บทความ บทความดีๆ เกร็ดความรู้

ความรู้รอบตัว -Kapook แสนรู้

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          ณ วันนี้ คงไม่มีใครไม่รู้จัก “ราชินีลูกทุ่ง” พุ่มพวง ดวงจันทร์ เจ้าของบทเพลงฮิตมากมาย ที่แม้แต่เด็กตัวเล็กๆ ที่เกิดไม่ทันในยุคนั้น ก็ยังคลอเพลงของ “พุ่มพวง ดวงจันทร์” ตามไปได้ และชื่อของ “พุ่มพวง” เป็นประเด็นอีกครั้ง เมื่อ นายสรภพ ลีละเมฆินทร์ หรือ “พระเพชร” บุตรชายคนเดียวของพุ่มพวง เปิดศึกวิวาท นายไกรสร ลีละเมฆินทร์ (แสงอนันต์) สามีพุ่มพวง ถึงขั้นกล่าวหาพ่อ-ยายและน้าว่าเป็นคนฆ่าแม่ เพียงเพราะไม่พอใจที่ถูกทักท้วงเรื่องที่จะสร้างหุ่นขี้ผึ้งตัวใหม่ของพุ่มพวง ผ่านการขอรับเงินบริจาคจากแฟนเพลง ทำให้ทั้งสองฝ่ายต่างแถลงข่าวโต้เถียงกันไปมา งานนี้จึงทำให้ชื่อของราชินีเพลงลูกทุ่ง “พุ่มพวง ดวงจันทร์” กลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้ง และทำให้หลายคนอยากรู้จักเธอคนนี้กัน วันนี้กระปุกดอทคอมจึงขอนำประวัติและเรื่องราวของเธอมาฝากกันค่ะ

          “พุ่มพวง ดวงจันทร์” หรือชื่อจริงว่า “รำพึง จิตรหาญ” มีชื่อเล่นที่ทุกคนรู้จักกันดีว่า “ผึ้ง” เกิดเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ .2504 ที่บ้านหนองนกเขา ตำบลไพรนกยูง อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท ก่อนจะไปเติบโตที่อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี “ผึ้ง” เป็นลูกสาวคนที่ 5 ในพี่น้องทั้งหมด12 คน ของนายสำราญ จิตรหาญ และนางเล็ก จิตรหาญ ซึ่งประกอบอาชีพทำไร่อ้อย

          ชีวิตวัยเด็กของ “ผึ้ง” ค่อนข้างลำบาก เพราะครอบครัวของเธอมีฐานะยากจน “ผึ้ง” ได้เรียนเพียงชั้น ป.2 ก็ต้องออกจากโรงเรียน และไปช่วยเก็บผัก หาดอกไม้ป่า หาบไปขายตามโรงงาน เพื่อมาเลี้ยงน้องๆ และครอบครัว แม้ “ผึ้ง” จะอ่านหนังสือไม่ออก แต่โชคดีที่  “ผึ้ง” มีพรสวรรค์อย่างหนึ่งติดตัวมา นั่นคือการร้องเพลง ตั้งแต่เด็กๆ  “ผึ้ง” มักจะสมัครประกวดร้องเพลงตามงานต่างๆ โดยใช้ชื่อว่า “น้ำผึ้ง ณ ไร่อ้อย” ตระเวนเดินสายกวาดรางวัลทั้งในระดับอำเภอ ข้ามอำเภอ จนถึงข้ามจังหวัด จนเมื่ออายุได้ 10 ปี ก็ได้มาอยู่กับวงดนตรีของ “ดวง อนุชา” ที่กรุงเทพฯ ก่อนจะกลับบ้านที่สุพรรณบุรี

          จนเมื่อ “ผึ้ง” อายุได้ 15 ปี ได้ขึ้นร้องเพลงที่วัดทับกระดาน และความสามารถเกิดไปเตะตา “ไวพจน์ เพชรสุพรรณ” นักร้องลูกทุ่งชื่อดังเข้า “ไวพจน์” จึงเมตตารับ “ผึ้ง” เป็นบุตรบุญธรรม และพาไปอยู่ที่กรุงเทพฯ ครั้งนั้น “ผึ้ง” เริ่มเข้าสู่เส้นทางเพลงลูกทุ่ง ด้วยการเป็น “หางเครื่อง” ก่อนที่ “ไวพจน์” จะแต่งเพลง “แก้วรอพี่” และอัดเสียงชุดแรกให้ “ผึ้ง” ในนามของ “น้ำผึ้ง เมืองสุพรรณ”

