บทความ บทความดีๆ เกร็ดความรู้

ความรู้รอบตัว -Kapook แสนรู้

เช็คช่วยชาติ
เช็คช่วยชาติของจริง

 

สรุปประเด็นข่าวโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก มติชนออนไลน์

         ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดรูปแบบ “เช็คช่วยชาติ” ที่ได้รับมอบหมายให้จัดพิมพ์ตามรายชื่อที่ได้รับจากทางการ เพื่อส่งมอบให้กับกรมบัญชีกลาง และสำนักงานประกันสังคม นำไปแจกจ่ายให้แก่บุคลากรภาครัฐและประชาชนผู้มีสิทธิโดยตรง โดยธนาคารได้ออกแบบ “เช็คช่วยชาติ” ขึ้นเป็นการเฉพาะ ภายใต้ข้อกำหนดที่ให้ไว้ และจัดพิมพ์ด้วยระบบพิเศษ ที่เน้นการให้ความสำคัญด้านความปลอดภัย เพื่อป้องกันการปลอมแปลงที่อาจเกิดขึ้น ทั้งนี้เช็คช่วยชาติสามารถเปลี่ยนมือได้และมีค่าเสมือนเงินสด จึงไม่สามารถอายัดได้ ดังนั้นผู้ได้รับเช็คจึงต้องเก็บรักษาเป็นอย่างดี

โดยผู้ได้รับเช็คช่วยชาติสามารถตรวจสอบด้วยวิธีสังเกตใน 4 จุดหลัก ได้แก่ 

          จุดที่หนึ่ง ตัวอักษร “เช็คช่วยชาติ ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลก” พิมพ์เป็นลายเส้นนูน สีน้ำเงิน ดำ และแดง เหลือบกัน เมื่อสัมผัสด้วยปลายนิ้วมือจะรู้สึกสะดุดกับหมึกพิมพ์ที่อยู่บนผิวกระดาษ 

          จุดที่สอง สัญลักษณ์ “฿” ช่องจำนวนเงิน พิมพ์เป็นตัวนูน สีทองและแดงเหลือบกัน 

          จุดที่สาม เมื่อนำเช็คไปส่องกับแบล็คไลท์ จะปรากฏตราสัญลักษณ์รูปดอกบัวของธนาคารกรุงเทพตรงกลางเช็ค 

          จุดที่สี่ ขอบเช็คต้องมีรอยปรุ 2 ด้าน ได้แก่ ด้านบนและด้านล่าง 

         สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ศูนย์ธนาคารทางโทรศัพท์ “โครงการเช็คช่วยชาติ” โทรศัพท์ 0 2645 5888 ทุกวัน ระหว่างเวลา 8.00 น. – 20.00 น. หรือ www.bangkokbank.com   

           ทางด้าน นายธีระ อภัยวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด ผู้ดำเนินการออกเช็คช่วยชาติจำนวน 10.5 ล้านฉบับ กล่าวว่า ธนาคารได้ทยอยส่งเช็คช่วยชาติไปตามสาขาธนาคารทั่วประเทศแล้ว โดย สปส.จะรับมอบเช็คที่สาขาธนาคารเพื่อนำไปแจกจ่ายต่อไป รอบแรกวันที่ 26 มีนาคม รอบต่อไป 31 มีนาคม และรอบสุดท้ายคือวันที่ 3 เมษายน เพื่อให้ทันเทศกาลสงกรานต์ตามวัตถุประสงค์ของรัฐบาล 

           “ธนาคารได้จัดระบบรักษาความปลอดภัยในการเคลื่อนย้ายเช็คมากที่สุด มีการติดตั้งเครื่องจีพีอาร์เอสไว้กับรถขนส่งเพื่อระบุตำแหน่งของรถได้” นายธีระกล่าว และว่า ผู้ที่ได้รับเช็คสามารถนำมาขึ้นเงินได้ที่สาขาของธนาคาร นอกจากนี้ จะมีการตั้งโต๊ะรับแลกเช็คในสถานที่สำคัญ เช่น ลานคนเมือง หรือลานหน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ เป็นต้น 

           นายธีระ กล่าวว่า ขอย้ำว่าผู้ประสงค์จะนำเช็คมาขึ้นเงินจะต้องนำบัตรประชาชนหรือบัตรข้าราชการมาด้วย เนื่องจากเช็คดังกล่าวจะมีเลขที่บัตรกำกับอยู่ หากไม่นำบัตรมาแสดงตนก็จะไม่สามารถขึ้นเงินสดได้ นอกจากนี้ หากทำเช็คช่วยชาติหาย จะไม่สามารถอายัดหรือขอฉบับใหม่ได้อีก 

           “ได้รับเช็คแล้ว รีบเอาไปขึ้นเงินสดหรือเอาไปซื้อของให้เร็วที่สุด เพราะนโยบายของรัฐบาลต้องการให้ท่านรีบใช้ เอาไปซื้อของ โรงงานจะได้ไม่ต้องลดคนงาน ขอร้องให้รีบใช้” นายธีระ กล่าว 

           ขณะที่ นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า สปส.ได้เตรียมการแจกจ่ายเช็คช่วยชาติ ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม – 8 เมษายนนี้ โดยจะนำไปจ่ายยังสถานประกอบการ 7,500 แห่ง มีผู้ประกันตน 2,361,300 คน จ่ายที่ว่าการอำเภอ 800 แห่ง ผู้ประกันตน 1,071,600 คน และจ่ายที่ สปส.พื้นที่ และ สปส.จังหวัด ศูนย์การค้า 2,700,000 คน นอกจากนี้ ได้จัดชุดเคลื่อนที่เร็ว 60 ชุด เพื่อจัดส่งเช็คให้ถึงมือผู้ประกันตนตามที่ร้องขอ เบื้องต้นต้องเป็นสถานประกอบการที่มีผู้มีสิทธิรับเช็ค 200 คนขึ้นไป สามารถแจ้งความจำนงได้ที่โทร.0-2526-1959

           “ได้สั่งการให้ สปส. เปิดบริการจ่ายเช็คให้กับผู้ประกันตนนอกเวลาราชการในวันเสาร์และวันอาทิตย์ด้วย ส่วนวันจันทร์-ศุกร์ ได้ขยายเวลารับเช็คถึงเวลา 20.00 น. เนื่องจากไม่ต้องการให้ลูกจ้างหยุดงาน” นายไพฑูรย์กล่าว

