บทความ บทความดีๆ เกร็ดความรู้

ความรู้รอบตัว -Kapook แสนรู้

ไข้หวัดหมู

 

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

          ข่าวคราวการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดหมูในประเทศเม็กซิโก จนคร่าชีวิตผู้คนไปหลายสิบคน ซึ่งผู้เสียชีวิตเฉพาะในประเทศเม็กซิโก มีถึง 81 คน (ตัวเลขทางการ ณ วันที่ 26 เมษายน 2552) เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้สร้างความวิตกกังวลให้กับนานาชาติเป็นอย่างมาก ล่าสุดองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกมาประกาศเตือนว่า สถานการณ์ขณะนี้มีความรุนแรงมากขึ้น และมีความเสี่ยงที่จะลุกลามไปทั่วโลก ทำให้หลายคนที่ไม่คุ้นเคยกับโรคชนิดนี้ เกิดความสงสัยว่า “โรคไข้หวัดหมู” คืออะไร และจะสามารถป้องกันได้อย่างไร วันนี้กระปุกอาสามาบอกต่อกันค่ะ

 รู้จักโรคไข้หวัดหมู

          “โรคไข้หวัดหมู” เป็นไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ สามารถพบได้ทั้งในหมูเลี้ยง และหมูป่า ซึ่งมีหลากหลายสายพันธุ์ ทั้ง H1N1, H1N2 และ H3N2  สำหรับโรคไข้หวัดหมูที่กำลังแพร่ระบาดในประเทศเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกานั้น  เกิดจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ สายพันธุ์ เอช 1 เอ็น 1 (H1N1) ซึ่งเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ของคน ซึ่งไม่เคยพบมาก่อน เนื่องจากเป็นการผสมกันของสารพันธุกรรมไข้หวัดใหญ่ในมนุษย์, ไข้หวัดนกที่พบในทวีปอเมริกาเหนือ และไข้หวัดหมูที่พบในทวีปเอเชีย และยุโรป ทำให้องค์การอนามัยโลกต้องเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดหมูอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหวั่นวิตกว่า เชื้อ H1N1 อาจจะกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ที่อันตรายยิ่งขึ้น

 การติดต่อโรคไข้หวัดหมู

          เชื้อไข้หวัดหมู มีการติดต่อเหมือนกับโรคไข้หวัดใหญ่ในคนทั่วไป โดยเชื้อจะอยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย และสามารถแพร่กระจายไปยังผู้อื่นด้วยการไอ หรือจามรดกันในระยะใกล้ชิด และสามารถติดต่อได้จากมือ หรือสิ่งของที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ ทั้งนี้เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูกและตา เช่น การแคะจมูก การขยี้ตา แต่ไม่ติดต่อจากการรับประทานเนื้อหมู

          ขณะที่นักวิชาการขององค์การอนามัยโลก ระบุไว้ว่า โรคไข้หวัดหมู มีอัตราการแพร่ระบาดมากกว่าโรคซาร์ส และไข้หวัดนก แต่อัตราการเสียชีวิตมีน้อยกว่า คืออยู่ที่ร้อยละ 5-7 ขณะที่โรคไข้หวัดนกมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 60

 อาการของโรคไข้หวัดหมู

          เมื่อเชื้อไข้หวัดหมูเข้าสู่ร่างกายจะมีระยะฟักตัวประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนจะปรากฎอาการที่คล้ายกับผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ธรรมดา แต่มีอาการรุนแรงกว่า และรวดเร็วกว่า นั่นคือ มีไข้สูง ปวดเมื่อยตามร่างกาย ไอ มีน้ำมูก มีเสมหะ ปอดบวม คลื่นไส้ อาเจียน จากนั้นเชื้อจะแพร่เข้าสู่กระแสโลหิต จึงทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ผู้ป่วยจะมีการทรงตัวผิดปกติ เดินเอนไปเอนมาเหมือนคนเมาสุรา นอกจากนี้อาจสูญเสียการได้ยินจนถึงขั้นหูหนวกได้ และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

 กลุ่มเสี่ยงติดเชื้อ

          กลุ่มเสี่ยงติดเชื้อไข้หวัดหมู คือ เกษตรกรผู้เลี้ยงหมู คนฆ่าหมูหรือชำแหละเนื้อหมู คนขายเนื้อหมู รวมทั้งผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับหมู และผู้บริโภคเนื้อหมูที่ปรุงไม่สุก

 การรักษาโรคไข้หวัดหมู

          ทางสหรัฐอเมริกา ระบุว่า โรคไข้หวัดหมูสามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ คือ วัคซีนแอนตี้ไวรัส “ทามิฟลู” (Tamiflu) และ “รีเลนซา” (Relenza) แต่ทั้งนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า วัคซีนเหล่านี้จะมีประสิทธิภาพเพียงใด เนื่องจากไข้หวัดหมูที่แพร่ระบาดอยู่ขณะนี้ เป็นไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่เกิดขึ้น จึงต้องมีการศึกษาพัฒนาวัคซีนตัวใหม่ เพื่อใช้ในการรักษาให้มีประสิทธิผลมากขึ้นต่อไป

 การป้องกันโรคไข้หวัดหมู

          โรคไข้หวัดหมู แม้จะเป็นสายพันธุ์หมู แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหมูโดยตรง เพราะเป็นไข้หวัดใหญ่ที่ติดต่อจากคนสู่คน ดังนั้นจึงสามารถรับประทานหมูได้ หากไม่แน่ใจ ให้ปรุงเนื้อหมูให้สุกเสียก่อน คือ ผ่านความร้อนที่อุณหภูมิ 75 องศาเซลเซียสขึ้นไป หรือต้มในน้ำเดือด ก็จะสามารถทำลายเชื้อให้หมดไปได้

          ทั้งนี้ วิธีการป้องกันการติดต่อของโรคได้ดีที่สุด คือ การรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยการออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงการไปในที่ชุมชน หรือสถานที่แออัด และล้างมือบ่อยๆ 