          ขณะที่อยู่กับวงของ “ไวพจน์” นั้น “ผึ้ง” ได้รู้จักกับ “ธีระพล แสนสุข” ซึ่งกลายเป็นแฟนคนแรกของ “ผึ้ง” ก่อนที่เธอจะแยกตัวมาเป็นหางเครื่องและนักร้องให้กับ “ศรเพชร ศรสุพรรณ” และย้ายไปอยู่กับ “ขวัญชัย เพชรร้อยเอ็ด” จนปี พ.ศ.2519 “มนต์ เมืองเหนือ” ได้รับ “ผึ้ง” ไว้เป็นลูกศิษย์ และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “พุ่มพวง ดวงจันทร์” และผึ้งก็ได้ร้องเพลง “รักไม่อันตรายและรำพึง” ก่อนจะตั้งวงดนตรีของตัวเอง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จนัก

          ชื่อของ “พุ่มพวง ดวงจันทร์” เริ่มเป็นที่รู้จัก หลังจากได้รับการสนับสนุนจาก “ประจวบ จำปาทอง” และ “ปรีชา อัศวฤกษ์นันท์” ให้ตั้งวงร่วมกับ “เสรี รุ่งสว่าง” ในชื่อวง “เสรี-พุ่มพวง” แต่ที่ทำให้ “พุ่มพวง” ประสบความสำเร็จถึงขีดสุดก็หลังจาก “ลพ บุรีรัตน์” ได้แต่งเพลงแนวสนุกๆ ให้ “พุ่มพวง” ร้อง จนทำให้ผู้ฟังสนใจเธอเป็นอย่างมาก โดยเพลงที่มีชื่อเสียงของพุ่มพวง เช่นเพลง “สาวนาสั่งแฟน”, “นัดพบหน้าอำเภอ”, “อื้อฮือหล่อจัง”,”ดาวเรืองดาวโรย”, “คนดังลืมหลังควาย”, “นักร้องบ้านนอก”, “กระแซะเข้ามาซิ” และอื่นๆ อีกมากมาย เรียกได้ว่า ตั้งแต่ช่วง พ.ศ.2515 – พ.ศ.2534 

          “พุ่มพวง” ได้รับความนิยมอย่างสูงสุด ด้วยน้ำเสียงหวาน ออดอ้อน และจำเนื้อร้องได้ แม้จะไม่รู้หนังสือ ก่อนที่ “พุ่มพวง” จะได้รับรางวัลพระราชทานเสาอากาศทองคำพระราชทาน จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในเพลง “อกสาวเหนือสะอื้น” และได้รับเลือกให้ร้องเพลง “ส้มตำ” พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อีกด้วย ความสำเร็จในวงการเพลง ทำให้ “พุ่มพวง” ได้รับฉายาว่า “ราชินีลูกทุ่ง” สืบต่อจาก “ผ่องศรี วรนุช”

          หลังจาก “พุ่มพวง” ประสบความสำเร็จในงานเพลง “พุ่มพวง” เริ่มเบนเข็มเข้าสู่วงการภาพยนตร์ โดยได้แสดงหนังเรื่องแรก “สงครามเพลง” ในปี พ.ศ.2526 ก่อนที่จะได้แสดงหนังเรื่อง “มนต์รักนักเพลง” และได้รู้จักกับ “ไกรสร แสงอนันต์” ที่พา “พุ่มพวง” มาเข้าสังกัด “อาจารย์ไพจิตร ศุภวารี” และมีผลงานอีกหลายชุด ทั้ง “ตั๊กแตนผูกโบว์” หรือ “โลกของผึ้ง” หลังจากนั้น “พุ่มพวง” ก็ได้มาอยู่กับห้างท็อปไลน์ ก่อนจะมาร้องเพลง “สยามเมืองยิ้ม” และได้รับรางวัลพระราชทานรางวัลขับร้องเพลงดีเด่น จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อีกครั้ง 