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
 

งานพิเศษ

งานพิเศษ

งานพิเศษ

งานพิเศษ

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก หนังสือพิมพ์มติชน และ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

           ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้คนตกงานกันเป็นจำนวนมาก “โครงการต้นกล้าอาชีพ” จึงเป็นอีกมาตรการหนึ่งที่รัฐบาลนำมาใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพให้ผู้ว่างงาน วันนี้เราไปทำความรู้จักกับโครงการ “ต้นกล้าอาชีพ” กันค่ะ

 ที่มาของโครงการ

           โครงการต้นกล้าอาชีพเป็นโครงการที่เน้นพัฒนาทักษะ และเพิ่มศักยภาพของแรงงาน จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนให้ผู้ว่างงาน รวมทั้งบัณฑิตที่จบการศึกษาใหม่ได้มีโอกาสมีงานทำมากขึ้น และเป็นการแก้ไขปัญหาการว่างงานในประเทศ หลังจากได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลก

           ผู้เข้าร่วมอบรมจะสามารถนำความรู้ และประสบการณ์ที่ได้รับไปปรับใช้ในการทำงาน  โดยเฉพาะหากนำกลับไปใช้ในท้องถิ่นของตัวเอง จะเท่ากับเป็นการพัฒนาศักยภาพของชุมชนนั้นๆ ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง และยังเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ รวมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและชุมชนด้วย

           ทั้งนี้การอบรมในโครงการต้นกล้าอาชีพจะใช้ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน

 กลุ่มเป้าหมายของโครงการ

กลุ่มเป้าหมายของโครงการต้นกล้าอาชีพ ประกอบไปด้วย 4 กลุ่มคือ

            1. ผู้ว่างงานจำนวน 500,000 คน โดยจะแบ่งการฝึกอบรมออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะแรกภายในปี 2552 จำนวน 240,000 คน และระยะที่ 2 จำนวน 260,000 คน โดยจะเริ่มในปี 2553
            2. ผู้ที่สำเร็จการศึกษา และยังไม่มีงานทำ เช่น บัณฑิตจบใหม่
            3. ผู้ที่ถูกเลิกจ้างจากภาคแรงงานอุตสาหกรรม และต้องการเข้าร่วมโครงการเพื่อพัฒนาฝีมือ สำหรับประกอบกิจการส่วนตัวในท้องถิ่น หรือภูมิลำเนา
            4. แรงงานที่อยู่ในข่ายจะถูกเลิกจ้าง

 คุณสมบัติของผู้สมัคร 
           
            1. เป็นผู้มีสัญชาติไทย
            2. มีอายุตั้งแต่ 18-60 ปี นับตั้งแต่วันสมัครฝึกอบรม
            3. เป็นผู้ว่างงานตามรายละเอียดของโครงการ คือ
               - ผู้ว่างงานที่สนใจฝึกอบรมอาชีพ รวมทั้งประชาชนที่สนใจเข้ารับการอบรมปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อนำความรู้กลับไปใช้ในการชุมชนบ้านเกิด
               - ผู้ถูกเลิกจ้างแรงงานจากภาคอุตสาหกรรมที่ประสงค์จะเพิ่มทักษะมากขึ้นและหลากหลาย เพื่อพัฒนาและยกระดับมาตรฐานฝีมือแรงงานของตนเอง
               - ผู้สำเร็จการศึกษา ให้มีความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างมีคุณภาพ

ต้นกล้าอาชีพ

 หลักสูตรการฝึกอบรมโครงการ

          สำหรับโครงการต้นกล้าอาชีพ ได้จัดให้มีการอบรม 7 กลุ่มอาชีพ จำนวน 935 หลักสูตร โดยหลักสูตรทั้งหมดมีดังนี้

 1. การเกษตรและการแปรรูปจำนวน 118 หลักสูตร ได้แก่

           กลุ่มการผลิต เช่น การผลิตไม้ดอกเพื่อการค้า การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ การผลิตไก่อินทรีย์ 

          กลุ่มแปรรูป เช่น การแปรรูปปลานิลแดดเดียว การแปรรูปทำไส้กรอกจากปลาดุก

          กลุ่มเศรษฐกิจพอเพียง เช่น การเกษตรแบบยั่งยืน การเกษตรผสมผสานตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ และแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

          การฝึกอบรมเกษตรทางเลือก ภายใต้เศรษฐกิจพอเพียง

 2. ภาคการผลิต จำนวน 319 หลักสูตร ได้แก่

           กลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ช่างไฟฟ้าอุตสาหกรรม ช่างเชื่อมโลหะด้วยไฟฟ้าและแก๊ส ช่างเชื่อมเหล็กดัด ประตู หน้าต่าง ช่างเดินสายไฟฟ้าภายในอาคาร ช่างเดินสายและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้า

          กลุ่มเสื้อผ้า สิ่งทอ เช่น การทำซิลค์สกรีน การทำผ้ามัดย้อมและมัดเพนท์ การทำผ้าด้วยกี่กระตุก การทำผ้าบาติค

          กลุ่มเครื่องยนต์ เช่น การซ่อมรถจักรยานยนต์และเครื่องยนต์ ช่างเครื่องยนต์ชุมชนช่างเคาะตัวถังรถยนต์

          กลุ่มศิลปะประดิษฐ์และอัญมณี เช่น การแกะสลักวัสดุอ่อนเบื้องต้น การขึ้นรูปกระถางต้นไม้ด้วยแป้นหมุน การทำของชำร่วยด้วยเซรามิค การออกแบบเครื่องโลหะและรูปภัณฑ์อัญมณี

 3. การบริการและการท่องเที่ยว จำนวน 298 หลักสูตรได้แก่

          กลุ่มท่องเที่ยว ได้แก่ การอบรมมัคคุเทศก์ พนักงานบริการอาหารและเครื่องดื่ม พนักงานผสมเครื่องดื่ม การทำอาหารว่างนานาชาติ การฝึกอบรมภาษา และธุรกิจโฮมสเตย์