          ในส่วนของผู้ที่มีความจำเป็นต้องเดินทางไปยังประเทศเม็กซิโก รวมทั้งรัฐแคลิฟอร์เนียและเทกซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศใกล้เคียง ควรติดตามสถานการณ์และคำแนะนำจากกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด และหากมีอาการไข้ไม่ลดภายใน 2 วัน ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

          สำหรับประเทศไทยนั้น ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่า ยังไม่พบการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดหมูในประเทศ ดังนั้นก็ไม่ต้องตื่นตระหนกไปหรอกค่ะ แต่ถ้าหากยังไม่แน่ใจว่าจะปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์จากโรคไข้หวัดหมู แนะนำว่าให้รับประทานเนื้อหมูที่ปรุงสุกแล้วดีกว่า และรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ อีกทั้งติดตามข่าวสารอยู่เป็นประจำ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
 
ddc.moph.go.th
uniserv.buu.ac.th

         

 

เรียบเรียงโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก รายการที่นี่หมอชิต และ weopenmind.com

         หลังจากที่ “วิกรม กรมดิษฐ์” เจ้าของอมตะนคร ออกมาเปิดใจในรายการวู้ดดี้ มิลินทจินดา ในทุกแง่ทุกประเด็น ทุกคำถาม โดยเฉพาะเรื่องราวในด้านมืดของเขา งานนี้ก็ทำให้หลายคนถึงกลับอึ้ง! ในความไม่ดี ทึ่งในความสามารถของเขาเลยทีเดียว และด้วยความเป็นคนที่ไม่ธรรมดาเหล่านี้จึงทำให้ชื่อของเขากลายเป็นบุคคลที่หลายๆ คนอยากรู้จักกัน วันนี้กระปุกดอทคอมก็ไม่พลาด จะพาไปเปิดประวัติเขากันค่ะ

         “วิกรม กรมดิษฐ์” ผู้ก่อตั้งและประธานบริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เจ้าของโครงการนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร พร้อมทั้งมีบริษัทในเครืออมตะอีกหลายแห่ง รวมถึงที่อยู่ในเวียดนามด้วย  เขาพลิกผันตัวเองจากครอบครัวที่ทำอาชีพค้าขายในจังหวัดกาญจนบุรี มาสู่เจ้าของอาณาจักรนิคมอุตสาหกรรม

วิกรม กรมดิษฐ์

         วิกรม กรมดิษฐ์ เกิดเวลา 24.00 น. วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2496 ทวดของเขามาจากเมืองจีนมาทำการค้าขายในเมืองไทย จนได้แต่งงานกับย่าทวดที่ทำธุรกิจด้านยาสูบ ต่อมาในรุ่นของคุณปู่ก็มีใช้เรือในการขนส่งใบยาจากกาญจนบุรีมาที่กรุงเทพฯ และส่งไปขายต่อที่จีน ส่วนตัวเขาเองนั้นขณะที่เรียนชั้นประถม 1 ก็เริ่มทำการค้าขายแล้ว เป็นการขายถั่วคั่วที่เขาทำเรื่อยมาจนถึงประถม 3 ต่อมาก็ไปรับขนมปังและลูกอมมาขายควบคู่ไปด้วยเลย ซึ่งวิกรมนั้นมีความฝันที่อยากจะมีกิจการเป็นของตัวเองตั้งแต่เด็ก และด้วยความที่เขาต้องควบคุมคนงานมาตั้งแต่เด็กๆ จึงทำให้รู้จักการวางตัวให้น่าเชื่อถือเพื่อจะได้สามารถควบคุมคนหมู่มากได้

         กระทั่งได้รับทุนการศึกษาในระดับปริญญาตรี จากรัฐบาลไต้หวัน เขาก็เริ่มทำธุรกิจแบบจริงจังมากขึ้นด้วยการนำเข้าอะไหล่วิทยุ, โทรทัศน์ และเครื่องสูบน้ำ จากประเทศไต้หวันเข้ามาขายในไทย และก็ได้นำสินค้าจำพวก เครื่องหนัง, ทองรูปพรรณ และเมล็ดพันธุ์ต่างๆ กลับไปขายในไต้หวัน จนสร้างรายได้ให้เขาเป็นกอบเป็นกำ  เหตุผลที่วิกรม ต้องดิ้นรนทำมาค้าขายแบบนี้ก็เพราะเขามีปัญหากับพ่อ ทำให้พ่อไม่ส่งเสียจึงต้องพยายามหาทางส่งเสียตัวเอง และในที่สุดเขาก็เรียนจบปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน ต่อมาเขาก็ได้ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ในสาขาวิชาการบริหารทั่วไป จากมหาวิทยาลัยรามคำแหงอีกด้วย

วิกรม กรมดิษฐ์

         สิ่งที่วิกรมได้เรียนรู้มาตั้งแต่เด็กนั้น ช่วยหล่อหลอมจนมาถึงวันที่เขาเปิดบริษัทของตัวเอง จากบริษัทส่งออกสินค้าระหว่างประเทศ, ธุรกิจค้าส่งอาหารอย่างทูน่า, ผลิตอาหารกระป๋องส่งขายต่างประเทศ จนมาถึงโรงงานผลิตอาหารที่เป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม จนมาเป็น บริษัทอมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาและจัดการด้านนิคมอุตสาหกรรม หรือเรียกง่ายๆ ก็คือเป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่สนใจเช่าทำเป็นโรงงานอุตสาหกรรม โดยในนิคมอุสาหกรรมจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ อาทิ บ้านพัก หรือ อพาร์ทเมนต์ และสิ่งอุปโภคบริโภคต่างๆ ซึ่งบริษัทอมตะมีนิคมอุตสาหกรรมหลักๆ 3 แห่ง คือ อมตะนคร จังหวัดชลบุรี, อมตะซิตี้ จังหวัดระยอง และอมตะซิตี้ เบียนหัว ที่อยู่ในประเทศเวียดนาม

