าปล่อยให้รกรุงรังก็จะปลอดภัย

 สาเหตุการแพร่ระบาดของแมงมุมแม่หม้ายน้ำตาล

         ส่วนสาเหตุการแพร่ระบาดเข้ามายังประเทศไทยนั้น คาดว่าจะเข้ามากับเรือสินค้าเป็นหลัก และมีรายงานด้วยว่ามีพ่อค้าบางคนนำมาขายให้คนที่ชอบเลี้ยงสัตว์แปลก โดยไม่รู้ว่าเป็นสัตว์ที่มีพิษร้ายแรง และเชื่อว่าขณะนี้แมงมุมดังกล่าวได้ขยายพันธุ์กระจายไปยังชุมชนต่างๆ รอบๆ ปากแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำแม่กลอง และอ่าวไทยตอนบนแล้ว เบื้องต้นได้รับรายงานว่า เจอแมงมุมแม่หม้ายน้ำตาลชุกชุมที่ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม 

         อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการว่า มีผู้เสียชีวิตจากการถูกแม่หม้ายน้ำตาลกัด แต่มีรายงานการถูกกัดแล้วจากหลายพื้นที่

ขอขอบคุณข้อมูลจาก