          กลุ่มสุขภาพ ได้แก่ การนวดแผนไทย นวดลูกประคบ สปาการดูแลเด็กและผู้สูงอายุ

          กลุ่มการซ่อมแซม และบำรุงรักษา การซ่อมเครื่องปรับอากาศรถยนต์ การซ่อมเครื่องยนต์ดีเซล การซ่อมเครื่องยนต์เบนซิน การซ่อมเครื่องยนต์เล็กเพื่อการเกษตรการซ่อมจักรอุตสาหกรรม

 4. การค้าและเศรษฐกิจพอเพียง จำนวน 12 หลักสูตร ได้แก่

          กลุ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ การออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อชุมชน การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อชุมชน การพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์

          การขายสินค้าทางอินเทอร์เน็ต (e-Commerce) การสร้างร้านค้าทางอินเทอร์เน็ต

          กลุ่มผู้ประกอบการ เช่น การประกอบการธุรกิจชุมชน ร้านค้าปลีกกลุ่มแม่บ้านและวิสาหกิจชุมชน

 5. คอมพิวเตอร์และธุรการ จำนวน 117 หลักสูตร ได้แก่

        Software 

           กลุ่มออกแบบ เช่น โปรแกรม AUTO CAD เพื่องานออกแบบก่อสร้าง ออกแบบชิ้นส่วนอุตสาหกรรม เขียนแบบเครื่องกลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ Solid Work

           กลุ่มงานในสำนักงาน เช่น Office and Multimedia การจัดทำระบบข้อมูลทางการเงินและบัญชีด้วยโปรแกรม Excel และโปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปเพื่อใช้ในการทำงานทางธุรกิจ

           การใช้คอมพิวเตอร์ในสำนักงานด้วยโปรแกรม Microsoft Office

           การพัฒนาโปรแกรมด้วย MS Access โดยใช้ระบบงานบุคคล

           การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำหรับการประกอบธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต

       Hardware

           ช่างคอมพิวเตอร์ เช่น ซ่อม ประกอบ ติดตั้งระบบบำรุงรักษาคอมพิวเตอร์และเครือข่าย

 6. คมนาคมและการขนส่ง จำนวน 1 หลักสูตร

          วิชาชีพด้าน Logistics หรือการขนส่งสินค้าทางอากาศและทางเรือ

 7. การก่อสร้าง จำนวน 23 หลักสูตร

          กลุ่มช่างต่างๆ เช่น การปูกระเบื้อง ช่างไม้ก่อสร้าง ช่างสีอาคาร

          กลุ่มการผลิตวัสดุก่อสร้าง เช่น การทำบล็อคคอนกรีต การผลิตซีเมนต์

          หมายเหตุ : หลักสูตรที่จัดให้มีการฝึกอบรมในแต่ละจังหวัด อาจมีหลักสูตรไม่เท่ากัน เนื่องจากต้องพิจารณาถึงความเหมาะสม และการรองรับตำแหน่งงานที่ตลาดแรงงานต้องการ สามารถตรวจสอบหลักสูตรฝึกอบรมแยกตามจังหวัดของจุดฝึกอบรมได้ที่ http://media.tonkla-archeep.com/download/Course-Province.htm

 เกณฑ์ในการเลือกหลักสูตร

           1. หลักสูตรที่เลือกฝึกอบรม ต้องมีลู่ทางให้ผู้ที่สนใจไปประกอบอาชีพนั้นในอนาคต ภายหลังจากจบการฝึกอบรมแล้ว
           2. หลักสูตรที่เลือกจะต้องมีจุดอบรมอยู่ในจังหวัดตามที่อยู่ปัจจุบัน หรือตามภูมิลำเนาของผู้สมัคร
           3. ผู้สมัครสามารถเลือกหลักสูตรฝึกอบรมได้ไม่เกิน 5 หลักสูตรที่ตรงตามเกณฑ์ข้อ 1 และ 2 ผู้สมัครสามารถเลือกหลักสูตรเดียวกันทั้ง 5 หลักสูตรได้ แต่ต้องเป็นหลักสูตรที่มีการจัดอบรมคนละรุ่น
           4. หากได้รับคัดเลือกเข้าฝึกอบรม ผู้สมัครจะได้รับสิทธิ์ในการเข้าฝึกอบรมเพียงหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่งเท่านั้น โดยจะใช้วิธีการสุ่มเลือกทางคอมพิวเตอร์

 คำแนะนำในการเลือกหลักสูตรฝึกอบรม

          ผู้สมัครควรเลือกหลักสูตรที่ตรงกับพื้นฐานอาชีพ หรือตรงกับพื้นฐานความรู้ที่มีอยู่ หากต้องการเลือกอบรมหลักสูตรเฉพาะทางเช่น หลักสูตรช่างประดับยนต์ ช่างไฟฟ้าอุตสาหกรรม ผู้สมัครต้องมีความรู้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ด้วย

 ประโยชน์ที่ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับ

          ผู้เข้าฝึกอบรมจะได้รับการพัฒนาทักษะ และความรู้ความสามารถ ตลอดจนเสริมสร้างประสบการณ์เพื่อให้นำไปใช้ประกอบอาชีพในอนาคตได้

          นอกจากนี้ผู้ที่เข้ารับการอบรมจากโครางการต้นกล้าอาชีพ รัฐบาลจะจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยง และค่าพาหนะระหว่างการฝึกอบรมดังนี้

           ค่าเบี้ยเลี้ยงจำนวน 4,800 บาทต่อคนต่อเดือน (กรณีอบรมไม่ถึงเดือน จ่ายให้วันละ 160 บาท)
           ค่าเดินทางของผู้เข้ารับการฝึกอบรม เหมาจ่ายคนละ 1,000 บาท (ไม่คิดเป็นรายวัน)
           ค่าพาหนะเดินทางระหว่างอบรม จำนวน 720 บาทต่อคนต่อเดือน (กรณีอบรมไม่ถึงเดือน จ่ายให้วันละ 30 บาท)
           และหากผู้ที่ผ่านการอบรมแล้วประสงค์จะกลับไปประกอบอาชีพที่ภูมิลำเนา จะได้รับเงินอุดหนุน 4,800 บาทต่อคนต่อเดือนเป็นเวลาไม่เกิน 3 เดือน รวมทั้งค่าพาหนะเดินทางกลับภูมิลำเนาเหมาจ่าย 1,500 บาท ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการสร้างงาน และเพิ่มศักยภาพกระจายไปตามชุมชนนั่นเอง