         บริษัทในเครืออมตะนั้นมีมากมาย ได้แก่ บริษัท อมตะซิตี้ จำกัด, บริษัท อมตะ (เวียดนาม) จำกัด, บริษัท อมตะ วอเตอร์ จำกัด, บริษัท อมตะ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิส จำกัด, บริษัท อมตะ แมนชั่นเซอร์วิส จำกัด, บริษัท อมตะ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด, บริษัท อมตะ คอนโดทาวน์ ระยอง จำกัด, บริษัท อมตะ เพาเวอร์ จำกัด, บริษัท อมตะ จัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ จำกัด, บริษัท อมตะ ซัมมิท เรดดี้ บิลท์ จำกัด, บริษัท เวีย โลจิสติกส์ จำกัด, บริษัท โรงพยาบาลวิภาราม (อมตะนคร) จำกัด และบริษัท เวีย ทรานส์ จำกัด

         นอกเหนือจากการบริหารกิจการในเครืออมตะแล้ว คุณวิกรมยังเคยทำงานด้านอื่น ไม่ว่าจะเป็นฐานะผู้จัดรายการวิทยุ ที่ใช้ชื่อรายการว่า “CEO Vision” และก็ยังเคยเป็นคอลัมนิสต์ให้กับหนังสือพิมพ์คมชัดลึก, มติชน และโพสต์ทูเดย์ แถมยังเคยเขียนหนังสือ “ผมจะเป็นคนดี” กับ “มองโลกแบบวิกรม” ที่ขายได้ในระดับแสนเล่มมาแล้ว อีกทั้งด้วยความที่คุณวิกรมเป็นนักบริหารที่มีความสามารถจึงทำให้เขาถูกสัมภาษณ์ลงนิตยสารมากมาย อาทิ Thai Commerce, Thailand Timeout และ Forbes เป็นต้น

         ส่วนงานด้านอื่น วิกรมเคยเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กับที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และยังเคยเป็นประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, ประธานสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย, ประธานคณะกรรมการไทย ไต้หวัน สภาอุตสาหกรรม

         สิ่งที่ทำให้ผู้ชายที่ชื่อวิกรมมีทุกสิ่งทุกอย่างในทุกวันนี้นั่นก็คือ ความเป็น “นักฝัน” ของเขา ซึ่งเขาเคยเขียนไว้ในหนังสือ “มองโลกแบบวิกรม” ว่า “ผมเป็นคนชอบหลอกตัวเองด้วยการสร้างความรู้สึกในแง่ดีบ่อยๆ กระทำจนเป็นนิสัยในการล่อหลอกตัวเองให้ทำในสิ่งที่ฝันไว้ เพราะความฝันคือเข็มทิศ เป็นพลังขับเคลื่อนชีวิต เป็นน้ำหล่อเลี้ยงมนุษย์ และที่สำคัญ ความฝันไม่เสียสตางค์”

         ทั้งนี้ชีวิตในวัยเด็กของ วิกรม นั้นไม่เคยมีแม้ห้องส่วนตัว เขาจึงฝันอยากจะมีอาณาจักรส่วนตัวที่เขาจะมีอิสระและทำอะไรก็ได้ตามใจ ฝันนั้นจึงกลายมาเป็นอาณาจักร “อมตะนคร” และ “บ้าน” ก็เป็นอีกฝันที่คุณวิกรมปรารถนา เขาได้สร้างบ้าน 2 หลัง หลังหนึ่งอยู่ที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ บนเนื้อที่กว่า 30 ไร่ พื้นที่ดังกล่าวเมื่อก่อนเป็นเพียงไร่ข้าวโพดธรรมดา แต่ปัจจุบันเต็มไปด้วยธรรมชาติมากมาย ทั้งสระน้ำขนาดเกือบ 3 ใน 4 ของเนื้อที่, ภูเขา ที่นำดินจากการขุดสระมาสร้าง, ถ้ำ ที่สร้างขึ้นเอง และในถ้ำยังมีห้องนอน ห้องรับแขก ภาพวาดเกี่ยวกับชีวิตครอบครัว ที่เลียนแบบประติมากรรมจากผาแต้มอีกด้วย

บ้าน วิกรม กรมดิษฐ์

         ทุกสิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากความฝันของเขาทั้งนั้น วิกรมเคยบอกว่า เขาอยากมีภูเขา อยากมีถ้ำเป็นของตัวเอง แต่การจะไปซื้อหรือยึดที่เป็นของหลวง หรือของรัฐคงไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงต้องสร้างธรรมชาติเหล่านั้นขึ้นมา  นอกจากนี้ในเนื้อที่ดังกล่าวยังเต็มไปด้วยต้นไม้ ที่เขาปลูกไว้ และคาดว่าอีกไม่กี่ปีบนเนื้อที่ของเขาจะเป็นป่าสงวนย่อมๆ เลยทีเดียว … ท่ามกลางธรรมชาติ วิกรมยังได้สร้างบ้านในสระน้ำอีกด้วย โดยเขาได้ตั้งชื่อไว้ว่า “ศานติสงบ” อันเป็นสถานที่ที่เขาจะได้สัมผัสความสงบจากธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ปลูกฝังเขามาตั้งแต่เด็กๆ 

         ส่วนบ้านอีกหลังของวิกรมอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร ใช้ชื่อว่า “AmataCastle” โดยเขาตั้งใจสร้างให้เป็นปราสาทหินทรายฝังบรอนซ์หลังใหญ่ ภายในจะมีทั้งสเตเดียมแบบกรีกโรมัน, ห้องบอลรูม และสวนป่าหิมพานต์ พร้อมทั้งยังเปิดเป็นหอศิลป์โชว์ภาพเขียนของศิลปินในเมืองไทย อีกทั้งยังมีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงของโบราณและของใช้ส่วนตัวที่มีค่าทางจิตใจต่อตัวเขาอีกด้วย

         แม้ชีวิตวิกรมจะมีหลายสิ่งที่ทำให้เขาได้รับการยกย่องและเชิดชูให้เป็นบุคคลที่มากไปด้วยความสามารถ เป็นคนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และประสบความสำเร็จมากๆ คนหนึ่ง แต่ใครจะรู้ว่าในอีกมุมชีวิตของวิกรมยังมีเรื่องให้อึ้งได้เช่นกัน พร้อมกับเกิดคำถามตามมาว่า “เขาทำเช่นนี้ได้อย่างไร”