          เรื่องงานเพลง และภาพยนตร์ ถือได้ว่า “พุ่มพวง” ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก แต่กับเรื่องชีวิตและความรัก ช่างตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง โดย “พุ่มพวง” กับ “ธีระพล แสนสุข” แฟนคนแรก ได้เลิกรากัน หลัง “พุ่มพวง” รู้ว่าแฟนของเธอปันใจให้น้องสาว “สลักจิตร ดวงจันทร์” แต่ก็ยังทำงานร่วมกันอยู่ จนในปี พ.ศ.2527 “พุ่มพวง” ได้จดทะเบียนสมรสกับ “ไกรสร แสงอนันต์” และมีบุตรชาย 1 คน ชื่อ “สันติภาพ” ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “สรภพ” หรือน้องเพชร ลีละเมฆินทร์ ส่วน “ธีระพล” ถูกน้องชายของพุ่มพวงยิงเสียชีวิต เมื่อปี พ.ศ.2530

          ภายหลัง ปี พ.ศ.2535 “พุ่มพวง” ป่วยด้วยโรคเอสแอลอี (SLE : Systemic Lupus Erythematosus) หรือโรคภูมิแพ้ตัวเอง และมีข่าวทะเลาะกับสามี “ไกรสร แสงอนันต์” อยู่บ่อยครั้ง จน “ไกรสร” ออกมายอมรับว่า ได้ทะเลาะกับพุ่มพวงจริง ขณะที่ญาติของพุ่มพวง เชื่อว่าที่พุ่มพวงป่วยเพราะถูกทำคุณไสย จึงพา “พุ่มพวง” ออกจากโรงพยาบาลศิริราช และเดินทางไปจังหวัดพิษณุโลก แต่หลังจากกราบไหว้พระพุทธชินราชแล้ว “พุ่มพวง” เกิดอาการช็อคหมดสติ และเสียชีวิตในวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ.2535 รวมมีอายุ 31 ปี โดยในพิธีพระราชทานเพลิงศพนั้น มีแฟนเพลงเดินทางไปร่วมแสดงความอาลัยต่อการจากไปของ “พุ่มพวง” กว่า 100,000 คน 

          หลังจาก “พุ่มพวง” จากไปแล้ว ญาติๆ และแฟนเพลง ยังนึกถึง “พุ่มพวง” อยู่เสมอ จึงจัดสร้างหุ่นพุ่มพวง ไว้ที่วัดทับกระดาน อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี และมีการจัดงานรำลึกถึงพุ่มพวง ช่วงวันที่ 13-15 มิถุนายนของทุกปี นอกจากนี้ยังมีการสร้างภาพยนตร์เรื่อง “บันทึกรักพุ่มพวง” เพื่อรำลึกถึงชีวิตของพุ่มพวง รวมทั้งช่อง 7 ยังได้สร้างละครโทรทัศน์เรื่อง “ราชินีลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์” โดยให้ “ต้อม รชนีกร พันธุ์มณี” รับบทเป็น “พุ่มพวง ดวงจันทร์” เพื่อเล่าเรื่องราวชีวิตของ “พุ่มพวง”

          สำหรับเรื่องที่เป็นประเด็นพิพาทล่าสุด เกี่ยวกับ “พุ่มพวง ดวงจันทร์” เกิดขึ้น เมื่อ “เพชร” หรือ “พระเพชร” เกิดการโต้เถียงอย่างรุนแรงกับนายไกรสร ผู้เป็นพ่อ และญาติพี่น้องของ “พุ่มพวง” ถึงกรณีการจัดสร้างหุ่นขี้ผึ้งพุ่มพวง และ “พระลูกเพชร” ได้เปิดเทปลับของ “พุ่มพวง” ที่มีเนื้อหาต่อว่า อดีตสามีที่ไม่เคยมาดูแลในยามเจ็บป่วย และยังพาลูกชายหนีไปเชียงใหม่อีก ซึ่งขณะนี้กรณี “เทปลับพุ่มพวง” และการโต้เถียงกันระหว่าง “พระลูกเพชร” กับนายไกรสร และญาติของพุ่มพวงถูกกล่าวถึงเป็นทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ ไปแล้ว แต่เหตุการณ์จะจบลงอย่างไร คงต้องติดตามดูกันต่อไปค่ะ