 หลักเกณฑ์คัดเลือกผู้สมัครฝึกอบรม

          เกณฑ์การคัดเลือกผู้เข้าอบรม จะใช้ระบบคอมพิวเตอร์สุ่มคัดเลือกผู้เข้าฝึกอบรม ในแต่ละหลักสูตรของแต่ละรอบนั้น และผู้ที่ไม่ได้รับเลือกให้เข้าฝึกอบรมในการสมัครครั้งแรก สามารถสมัครเลือกหลักสูตรครั้งต่อๆ  ไปได้ โดยโครงการจะจัดให้ลงทะเบียนเข้ารับการฝึกอบรมทุกเดือน เดือนละ 1 ครั้ง

          ทั้งนี้ผู้สมัครเข้าฝึกอบรมหนึ่งคนจะสามารถเข้าฝึกอบรมได้เพียง 1 หลักสูตรเท่านั้น และสามารถเข้าฝึกอบรมได้เพียง 1 รอบ

 วิธีการสมัคร

          ผู้สนใจเข้าร่วมอบรมสามารถสมัครลงทะเบียนได้ 2 ทาง คือ

 สมัครด้วยตัวเอง

         กรุงเทพมหานคร นำหลักฐานบัตรประจำตัวประชาชน ไปลงทะเบียนที่ศูนย์แสดงสินค้า อิมแพคเมืองทองธานี ฮอลล์ 3 ในวันที่ 22 มีนาคม 2552 ตั้งแต่เวลา 09.00-21.30 น. (เปิดลงทะเบียน 10.00 น.)

          ต่างจังหวัด สมัครได้ที่สถานที่ฝึกอบรมแต่ละจังหวัด (ดูรายละเอียดที่ http://www.tonkla-archeep.com/registerPoint.php ) และสำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ (ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.mol.go.th/mol_department3_2.html ) ตั้งแต่วันที่ 18 – 24 มีนาคม 2552

 สมัครผ่านทางเว็บไซต์

          ลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ http://www.tonkla-archeep.com  ตั้งแต่วันที่ 18 – 24 มีนาคม 2552 โดยจะปิดให้บริการในช่วงเวลา 01.00 – 05.00 น.ของทุกวันเพื่อทำการปรับปรุงข้อมูลและบำรุงรักษาระบบ

 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

           ศูนย์ปฏิบัติการโครงการ  “ต้นกล้าอาชีพ”  Call Center 1111
           http://www.tonkla-archeep.com/  
           ศูนย์ปฏิบัติการตามโครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน (โครงการต้นกล้าอาชีพ) อาคารสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ชั้น 2 ห้อง 201
           สถาบันอาชีวศึกษาทั่วประเทศ
           สำนักงานจัดหางานทั้งใน กทม. และต่างจังหวัด
           กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน
           ทางอีเมล์ tonkla-archeep@hotmail.com

 คลิกอ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ได้ที่นี่ค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
 
- tonkla-archeep.com
- gcc.go.th

ชิคุนกุนยา ยุงลาย

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก กระทรวงสาธารณสุข , thaimuslim.com , bangkokhealth.com

         

เมื่อเร็วๆ นี้เราคงได้ยินข่าวว่าเกิดการแพร่ระบาดของ “โรคชิคุนกุนยา” ในแถบจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้คนแปลกใจไม่น้อยว่า นี่คือโรคประหลาดสายพันธุ์ใหม่อะไรหรือเปล่า วันนี้กระปุกจึงอาสาคลายข้อสงสัย ด้วยการนำความรู้เกี่ยวกับ “โรคชิคุนกุนยา” มาบอกต่อกันค่ะ

“ชิคุนกุนยา” คืออะไร

          “โรคชิคุนกุนยา” (Chikungunya) หรือ “โรคไข้ปวดข้อยุงลาย” ไม่ใช่โรคใหม่อะไรหรอกค่ะ แต่เป็นโรคที่อุบัติขึ้นมานานแล้วตั้งแต่ปี ค.ศ.1955 โดยมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ทวีปแอฟริกา ก่อนจะแพร่ระบาดไปหลายๆ ประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย ซึ่งผู้ที่บรรยายลักษณะของโรคชิคุนกุนยาเป็นคนแรกคือ Marion Robinson และ W.H.R. Lumsden

          การแพร่เชื้อโรคชิคุนกุนยาในทวีปแอฟริกานั้น มี 2 วงจร คือชนิด “วงจรชนบท” คน-ยุง-ลิง ซึ่งมีการระบาดเป็นครั้งคราว ก่อนที่คนจะนำเชื้อชนิดนี้ออกมาสู่ชุมชนเมือง ทำให้เกิด “วงจรในเมือง” คน-ยุง กลายเป็นการแพร่ระบาดจากคนสู่คน โดยมียุงเป็นพาหะนั่นเอง

          ส่วนในทวีปเอเชียวงจรที่พบคือ “วงจรในเมือง” มียุงลายเป็นพาหะนำเชื้อติดต่อไปสู่คนได้ โดยเกิดการแพร่ระบาดในทวีปเอเชียครั้งแรกที่เมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย ในปี ค.ศ.1963 ขณะที่ในประเทศไทยตรวจพบโรคชิคุนกุนยาครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2501 พร้อมๆ กับโรคไข้เลือดออกที่ระบาดเป็นครั้งแรกในทวีปเอเชีย จากนั้นประเทศไทยก็ได้พบการแพร่ระบาดของโรคชิคุนกุนยามาทั้งหมด 6 ครั้ง คือในปี พ.ศ 2531 ที่จังหวัดสุรินทร์, ปี พ.ศ. 2534 พบที่จังหวัดขอนแก่น และปราจีนบุรี จากนั้นในปี พ.ศ.2536 พบว่ามีการระบาด 3 ครั้งที่จังหวัดเลย นครศรีธรรมราช และหนองคาย

          ก่อนที่ล่าสุดจะพบการระบาดอีกครั้งในช่วงต้นปี 2552 ที่จังหวัดนราธิวาส ยะลา สงขลา และปัตตานี ส่งผลให้มีผู้ป่วยด้วยโรคชิคุนกุนยากว่า 5,596 รายแล้ว (ข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยา ณ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2552)