         ทั้งนี้วิกรมเคยมีปัญหากับพ่อ และถึงขนาดว่าเขาได้ทำร้ายพ่อมาแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขาต้องหนีออกจากบ้าน และทุกวันนี้เขาก็ไม่เคยกลับบ้านนานมาแล้วหลายปี และที่เคยคุยกับพ่อก็เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา แถมเป็นการคุยกันทางโทรศัพท์อีกต่างหาก

         “ผมล้มเหลวกับครอบครัว โดยเฉพาะกับพ่อ และนี่คือสิ่งที่ผมอยากถ่ายทอดให้แก่คนรุ่นใหม่ อะไรที่เป็นสีดำ อะไรที่เป็นความผิดพลาดในชีวิตของผม ผมไม่ปิดบังเลยนะ อย่างเรื่องที่ผมขัดแย้งกับพ่อ ผมไม่อยากให้มันเกิดกับคนอื่น ผมถึงเอาตัวผมเป็นตัวอย่าง เอาตัวผมไปเป็นตัวละคร ให้คนอื่นได้ดูว่าตัวละครตัวนี้มันเต้นผิดยังไง มันร้องผิดรำผิดยังไง”

         ส่วนชีวิตด้านครอบครัวนั้นเขาเคยแต่งงานมาก่อนแล้ว หากคุณเคยดูบทสัมภาษณ์รายการหรือสื่อต่างๆ ถ้าถามเรื่องชีวิตครอบครัวเขาก็จะบอกเสมอว่า เขามีภรรยาคนเดียวและจะมีคนสุดท้ายก็คือ เคลลี่

         วิกรมกับเคลลี่เจอกันที่ไต้หวัน ตอนนั้นเขาเพิ่งจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และได้ไปเรียนต่อที่ไต้หวัน เคลลี่เป็นลูกสาวของนายสถานีวิทยุกระจายเสียง ส่วนแม่เป็นเจ้าของโรงงานตุ๊กตาหินส่งออกไปขายยังต่างประเทศ ความน่ารักและเป็นคนเก่งของเคลลี่ ทำให้วิกรมตกหลุมรักและประทับใจในความมีน้ำใจของเธอที่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลเด็กพลัดถิ่นอย่างเขา จนทำให้เป็นบ่อเกิดแห่งความรัก ความซาบซึ้งใจและความผูกพันในมิตรภาพของกันและกัน

         วิกรมเล่าว่า “ตอนนั้นผมเพิ่งเริ่มติดต่อการค้า บางวันแย่หนักมีเงินติดตัวเพียง 25 สตางค์เท่านั้น ก็มีแต่เคลลี่ที่ส่งเงินมาทางจดหมายครั้งละ 5 เหรียญ 10 เหรียญ ให้ผมได้ใช้ประทังชีวิต”

วิกรม กรมดิษฐ์

         อีก 10 ปีต่อมา เขาและเคลลี่ก็จัดงานแต่งงานอย่างใหญ่โตขึ้นที่ไทเปและสวนสามพราน ชีวิตคู่ของวิกรมมีความสุขดีมาตลอดจนถึงช่วงก่อนอายุ 30 ปี ธุรกิจของวิกรมเริ่มอยู่ตัว เขากับภรรยาไม่เคยทะเลาะกันเลย เพราะมีความรักแบบเพื่อนที่เข้าอกเข้าใจกันดี แต่ไม่นานนักความรักระหว่างคนทั้งสองก็เริ่มเกิดปัญหาจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ วิกรมจึงส่งเคลลี่ไปเรียนปริญญาโทที่อเมริกา ด้วยความหวังว่าการห่างกันจะทำให้อะไรๆ ดีขึ้น แต่ความจริงกลับไม่เป็นอย่างที่คิด ความสัมพันธ์ระหว่างเขาทั้งสองยิ่งยากจะประสานให้ดีดังเดิม สุดท้ายทั้งคู่ก็ได้หย่าขาดจากกัน 

         การตัดสินใจเลิกกันทั้งคู่ ทำให้เขาใช้เวลารักษาแผลใจอยู่ช่วงใหญ่ และทำให้ วิกรมสิ้นศรัทธาต่อความรัก หมดความเชื่อมั่นและความหวังในเรื่องการแต่งงานเลยทีเดียว จนในที่สุดเขาก็กลับมาใช้ชีวิตใหม่อีกครั้ง พร้อมกับมีผู้หญิงมากมายเข้ามาชีวิต แต่เขาก็ไม่เคยแต่งาน หรือยกย่องใครมาเป็นภรรยา จนทำให้เขาถูกสังคมมองว่า เป็นเพลย์บอยคนหนึ่งของเมืองไทย ซึ่งผู้หญิงที่เข้ามาในชีวิตวิกรมทุกคนจะต้องยอมรับในเงื่อนไขและขอบเขตแห่งความสัมพันธ์ไว้ล่วงหน้า ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจ และการเป็นอิสระต่อกัน ไม่มีการผูกมัดหรือมีพันธะใดๆ ต่อกัน หากมีผลพวงที่เกิดจากความสัมพันธ์ขึ้นก็จะต้องจบลงที่คลีนิกเท่านั้น 

         “ผมทำผู้หญิงท้อง 10 กว่าคน และพาไปทำแท้งทั้งหมด ถ้าเกิดมาแล้วเป็นปัญหาจะให้(เด็ก)เกิดมาทำไม ก็พาไปทำแท้ง ทำให้ทุกวันนี้ผมไม่มีภาระเรื่องลูก ลูกของผมคนแรกถ้าผมไม่ให้เธอทำแท้ง วันนี้เขามีอายุ 30 ปีแล้ว” 