ชิคุนกุนยา ยุงลาย

ที่มาของชื่อไวรัสชิคุนกุนยา

          ชื่อของเชื้อไวรัสชิคุนกุนยานั้น มาจากคำในภาษา Makonde ซึ่งเป็นภาษาของชนพื้นเมืองในแอฟริกาที่อาศัยอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศแทนซาเนีย และทางตอนเหนือของประเทศโมแซมบิก โดยรากศัพท์พื้นเมืองเดิมเรียกว่า kungunvala ซึ่งมีความหมายเป็นภาษาอังกฤษว่า “That which bends up” สอดคล้องกับลักษณะอาการปวดข้อของโรคนี้

สาเหตุของโรคชิคุนกุนยา

          โรคชิคุนกุนยาเกิดจากเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา (Chikungunya virus) ซึ่งเป็น RNA Virus จัดอยู่ใน genus alphavirus และ family Togaviridae ที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค

ดังนั้นจึงมักพบการระบาดในช่วงฤดูฝนที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะกับการเพาะพันธุ์ของยุงลาย

 

ชิคุนกุนยา ยุงลาย

การติดต่อของโรคชิคุนกุนยา

          การติดต่อของโรคชิคุนกุนยาเกิดขึ้นเมื่อยุงลายตัวเมียกัดและดูดเลือดผู้ป่วยที่อยู่ในระยะไข้สูง ซึ่งเป็นระยะที่มีไวรัสอยู่ในกระแสเลือด เชื้อไวรัสนั้นจะไปเพิ่มจำนวนมากขึ้นในตัวยุง และเมื่อยุงนั้นไปกัดคนอื่นต่อ ก็จะปล่อยเชื้อไปยังคนที่ถูกกัด ทำให้เกิดการติดเชื้อโรคชิคุนกุนยาได้

          ทั้งนี้โรคชิคุนกุนยามีระยะฟักตัว 1-12 วัน แต่ช่วง 2-3 วันจะพบบ่อยที่สุด ส่วนในช่วงวันที่ 2-4 จะเป็นช่วงที่มีไข้สูง มีไวรัสอยู่ในกระแสเลือดมาก และสามารถติดต่อกันได้หากมียุงลายมากัดผู้ป่วยในช่วงนี้ และนำเชื้อไปแพร่ยังผู้อื่นต่อ

อาการของโรคชิคุนกุนยา

          ผู้ที่เป็นโรคชิคุนกุนยาจะมีไข้สูงอย่างฉับพลัน ร่วมกับอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น มีผื่นแดงขึ้นตามร่างกาย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระดูกหรือข้อ ปวดกระบอกตา หรือมีเลือดออกตามผิวหนัง และอาจมีอาการคันร่วมด้วย ซึ่งดูเผินๆ คล้ายกับโรคไข้เลือดออก หรือหัดเยอรมัน แต่จะไม่มีอาการรุนแรงจนถึงขั้นช็อก หรือเลือดออกมากเช่นโรคไข้เลือดออก 

         

อย่างไรก็ตามโรคชิคุนกุนยาสามารถเป็นได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แต่ผู้ใหญ่จะมีอาการรุนแรงกว่า คือมักจะมีอาการปวดข้อทั้งข้อมือ ข้อเท้า และเป็นข้ออักเสบตามมาด้วย ซึ่งมักจะเปลี่ยนตำแหน่งที่ปวดไปเรื่อยๆ บางครั้งมีอาการรุนแรงมากจนขยับข้อไม่ได้ แต่จะหายภายใน 1-12 สัปดาห์ หรือบางคนอาจจะปวดเรื้อรังอยู่เป็นเดือนหรือเป็นปีก็ได้

 

ชิคุนกุนยา ยุงลาย

การรักษาและป้องกันโรคชิคุนกุนยา

          ทุกวันนี้ยังไม่มีวัคซีนสำหรับการรักษาและป้องกันโรคชิคุนกุนยา ดังนั้นการรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการ เช่น หากเป็นไข้ก็ให้ยาลดไข้ หรือหากปวดข้อก็ให้พักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อบรรเทาอาการเท่านั้น  แต่ล่าสุดได้มีผลการศึกษาวิจัยพบว่า ยาคลอโรควิน (Chloroquin) สามารถบรรเทาอาการที่เกิดจากโรคชิคุนกุนยาได้ผลดีเช่นกัน

          ทั้งนี้วิธีที่จะสามารถป้องกันโรคชิคุนกุนยาได้ดีที่สุดก็คือ การกำจัดยุงลายอันเป็นตัวพาหะนำโรค โดยต้องหมั่นตรวจดูแหล่งน้ำภายในบ้าน เช่น บ่อ กะละมัง ชาม โอ่งน้ำ ตุ่ม ฯลฯ ควรหาฝาปิดให้เรียบร้อยเพื่อป้องกันไม่ให้ยุงมาวางไข่ หรือให้ใส่ทรายอะเบทในอัตรา 1 กรัมต่อน้ำ 10 ลิตร ลงไปในน้ำก็จะสามารถป้องกันการวางไข่ของยุงลายได้ รวมทั้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาฉีดพ่นหมอกควันตามอาคารบ้านเรือนที่มีแหล่งน้ำขังอยู่ เพื่อเป็นการป้องกันและกำจัดลูกน้ำยุงลาย

          นอกจากนี้ตัวเราเองก็ต้องป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด โดยการทายากันยุง หรือใช้สารไล่ยุง และสวมเสื้อผ้าที่ป้องกันไม่ให้ยุงกัด รวมทั้งยังต้องเฝ้าสังเกตอาการของคนรอบข้างว่ามีอาการใกล้เคียงกับโรคชิคุนกุนยาหรือไม่ หากมีอาการคล้ายเคียงหรือต้องสงสัยให้รีบพาไปพบแพทย์โดยเร็ว

       

   จะเห็นว่าแม้โรคชิคุนกุนยาจะไม่ทำอันตรายถึงชีวิต แต่ก็ทำให้คนป่วยได้รับความทุกข์ทรมาน และความรำคาญใจจากอาการปวดได้เช่นกัน ดังนั้นเราจึงควรป้องกัน และเตรียมพร้อมรับมือกับโรคชิคุนกุนยาไว้ก่อนจะดีที่สุดค่ะ