         สำหรับเหตุผลที่เขาเลือกการทำแท้ง ก็เนื่องจากความคิดที่ว่า ไม่ต้องการสร้างปัญหาให้กับใคร ไม่ว่าผู้หญิงหรือคนรอบข้างและสังคม โดยเฉพาะผู้ที่จะเกิดมาซึ่งไม่มีส่วนร่วมรู้ในสิ่งที่พ่อกับแม่ได้สร้างขึ้น หากพ่อกับแม่ไม่มีความพร้อมในทุกด้าน ก็เท่ากับเรากำลังสร้างบาปให้แก่ผู้บริสุทธิ์ และมีส่วนในการสร้างปัญหาและมลภาวะแก่สังคมถ้าถามเขาว่า แล้วทรัพย์สมบัติที่มีมากมายเขาจะให้ใคร เขาบอกว่า คนนั้นอาจจะเป็นลูกหลาน เป็นญาติ เป็นพนักงาน หรือใครก็ได้ที่เป็นคนดี สามารถสืบทอดเจตนารมณ์ของเขาได้ 

         “ลูกน้องผมอยู่กับผมมาตั้งแต่เริ่มเปิดบริษัท แล้ววันนี้พวกเขาก็ทำได้ดี ผมไปแย่งงานเขาทำก็ไม่มีประโยชน์ เราชอบหลอกตัวเองแบบเถ้าแก่ว่าต้องลงมือทำเองทุกเรื่อง คนจีนยุคก่อน ถ้าไม่ใช่ลูกหลาน ไม่ใช่พรรคพวก ก็ไม่ให้ตำแหน่ง ผมเองก็มีเชื้อจีน แต่ผมว่าความคิดแบบนั้นมันไม่ถูก ผมบอกไว้เลยว่าบริษัทผมต้องเป็นของมหาชนอย่างแท้จริง ดังนั้นไม่ควรจะมีคนจากครอบครัวผมเกิน 2 คน เป็นกรรมการหรือผู้บริหาร”

         ทุกวันนี้งานของวิกรม คือ อ่าน เขียน และถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตของตัวเองให้คนอื่นๆ ได้รู้ ได้นำไปปรับใช้ในชีวิต ไม่เข้ามานั่งบริหารธุรกิจหลายร้อนล้านเอง แต่คอยให้คำแนะนำและคอยชี้ทางให้กับลูกน้อง … หลายคนที่สนิท ได้สัมผัสกับชีวิตอันเรียบง่าย มีวิสัยทัศน์กว้างไกลของเขา ก็ทำให้บ่อยครั้งมีคำถามว่า “คุณวิกรมไม่คิดลงเล่นการเมืองเหรอ ไม่คิดไปช่วยพัฒนาประเทศชาติบ้างเหรอ” เขาก็บอกว่าเขาไม่คิดเล่นการเมือง และทุกวันนี้เขาก็มีส่วนช่วยประเทศชาติในการเพิ่ม GDP ให้กับประเทศ เพราะ บริษัทของเขามี GDP สูงทีเดียว นอกจากนี้เขายังบอกอีกว่าไม่ต้องการเงินทอง ไม่ต้องการชื่อเสียง ลาภยศสรรเสริญ ถึงมีคนมาให้รางวัล ก็จะไม่รับรางวัลอะไรทั้งนั้นในชีวิตนี้ แม้กระทั่งโนเบล เพราะเขาคิดว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่มุ่งหวัง สิ่งที่เขาคาดหวังคือความสุขกับความภูมิใจต่างหาก

         “ทุกวันนี้ห้องที่ผมนอนจะมืดหมดเลย ห้องนอนผมไม่มีหน้าต่าง ไม่มีเสียง ไม่มีแสง ผมอยู่กับความเป็นศูนย์ เวลาผมปิดไฟมันก็มืดหมด มืดแบบไร้ซึ่งขอบเขต เงียบ ไร้ซึ่งทุกอย่าง นำไปสู่ความสงบ การที่เราอยู่กับตัวเอง ไม่มีอะไรมาเกี่ยวข้องกับตัวตนของเรา มันทำให้เรารู้จัก เข้าใจความเป็นตัวตน ความเป็นวิกรมอย่างแท้จริง ผมว่าถ้าเราเข้าใจตัวเองอย่างถ่องแท้ และอย่างถูกต้อง เราจะรู้จักตัวเอง และรู้ว่าเรากำลังมองหาอะไรในชีวิต”

         นี่เป็นเพียงเรื่องราวส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้ชายที่ชื่อ “วิกรม กรมดิษฐ์” นักธุรกิจหลายร้อยล้าน นักปรัชญาของเมืองไทย ผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและยังคงดำเนินชีวิตที่เรียบง่าย แต่ในชีวิตก็มีด้านมืดดังคนอื่นๆ เช่นกัน

ประวัติ 

         ชื่อ : วิกรม กรมดิษฐ์
         วันเกิด : 17 มีนาคม พ.ศ.2496
         สถานภาพ : โสด

การศึกษา : 

         – วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยแห่งชาติ ไต้หวัน
         – บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ประสบการณ์ระหว่างเป็นนักศึกษา

         1971 : ได้รับทุนการศึกษาระดับปริญญาตรี จากรัฐบาลไต้หวัน
         1973 : ได้รับรางวัลในฐานะนักเรียนนานาชาติยอดเยี่ยม ในการกล่าวสุนทรพจน์
         1973 : ประธานและผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมศิษย์เก่านักเรียนไทยในไต้หวัน

ประสบการณ์ในอดีต

         1975-1994 : กรรมการผู้จัดการบริษัท วี แอนด์ เค คอร์ปอเรชั่น (มหาชน)
         1989-1994 : ประธานบริษัท กรมดิษฐ์ โฮลดิ้ง
         1992-1997 : รองประธาน บี ไอ พี แอนจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน)

ตำแหน่งทางสังคมปัจจุบัน

         – รองประธานสภาธุรกิจไทย – จีน 
         – เหรัญญิก ของสมาคมไทย – ญี่ปุ่น 
         – รองประธานสมาคมศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยไต้หวัน
         – สมาชิกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
         – สมาชิกสมาคมการสื่อสารแห่งประเทศไทย
         –  สมาชิกสมาคมสัตว์ป่าแห่งประเทศไทย

ตำแหน่งทางสังคมในอดีต

         1990-1992 : เลขานุการสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย
         1992-1995 : รองประธานสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย
         1992-1994 : กรรมการบริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
         1992-1993 : ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
         1993-1994 : ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
         1994-1996 : ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, ประธานสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย
         1998-2002 : ประธานคณะกรรมการไทย – ไต้หวัน สภาอุตสาหกรรม

 

  คลิกอ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ได้ที่นี่ค่ะ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
  
- vikrom.net
- moneychannel.co.th
- amata.com 
- payakorn.com
- weopenmind.com

Earth Day


          ปัจจุบันปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเป็นพิษได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับน้ำเสีย อากาศเป็นพิษ หรือการตัดไม้ทำลายป่าที่ส่งผลให้เกิดวาตภัย หรืออุทกภัยอย่างฉับพลัน ในวันที่ 22 เมษายน ของทุกปี ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้ร่วมกันจัดกิจกรรมต่างๆ ขึ้น เพื่อเรียกร้องให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นการอนุรักษ์โลกใบนี้ไว้

ความเป็นมา

          เนื่องจากปัจจุบันสิ่งแวดล้อมได้รับผลกระทบกระเทือนจะการกระทำของมนุษย์เป็นอย่างมาก นอกจากนั้นก็ยังมีปัญหาสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นปัญหาโลก เช่นปัญหาการเกิดปรากฎการณ์เรือนกระจก หรือ “Green House Effect” ปัญหาปริมาณโอโซนในบรรยากาศลดลง หรือปัญหาพลังงานของโลกที่จะต้องหามาทดแทนการใช้น้ำมัน เป็นต้น

 

ทรัพยากรธรรมชาติ

 

          ดังนั้น ในวันที่ 22 เมษายน 2513 ประชาชนอเมริกันที่ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาสิ่งแวดล้อม กว่า 20 ล้านคน จึงได้พร้อมใจกันมาชุมนุมเพื่อประท้วงการเพิ่มขึ้นของมลภาวะ และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติบนพื้นโลก ผลจากการชุมนุมก่อให้เกิดการออกพระราชบัญญัติแก้ไขมลพิษในอากาศของสหรัฐอเมริกา และมีการจัดตั้งสำนักงานป้องกันสิ่งแวดล้อมแห่งชาติขึ้น และกำหนดให้วันที่ 22 เมษายน ของทุกปีเป็นวันคุ้มครองโลก หรือ “Earth Day” ในประเทศไทยเริ่มจัดให้มีการรณรงค์ขึ้นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ.2533

เป้าหมายของวันคุ้มครองโลก

        1. เพื่อลดอัตราการเกิดคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีอยู่อย่างหนาแน่นในบรรยากาศ

        2. เพื่อกำจัดคลอโรฟลูออโรคาร์บอนซึ่งเป็นตัวทำลายสภาพโอโซนและก่อให้เกิดการสะสมความร้อนให้หมดสิ้นไป

        3. เพื่ออนุรักษ์สภาพป่าที่เหลืออยู่ ทั้งที่เป็นป่าเบญจพรรณและป่าดงดิบ

       4. เพื่อห้ามการซื้อ-ขายสิ่งมีชีวิตที่อาจทำให้ภาวะการเจริญพันธุ์ลดลงหรือหมดสิ้นไป

      5. เพื่อคงสภาพระดับประชากรไว้ให้อยู่ในสภาพที่สมดุลกับทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่

      6. เพื่อสร้างพลังอำนาจจากองค์กรต่างๆ ทั่วโลกให้ร่วมกันปกป้องบรรยากาศ น้ำ และสภาพอื่นๆ ให้พ้นจากการกระทำที่มิชอบของมนุษย์

      7. เพื่อสร้างสำนึกในอันที่จะรักษาโลกไว้ทั้งบุคคล ชุมชนและชาติ

 

วันคุ้มครองโลก
กิจกรรมที่ปฏิบัติในวันคุ้มครองโลก

        1. การส่งเสริมการปลูกต้นไม้ทั่วทุกหนทุกแห่ง โดยเฉพาะแถบแอฟริกา เคนยา ไนจีเรีย และนามิเบีย เป็นต้น

        2. การอนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่ที่เหลืออยู่ในเมือง หมู่บ้าน และภูเขา

        3. รณรงค์ให้มีการอนุรักษ์ป่าธรรมชาติเพื่อเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารและที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า

        4. เน้นการคุมกำเนิดเพื่อให้จำนวนประชากรได้คงอยู่ในระดับคงเดิม

        5. ให้การศึกษาแก่เยาวชนและประชาชนทั่วไปได้ตระหนักถึงปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

        6. ร่วมกันรักษาความสะอาดตามถนนหนทาง ชายหาด อุทยาน และสถานที่สาธารณะต่างๆ

ข้อมูลและภาพประกอบจาก

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก เดลินิวส์, ข่าวสด, คมชัดลึก, ไทยรัฐ

          ข่าวการจากไปของ “แสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์” อดีตแชมป์โลก ยอดมวยดังชาวไทย ถูกตีแผ่จากสื่อแทบทุกแขนง เพราะเขาคือนักชกในตำนานที่สร้างประวัติศาสตร์เจ้าของสถิติชก 3 ครั้ง คว้าแชมป์โลก  จนถึงวันนี้ยังไม่มีใครลบสถิตินั้นได้ ทั้งนี้ แสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์ ป่วยด้วยอาการลำไล้อุดตัน เนื่องจากเกิดอาการท้องผูกอยู่บ่อยๆ กระทั่งเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล เมื่อวันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา ทว่าอาการที่แสนศักดิ์เผชิญอยู่นั้นถือว่าอยู่ในขั้นวิกฤตแล้ว เพราะลำไส้ที่อุดตันเกิดฉีกขาด อีกทั้งเจ้าตัวยังมีโรคแทรกซ้อนทั้งโรคตับ โรคหัวใจ เป็นทุนเดิม ทำให้เกิดความดันต่ำ ระบบหายใจไม่ปกติ เกิดติดเชื้อในกระแสเลือด และไตวาย หัวใจล้มเหลวในที่สุด สิ้นลมอย่างสงบ เมื่อเวลาประมาณ 15.40 น. ของวันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน ในวัย 56 ปี

          หลายคนยังจำภาพนักชกผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ได้ติดตา หลายคนอาจเพียงได้ยินถึงกิตติศัพท์ความเป็นยอดมวย หรืออีกหลายๆ คนอาจไม่เคยรู้จักเขาผู้นี้ ดังนั้น วันนี้ กระปุกดอทคอม จะพาคุณไปย้อนตำนานชีวิตนักมวย เจ้าของฉายา “ซ้ายทลายโลก” คนนี้กันค่ะ

          แสบ-แสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์ มีชื่อจริงว่า บุญส่ง มั่นศรี เกิดเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2495 เป็นชาวจังหวัดเพชรบูรณ์โดยกำเนิด มีพี่น้องทั้งหมด 6 คน เขาเริ่มหัดชกมวยไทยครั้งแรกกับครูสมคิด คำมาตย์(สายชัย เมืองสุรินทร์) โดยใช้ชื่อ “แสนแสบ เพชรเจริญ” หรือ “แสบทรวง เพชรเจริญ”  เมื่อเข้ามาในกรุงเทพฯ ได้เข้ามาอยู่กับค่าย “เมืองสุรินทร์” ของ “จอมตบ” สนอง รักวานิช และซึ่งต่อมาเป็นนักมวยไทยชื่อดังในขณะนั้น เขาเคยปะทะฝีมือกับยอดมวยไทยร่วมสมัยหลายคน เช่น ศิริมงคล ลูกศิริพัฒน์, พุฒ ล้อเหล็ก, คงเดช ลูกบางปลาสร้อย, ผุดผาดน้อย วรวุฒิ เป็นต้น 

          ต่อมา แสนศักดิ์ ถูกดึงตัวไปชกมวยสากลสมัครเล่นในนามทีมชาติ รายการมวยซีเกมส์ หรือกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 7 ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งการแข่งขันในครั้งนี้เขาชนะน็อกคู่ต่อสู้ทุกรอบทุกคน จนคว้าเหรียญทองมาครอง ทอง  และเปลี่ยนชื่อเป็น “แสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์” ในเวลาต่อมา ก่อนจะหันมาชกมวยสากลอาชีพ ในสังกัดพญาอินทรี เทียมบุญ อินทรบุตร ขึ้นสังเวียนชกเพียงแค่ 3 ไฟต์ ก็ได้เข็มขัดแชมป์โลกมาครองทันที ได้เป็นแชมป์โลกคนที่ 5 ของเมืองไทย โดยครั้งแรก ชนะน็อก รูดี้ บาร์โร่ นักชกฟิลิปปินส์ แค่ยกแรก เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2517 ครั้งที่ 2  ชนะน็อก ไลอ้อน ฟูรูยาม่า นักชกญี่ปุ่นรองแชมป์โลกรุ่นซูเปอร์ไลต์เวตของสภามวยโลก (WBC) ไปในยกที่ 7 และครั้งที่ 3 ปี พ.ศ. 2518  ชนะน็อก เปริโก เฟอร์นันเดซ นักชกสเปนเจ้าของตำแหน่งแชมป์โลกซูเปอร์ไลต์เวต ในยกที่ 8

          หลังจากนั้นแสนศักดิ์ ก็รุ่งเรืองในเส้นทางมวยโลก มีแพ้บ้างชนะบ้าง แต่ก็ป้องกันตำแหน่งไว้ได้หลายต่อหลายครั้ง และบางครั้งเป็นไฟต์แห่งความทรงจำที่ยังคงตรึงใจแฟนมวยอยู่จนทุกวันนี้  แต่ระยะหลังแสนศักดิ์เริ่มมีปัญหาทางสายตา โดยในปี พ.ศ.2521 เขาเสียแชมป์โลกในการป้องกันตำแหน่ง ครั้งที่ 8 ของสมัยที่ 2 กับ คิม ซาง ฮัน นักมวยชาวเกาหลีใต้ และในปี พ.ศ.2524 แสนศักดิ์ แพ้คะแนนอย่างขาดลอยในศึกชิงแชมป์สหพันธ์มวยภาคตะวันออกและแปซิฟิก (OPBF) รุ่นเวลเตอร์เวต กับ ซุง แจ ฮาง นักชกเกาหลีใต้ ที่เวทีมวยชั่วคราวบึงผลาญชัย จ.ร้อยเอ็ด ทำให้การชกครั้งนี้นับเป็นไฟต์สุดท้ายในเส้นทางมวยอาชีพ ก่อนที่แสนศักดิ์จะตัดสินใจแขวนนวมในที่สุด

          ด้านชีวิตครอบครัว แสนศักดิ์สมรสกับภรรยาคนแรก คือ “ปริม ประภาพร” ดาราสาวดาวยั่วชื่อดังในสมัยนั้น และมีลูกชาย ชื่อ “เกรียงศักดิ์” ซึ่งแสนศักดิ์เป็นคนตั้งเอง โดยให้ตรงกับชื่อนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น (พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์) และมีชื่อเล่นว่า “คิง” แต่ปัจจุบันเขาใช้ชีวิตอยู่กับนางศศวรรณ  มั่นศรี  ภรรยาคนที่ 2 และลูกสาวบุญธรรม ด.ญ.ปานวาด มั่นศรี วัย 13 ปี ที่บ้านย่านดินแดง กรุงเทพฯ

          ชีวิตหลังเกษียณจากสังเวียนของแสนศักดิ์นั้นไม่สวยหรูเท่าใดนัก เพราะนับจากเสียแชมป์โลกครั้งสุดท้าย เงินทองที่เคยมีอยู่นับ 10 ล้านบาท ก็ร่อยหรอ และยังโดนหลอกจากเพื่อนฝูงและคนรู้จัก รวมถึงคนในวงการมวยด้วย เคยลงทุนเป็นโปรโมเตอร์เอง แต่ก็ต้องขาดทุน เคยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ที่เพชรบูรณ์ บ้านเกิด ก็ไม่ได้รับเลือก อีกทั้งตาข้างขวาก็บอดสนิท ส่วนตาข้างซ้ายได้รับการผ่าตัดจนมองเห็นได้ 

          และวันนี้ตำนานยอดมวยโลกชาวไทยก็ได้ถูกปิดลงอย่างสิ้นเชิงพร้อมๆ กับการจากไปอย่างสงบ ทั้งนี้ ญาติจะนำร่างของแสนศักดิ์ ไปบำเพ็ญกุศลที่ ศาลา 3 วัดตรีทศเทพ และจะมีพิธีรดน้ำศพในวันพร่งนี้ (17 เมษายน) เวลา 17.00 น.