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
- สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค
- สสส. , สสส.
- bangkokhealth.com

 คลิกอ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ได้ที่นี่ค่ะ

สรุปประเด็นข่าวโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

           ในระยะที่ผ่านมาเกิดปัญหาโจรผู้ร้ายลักลอบติดตั้งเครื่องสกริมเมอร์ไว้กับตู้เอทีเอ็ม เพื่อโจรกรรมข้อมูลไปใช้ในการปลอมแปลงบัตรเอทีเอ็มและบัตรเครดิต นำไปกดเงินสดออกจากบัญชีของประชาชนจำนวนมาก แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพยายามหาทางแก้ไขและป้องกัน แต่ก็ยังทำได้อย่างยากลำบาก อย่างไรก็ตาม วันนี้กระปุกดอทคอมมีวิธีการป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อมาฝากกันค่ะ…

           คนร้ายที่มีพฤติการณ์ในการลักลอบโจรกรรมข้อมูลบัตรเอทีเอ็มและบัตรเครดิต มักจะทำงานกันเป็นขบวนการ มีเครือข่ายอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก โดยมีทั้งในกลุ่มประเทศเอเชียและยุโรป ซึ่งมีมากที่สุดคือในประเทศมาเลเซีย ทั้งนี้ คนร้ายจะนำเครื่องสกริมเมอร์มาติดตั้งไว้ตามตู้เอทีเอ็มต่างๆ เพื่อดูดข้อมูลจากบัตรแล้วนำข้อมูลนั้นไปปลอมแปลงบัตรใบใหม่ แล้วนำไปใช้ในการกดเงินสด ขณะที่บัตรเครดิตจะมีปัญหามากกว่าบัตรเอทีเอ็ม เพราะนอกจากคนร้ายจะนำไปใช้ในการกดเงินสดแล้วก็จะนำไปใช้รูดซื้อสินค้าด้วย

           ขณะเดียวกัน ผู้ใช้บริการตู้เอทีเอ็มจะต้องระมัดระวัง ก่อนใช้บริการทุกครั้งจะต้องสังเกตให้รอบคอบว่าตู้เอทีเอ็มที่เลือกใช้มีสิ่งแปลกปลอมหรือไม่ และทุกครั้งที่จะกดระหัสบัตรก็ให้ใช้มือบัง สังเกตให้ดีว่ามีใครจ้องมองดูอยู่หรือไม่ ส่วนกรณีบัตรเครดิตก็ต้องระวังทุกครั้งที่นำไปใช้ต้องสังเกตอย่างใกล้ชิด หากนำบัตรไปใช้รูดซื้อสินค้าก็ต้องสังเกตไม่ให้คลาดสายตา

           สำหรับการกดรหัสบัตรเอทีเอ็มนั้น ข้อมูลจะมี 2 ชุด อยู่ตรงแถบแม่เหล็ก ดังนั้น ลูกค้าที่ใช้บริการต้องระมัดระวังรหัส 4 ตัว เวลากดบัตรต้องใช้มือซ้ายบังเพื่อป้องกันการแอบดู หรือการแอบดูโดยกล้องวงจรปิด ถ้าเขาไม่รู้รหัสก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ถ้าไม่แน่ใจว่ามีคนแอบดูหรือไม่ก็เปลี่ยนรหัสบ่อยๆ ส่วนการใช้กล้องเล็กนั้น มิจฉาชีพจะติดเหนือเครื่องเป็นรูเล็กๆ เท่าปลายเข็ม ถ้าเอามือบังก็จะมองไม่เห็น  

           อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าคนร้ายพัฒนารูปแบบและวิธีการอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระทำความผิดให้ได้ทำให้ป้องกันได้ยาก ส่วนวิธีการสังเกตว่าเครื่องเอทีเอ็มเครื่องไหนติดตั้งเครื่องป้องกันการดูดข้อมูลแล้วหรือไม่นั้น ให้สังเกตไฟกะพริบ หากเห็นมีไฟสีเขียวกะพริบตรงช่องเสียบบัตรก็แสดงว่า เครื่องเอทีเอ็มดังกล่าวได้ติดตั้งเครื่องป้องกันไว้แล้ว ทั้งนี้ ผู้ถือบัตรขอให้สบายใจได้ว่า หากถูกโจรกรรมข้อมูลจากบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเครดิตไป ความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดทางธนาคารจะเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนกลุ่มมิจฉาชีพที่หลอกลวงทางโทรศัพท์ให้ไปกดเงินที่เอทีเอ็ม ซึ่งไม่มีใครสามารถสั่งให้เราทำการใดที่ตู้เอทีเอ็มได้ ธนาคารทุกธนาคารไม่มีนโยบายสั่งการให้ลูกค้าไปทำธุรกรรมใดๆ ที่ตู้เอทีเอ็ม

สำหรับการเตรียมพร้อมก่อนกดเอทีเอ็ม เรามีข้อแนะนำ สรุปได้ดังนี้

         เดี๋ยวนี้นอกจากต้องระวังตัวจะถูกแอบดูรหัสเอทีเอ็มในขณะกดเงินแล้ว ยังต้องระวังตัวเองไม่ให้ถูกทำร้ายในขณะที่คุณกำลังกดเงินด้วย เหมือนกรณีของชายผู้โชคร้ายรายหนึ่งที่กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งหลังเขาถูกโจรเอทีเอ็มซะน่วม เพราะไม่ยอมบอกรหัสกดเงินแต่โดยดี แล้วคุณล่ะมีวิธีป้องกันตัวยังไงหากจะไปใช้บริการตู้เอทีเอ็ม

         • หากต้องการกดเงินจากตู้เอทีเอ็ม ควรเลือกตู้ที่อยู่ในสถานที่สว่าง เป็นย่านที่ผู้คนสัญจรไปมา โดยหลีกเลี่ยงจุดที่คิดว่าเป็นจุดเสี่ยงหรือจุดอับที่อาจก่อให้เกิดเหตุร้ายได้