          ทางทีมงานกระปุกดอทคอมขอแสดงความเสียใจกับครอบครัว “มั่นศรี” ต่อการจากไปของ “แสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์” หรือ “นายบุญส่ง มั่นศรี” และขอให้วิญญาณ ไปสู่สุคติด้วยเถิด สาธุ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
    

โครงการบ้านยิ้ม บ้านยิ้ม

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก กรุงเทพธุรกิจ , คมชัดลึก 

          เป็นที่ถามไถ่กันอย่างมากกับ “โครงการบ้านยิ้ม” นโยบายของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่ต้องการจะช่วยเหลือข้าราชการ และลูกจ้าง กทม. วันนี้เรามีรายละเอียดเกี่ยวกับ “โครงการบ้านยิ้ม” มาฝากค่ะ

 โครงการบ้านยิ้มคืออะไร

          โครงการบ้านเอื้ออาทรตามโครงการบ้านยิ้ม เป็นนโยบายของกรุงเทพมหานครที่ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, การเคหะแห่งชาติ (กคช.), ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) , ธนาคารออมสิน, ธนาคารกรุงไทย และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ที่ให้ความช่วยเหลือข้าราชการ และลูกจ้างประจำของกรุงเทพมหานครให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง โดยสามารถเช่าซื้อบ้านได้ในราคาต่ำ และจะเปิดบ้านยิ้มเฟสต่อๆ ไปในอนาคต เพื่อรองรับความต้องการให้ได้มากที่สุด

 ลักษณะของบ้านในโครงการ

          โครงการบ้านยิ้มจะเป็นห้องชุดขนาด 33 ตารางเมตร จำนวน 10,000 ยูนิต แบ่งเป็นห้องชุดตกแต่งพร้อมอยู่ ราคา 450,000 บาท และห้องเปล่า ราคา 390,000 บาท ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 1,000 ยูนิต และรอบปริมณฑล ได้แก่ จังหวัดนนทบุรี, ปทุมธานี ,สมุทรสาคร, นครปฐม และสมุทรปราการ จำนวน 9,000 ยูนิต ซึ่งขณะนี้ได้ก่อสร้างเสร็จไปแล้ว 8,400 ยูนิต ส่วนที่เหลือจะใช้เวลาในการก่อสร้างอีกประมาณ 4-7 เดือน

บ้านยิ้ม โครงการบ้านยิ้ม

 ใครมีสิทธิ์ในโครงการบ้านยิ้ม

          ผู้ที่มีสิทธิ์เข้าโครงการบ้านยิ้ม คือ ข้าราชการ และลูกจ้างประจำของกรุงเทพมหานคร ที่มีรายได้ไม่เกิน 13,500 บาทต่อเดือน และยังไม่มีบ้านเป็นของตนเอง สามารถเช่าซื้อที่อยู่อาศัยในราคาต่ำ แต่หากมียอดผู้จองไม่ครบตามจำนวน ก็จะกระจายสิทธิ์ไปยังกลุ่มอื่นๆ เช่น กลุ่มที่มีรายได้เกิน 13,500 บาท แต่ยังไม่มีบ้านพักเป็นของตัวเอง

          ทั้งนี้กรุงเทพมหานครเตรียมจะเปิดโครงการบ้านยิ้มเฟส 2 ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ หรือมีรายได้มากกว่า 13,500 บาทต่อเดือน และต้องการมีบ้านพักอาศัย หรือรีไฟแนนซ์บ้าน สามารถเข้าร่วมโครงการได้

 เปิดจองได้ที่ไหน และเมื่อไหร่

          โครงการบ้านยิ้มเปิดให้ผู้มีสิทธิ์ลงทะเบียนจองบ้านได้ ตั้งแต่วันที่ 1-10 เมษายน 2552 ที่ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง) ตั้งแต่เวลา 10.00-16.00 น. แต่หากไม่สะดวกก็สามารถลงทะเบียนจองได้ที่หน่วยงานต้นสังกัดของตัวเอง และเมื่อลงทะเบียนแล้ว ทางกรุงเทพมหานครจะตรวจสอบคุณสมบัติผู้มีสิทธิ์ จากนั้นจะประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับสิทธิ์บ้านเอื้ออาทรในวันที่ 1 พฤษภาคม และเริ่มทำสัญญากับการเคหะแห่งชาติในวันที่ 15 พฤษภาคม

 รูปแบบการผ่อนชำระ

          ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถยื่นกู้ธนาคารได้เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ แม้ไม่มีเงินดาวน์ ในอัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 2.75 นาน 30 ปี หรือผ่อนชำระเดือนละ 1,850 บาท หรือเลือกผ่อนชำระ 10-20 ปี กับธนาคารที่เข้าร่วมโครงการ 4 แห่ง คือ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารออมสิน และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย อีกทั้งยังสามารถใช้วิธีการหักเงินผ่อนชำระจากเงินเพิ่มสวัสดิการของกรุงเทพมหานคร ที่ได้รับเดือนละ 2,000 บาทได้

          ในส่วนของโครงการเฟส 2 ที่เปิดให้สำหรับข้าราชการและลูกจ้างที่มีรายได้มากกว่า 13,500 บาทต่อเดือน สามารถทำสัญญากู้เงินจาก 4 ธนาคารที่เข้าร่วมโครงการ ในวงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท และเลือกที่อยู่ได้ตามต้องการ ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ และห้องชุด โดยคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.75 เท่ากับเฟสแรก และผ่อนนาน 30 ปี แต่หากจะกู้เงินเกิน 1 ล้านบาทก็ต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราปกติของธนาคาร
 

 คลิกอ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ได้ที่นี่ค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
 
- bmanews.co.cc