         • เปลี่ยนเวลากดเอทีเอ็ม จากเวลามืดค่ำเป็นเวลากลางวันก็จะช่วยลดความเสี่ยงได้มากขึ้น แต่หากจำเป็นต้องกดเงินในเวลากลางคืน ควรหาใครสักคนมาเป็นเพื่อนด้วยก็ดี

         • ควรสังเกตสภาพแวดล้อมรอบๆ ตู้เอทีเอ็มที่คุณจะใช้บริการ หากพบคนที่มีพฤติกรรมน่าสงสัยก็ควรรอดูท่าทีของเขาว่ากำลังเฝ้ามองคุณอยู่หรือเปล่า ถ้าใช่จริงๆ ควรเปลี่ยนไปใช้ตู้เอทีเอ็มที่ปลอดภัยกว่า เพื่อสวัสดิภาพของตัวคุณเอง

         • หากต้องการทำธุรกรรมผ่านตู้เอทีเอ็มที่ใช้เวลามากกว่าการถอนเงิน เช่น โอนเงิน ควรเตรียมข้อมูลไปให้พร้อม จะได้ไม่ต้องใช้เวลาอยู่หน้าตู้นานๆ หรือเมื่อกดเงินได้แล้ว ไม่ต้องยืนรีรอนับเงินหน้าตู้ เพราะจะเป็นจุดสนใจของคนที่ผ่านไปมาได้ รวมถึงเป็นช่องโหว่ให้พวกมิจฉาชีพฉวยโอกาสกับคุณได้

         • อย่าชะล่าใจกดเงินที่ตู้เอทีเอ็มตู้เดียวเป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงเงินเดือนออก เผื่อว่าพวกมิจฉาชีพจะคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของคุณอยู่

         • ระวังคนร้ายในคราบคนดี อาจทำทีมาตีสนิทในระหว่างที่คุณกดเอทีเอ็ม เช่น ขอความช่วยเหลือในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก่อนจะยกพรรคพวกมารุมทำร้ายแล้วปล้นเงินของคุณไปดื้อๆ

         • หากคุณโชคร้ายประสบเหตุ ควรแจ้งตำรวจทันที อย่าปล่อยทิ้งไว้ อย่างน้อยๆ ตำรวจจะได้เพิ่มความกวดขันดูแลในจุดเสี่ยงเหล่านี้ให้มากขึ้น

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
    
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

 

พายุฤดูร้อน

เรียบเรียงข้อมูลและภาพประกอบโดยกระปุกดอทคอม

          อากาศร้อนอบอ้าวอยู่ไม่กี่วัน เราก็ได้ยินข่าวคราวพายุฤดูร้อนที่รุนแรงพัดถล่มจังหวัดต่างๆ จนสร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนและเรือกสวนไร่นาเป็นจำนวนมาก ทำให้บางคนเกิดความสงสัยว่า “พายุฤดูร้อน” คืออะไร วันนี้เรามีความรู้เกี่ยวกับเรื่อง “พายุฤดูร้อน” มาฝากกันให้คลายสงสัยค่ะ

พายุฤดูร้อน คืออะไร

          พายุฤดูร้อน หรือ พายุฟ้าคะนอง (Thunderstorms) เป็นพายุที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อน มักเกิดในราวเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน หรือในช่วงก่อนเริ่มต้นฤดูฝน พายุฤดูร้อนนั้นจะทำให้การหมุนเวียนของอากาศแปรปรวนอย่างรวดเร็ว จึงเป็นสาเหตุให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองอย่างหนัก ลมพายุพัดอย่างแรง โดยมีฟ้าแลบ ฟ้าร้อง และฟ้าผ่าเกิดขึ้น หรือในบางครั้งอาจมีลูกเห็บตกลงมาด้วย แต่ฝนที่ตกนั้นจะตกไม่นาน เพียงแค่ประมาณ 2 ชั่วโมงก็จะหยุดไป และกินพื้นที่แคบๆ ประมาณ 10-20 ตารางกิโลเมตร เมื่อฝนหยุดตกแล้วอากาศจะเย็นลง และท้องฟ้าจะเปิดอีกครั้ง

สาเหตุการเกิดพายุฤดูร้อน

          พายุฤดูร้อนจะเกิดในช่วงที่มีอากาศร้อนอบอ้าวติดต่อกันหลายวัน แล้วมีมวลอากาศเย็น หรือที่เรียกว่าความกดอากาศสูงพัดมาปะทะกับมวลอากาศร้อน หรือความกดอากาศต่ำ การที่อากาศสองกระแสมากระทบกัน จะส่งผลให้อากาศในบริเวณนั้นแปรปรวนเกิดความรุนแรงจนกลายเป็นพายุฝนฟ้าคะนองขึ้น

          สำหรับประเทศไทย พายุฤดูร้อนเกิดจากการที่ความกดอากาศสูงจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคุลมประเทศไทย จึงทำให้เกิดการปะทะกันระหว่างอากาศที่ร้อนชื้นของประเทศไทยและอากาศที่แห้งและเย็นจากประเทศจีน อากาศเย็นจะผลักให้อากาศร้อนชื้นลอยตัวขึ้นสู่ข้างบนอย่างรวดเร็ว จนเมื่อไอความชื้นขึ้นไปถึงชั้นบรรยากาศก็จะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ จนก่อตัวเป็นเมฆฝนขนาดใหญ่ มีลักษณะเป็นก้อนสีเทาเข้มสูงมากกว่า 10 กิโลเมตร หรือที่เรียกว่าเมฆคิวมูโลนิมบัส (Cumulonimbus) ทำให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ฟ้าแลบและฟ้าผ่าตามมา และหากอุณหภูมิบนยอดเมฆต่ำกว่า ลบ 60 ถึง ลบ 80 องศาเซลเซียส ก็สามารถทําให้เกิดลูกเห็บตกได้

          ในขณะที่ภาคพื้นดินนั้น อากาศที่ยกตัวขึ้นอย่างฉับพลัน จะทำให้อากาศในบริเวณใกล้เคียงไหลเข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นลมพายุ ทำให้เมื่อเกิดพายุฤดูร้อนจะมีลมพายุพัดแรงตามไปด้วยนั่นเอง

พายุฤดูร้อน

ลักษณะอากาศก่อนเกิดพายุฤดูร้อน

          สัญญาณที่จะบ่งบอกว่าพายุฤดูร้อนกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว ก็คือ สภาพอากาศในช่วงนั้นจะร้อนอบอ้าวติดต่อกันหลายๆ วัน มีความชื้นในอากาศสูงจนรู้สึกเหนียวตัว ลมค่อนข้างสงบ ท้องฟ้าขมุกขมัว และมีเมฆมากเมฆจะสูงและมีสีเทาเข้ม ต่อมาลมจะพัดแรงขึ้นไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ก่อนที่เมฆจะก่อตัวหนาแน่นอย่างรวดเร็ว จนเกิดฟ้าแลบ และฝนฟ้าคะนองในระยะไกล สุดท้ายแล้วจะกลายเป็นพายุฝนฟ้าคะนองตามมา

พื้นที่ที่เสี่ยงเกิดพายุฤดูร้อน

          เนื่องจากมักมีมวลอากาศเย็นจากประเทศจีน แผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน จึงเกิดการปะทะกันของมวลอากาศร้อนที่ปกคลุมอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ ทำให้พื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งอยู่ใกล้ประเทศจีนมากกว่าภาคอื่นๆ เสี่ยงต่อการเกิดพายุฤดูร้อนมากที่สุด หรือบางครั้งอาจได้รับอิทธิพลจากคลื่นกระแสลมตะวันตกจากประเทศพม่าเข้ามาเสริม จึงยิ่งทำให้เกิดพายุ ลมกรรโชกแรงมากขึ้น

          ขณะที่ภาคกลางและภาคตะวันออก มีโอกาสเกิดพายุฤดูร้อนได้น้อยกว่า เช่นเดียวกับภาคใต้ที่สามารถเกิดพายุฤดูร้อนได้เช่นกัน แต่ไม่บ่อยนัก

การเตรียมรับมือและป้องกันภัยจากพายุฤดูร้อน

          หากอยู่ในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อภัยพายุฤดูร้อน ควรเตรียมรับมือดังนี้

          ติดตั้งสายล่อฟ้าในอาคารสูงๆ เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากฟ้าผ่า

          หมั่นติดตามสภาวะอากาศ และฟังคำเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยาอยู่เสมอ

          หากมีประกาศเตือนภัยให้เก็บสิ่งของที่มีน้ำหนักเบาสามารถปลิวตามลมได้ไว้ในที่มิดชิด

          ตรวจสอบความแข็งแรงมั่นคงของบ้านเรือน หลังคา อาคารต่างๆ ให้เรียบร้อย เพราะจะเกิดลมพายุอย่าง
          รุนแรงพัดเข้ามาด้วย ซึ่งอาจทำให้หลังคาบ้านปลิวไปพร้อมกับลม หรืออาจมีลูกเห็บตกลงมาทะลุหลังคาบ้าน
          ได้ หากประตูหรือหน้าต่างไม่แข็งแรง ควรใช้ไม้ทาบตีตะปูปิดตรึงไว้ เพื่อป้องกันแรงลมหอบพัดบ้านเรือนพัง
          เสียหาย

          หากพบต้นไม้ สายไฟเกี่ยวกิ่งไม้  ป้ายโฆษณา ฯลฯ ที่อยู่ในสภาพไม่ปลอดภัยควรแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยว
          ข้องให้มาปรับปรุงแก้ไขโดยเร็ว

          เตรียมป้องกันภัยให้สัตว์เลี้ยง และพืชผลการเกษตร เกษตรกรควรจัดทำที่ค้ำยันต้นไม้ โดยเฉพาะกิ่งที่
          กำลังผลิดอกออกผล

          หลีกเลี่ยงการประกอบกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น ออกกำลังกาย ขณะเกิดฝนฟ้าคะนอง

          หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด รวมทั้งโทรศัพท์ เมื่อเกิดฝนฟ้าคะนอง

          จัดเตรียมอาหารแห้ง ยารักษาโรค ตะเกียง ไฟฉาย ไม้ขีดไฟ และวิทยุพกพาไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน

          หลังพายุสงบ หากพบต้นไม้ในบริเวณบ้านโค่นล้ม ให้รีบตัดทิ้งทันที หรือหากพบเห็นเสาไฟฟ้าล้มหรือมี
          สายขาด ควรแจ้งเจ้าหน้าที่มาดำเนินการแก้ไขโดยเร็ว

วิธีหลีกเลี่ยงอันตรายจากพายุและฟ้าผ่า เมื่อต้องอยู่ในที่โล่งแจ้ง

          หากอยู่ในที่โล่งแจ้ง ให้นั่งกอดเข่า โน้มตัวไปข้างหน้า โดยพยายามให้เท้าติดดินน้อยที่สุด และไม่ควร
          นอนราบกับพื้น เพราะพื้นที่เปียกจะเป็นสื่อนำไฟฟ้ามาทำอันตรายได้

          ไม่ควรหลบใต้ต้นไม้ใหญ่ เพราะฟ้าอาจจะผ่าลงมาได้ เนื่องจากฟ้าจะมักผ่าลงมาในจุดที่สูงมากกว่า รวม
          ทั้งป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ เสาไฟฟ้า เพราะเสี่ยงต่อการถูกล้มทับได้

          ควรหลบในอาคาร หรือในรถยนต์ แต่ห้ามอยู่ใกล้ผนังอาคาร และอย่าแตะตัวถังรถเป็นอันขาด เพราะหาก
          เกิดฟ้าผ่าขึ้น สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวนำกระแสไฟฟ้าเข้าถึงตัวได้

          ไม่ใส่เครื่องประดับโลหะ รวมทั้งถือวัตถุที่เป็นโลหะ เช่น ทองคำ ทองแดง เงิน เมื่อต้องอยู่กลางแจ้ง
          ขณะเกิดฝนฟ้าคะนอง เนื่องจากโลหะสามารถนำไฟฟ้าได้

          งดเว้นการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด และโทรศัพท์มือถือชั่วคราว เพราะในช่วงที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง มัก
          เกิดฟ้าผ่า อาจทำให้เกิดอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

- thainews.prd.go.th
- tmd.go.th
- cmmet.tmd.go.th
- dailynews.co.th