          อย่างไรก็ตาม เรียกได้ว่า “พุ่มพวง ดวงจันทร์” เป็นนักร้องลูกทุ่งที่เป็นขวัญใจของคนทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กถึงคนแก่ ไม่ว่าจะคนรวยหรือคนจน ซึ่งแน่นอนว่า ณ วันนี้ แม้ “พุ่มพวง” จะจากไปแล้ว แต่แฟนเพลงหลายๆ คน ยังคงคิดถึงบทเพลงของ “ราชินีลูกทุ่ง” คนนี้ไม่เสื่อมคลาย

ประวัติ

ชื่อจริง : รำพึง จิตรหาญ
ชื่อเล่น : ผึ้ง
ชื่อในวงการ : พุ่มพวง ดวงจันทร์, น้ำผึ้ง เมืองสุพรรณ,น้ำผึ้ง ณ ไร่อ้อย
วันเกิด : 4 สิงหาคม พ.ศ.2504
วันเสียชีวิต : 13 มิถุนายน พ.ศ.2535

ผลงานอัลบั้มเพลง

แก้วรอพี่
เสียสาวเมื่ออยู่ม.ศ.
อกสาวเหนือสะอื้น
จะให้รอพ.ศ.ไหน
ดวงตาดวงใจ
สาวนาสั่งแฟน
นัดพบหน้าอำเภอ
ทิ้งนาลืมทุ่ง
คนดังลืมหลังควาย
อื้อฮือหล่อจัง
ห่างหน่อยถอยนิด
ชั่วเจ็ดทีดีเจ็ดหน
รวมเพลงยอดนิยม
รวมเพลงยอดนิยม ๒
เพลงเศร้าสุดรัก
ซุปเปอร์ฮิตพุ่มพวง
พุ่มพวงเงินล้าน
ทุ่งนางคอย
พุ่มพวงเห่ระเบิด
ท็อปฮิตลูกทุ่งมาตรฐาน
ทีเด็ดพุ่มพวง
ตั๊กแตนผูกโบ
หนูไม่รู้
 หนูไม่เอา
 เงินน่ะมีไหม
 พุ่มพวงหลายพ.ศ.
 ขอให้รวย
 น้ำผึ้งเดือนเก้า
 ซุปเปอร์ลูกทุ่งท็อปฮิต
 มนต์เสียงเพลง สายัณห์-พุ่มพวง
 พุ่มพวง ดวงจันทร์ ซุปเปอร์ลูกทุ่ง ๑
 พุ่มพวง ดวงจันทร์ ซุปเปอร์ลูกทุ่ง ๒
 พุ่มพวง ดวงจันทร์ ซุปเปอร์ลูกทุ่ง ๓
 พุ่มพวง ดวงจันทร์ ซุปเปอร์ลูกทุ่ง ๔
 พุ่มพวง ดวงจันทร์ ซุปเปอร์ลูกทุ่ง ๕

ผลงานภาพยนตร์

 พ.ศ. 2526 สงครามเพลง (คู่กับ ยอดรัก สลักใจ)
 ผ่าโลกบันเทิง
 รอยไม้เรียว
 หลงเสียงนาง
 พ.ศ. 2527 มนต์รักนักเพลง
 คุณนาย ป.4
 ชี
นางสาวกะทิสด
 สาวนาสั่งแฟน
 อาจารย์เด๋อเจอพุ่มพวง
 อีแต๋น ไอเลิฟยู
 ขอโทษที ที่รัก
 จงอางผงาด
 พ.ศ. 2528 ที่รัก เธออยู่ไหน
 พ.ศ. 2529 มือปืนคนใหม่
 พ.ศ. 2530 เชลยรัก
 เพลงรัก เพลงปืน
 พ.ศ. 2531 เพชรพยัคฆราช
 เสน่ห์นักร้อง

รางวัล

รางวัลพระราชทานเสาอากาศทองคำจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จากเพลง “อกสาวเหนือสะอื้น” (2521)

รางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สาขารางวัลขับร้องเพลงดีเด่น จากเพลง “สยามเมืองยิ้ม” ในงานกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่ง ภาค 2 (2532)

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
      
kroobannok.com

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ภาพประกอบจาก forward mail

         ที่ผ่านมาบรรดานักท่องโลกไซเบอร์ทั้งหลาย คงได้รับ Forward mail เตือนภัยต่างๆ นานา อยู่เสมอ อย่างล่าสุดที่เป็นประเด็นก็คือเรื่อง “กุ้ง Lobster เล็ก” หรือ “กุ้งมินิล็อบสเตอร์” จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก พร้อมๆ กับหวาดหวั่นไม่กล้ากินกุ้งไปตามๆ กัน ทั้งนี้เพราะในเนื้อหาระบุว่า กุ้งชนิดนี้ถูกเลี้ยงไว้เพื่อกำจัดขยะต่างๆ ในบ่อบำบัดน้ำเสีย ยิ่งน้ำสกปรกมากเท่าไหร่ กุ้งเหล่านี้ก็จะยิ่งเจริญเติบโตเร็วมากขึ้นเท่านั้น ปอดของมันเต็มไปด้วยหนอน และพยาธินานาชนิด แถมเนื้อของมันก็อุดมไปด้วยพิษโลหะ… เพื่อไขข้อข้องใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้คลายความกังวล วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปหาคำตอบกันค่ะ

รู้จักกับ “กุ้ง Lobster เล็ก”

         “กุ้ง Lobster เล็ก” (mini-lobsters) หรือเรียกง่ายๆ ว่า “ล็อบสเตอร์น้ำจืด” (Freshwater Lobster) หรือ “กุ้งมังกรน้ำจืด” คือกุ้งน้ำจืดชนิดหนึ่ง ที่มีหน้าตาคล้าย กุ้งก้ามกราม ภาษาอังกฤษเราเรียกว่า “Crayfish” หรือ “Crawfish” ซึ่งกุ้งชนิดนี้มีรูปร่างใหญ่ ก้ามโต สีสันออกสวยงาม มีถิ่นกำเนิดทั้งในทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชียตะวันออก และออสเตรเลีย ปัจจุบันมีมากกว่า 500 สายพันธุ์ ในทางประมงถือว่าเป็นสัตว์น้ำรสชาติดี มีหลายประเทศทำฟาร์มเพาะพันธุ์กันเป็นล่ำเป็นสันเพื่อการบริโภค รวมทั้งประเทศไทยเราด้วย แต่ในขณะเดียวกันความสวยงามของ “กุ้ง Lobster เล็ก” บางสายพันธุ์ก็ทำให้มันกลายมาเป็นสัตว์เลี้ยงในตู้กระจกสำหรับนักเลี้ยงหลายๆ คนไปแล้ว 

         สำหรับประเทศไทยนั้นเลี้ยง “กุ้ง Lobster เล็ก” มานานแล้ว ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์อเมริกา (Procambarus clarkii) ซึ่งรู้จักโดยทั่วไปว่า “กุ้งแดงญี่ปุ่น” และสายพันธุ์ออสเตรเลีย เรียกกันว่า “กุ้งเรนโบว์” (Cherax quadricarinatus) 

         ในธรรมชาติ “กุ้ง Lobster เล็ก” อาศัยในแหล่งน้ำที่มีอุณหภูมิค่อนข้างเย็น สามารถพบได้ตามแม่น้ำลำคลอง หนองบึง ไปจนถึงทะเลสาบขนาดใหญ่ เรียกได้ว่าอยู่ได้ไม่จำกัดวงพื้นที่ทำกิน อยู่ตรงไหนก็เอาตัวรอดได้ไม่มีปัญหา ขอเพียงให้มีอุณหภูมิเย็นก็เพียงพอแล้วและกุ้งชนิดนี้ยังกินอาหารเก่ง กินแทบทุกอย่างไม่เลือก ธรรมชาติของมันกินทั้งพืชและสัตว์ พืชที่กิน เช่นลูกผลไม้ หรือใบไม้จมน้ำเน่าๆ หรือแม้กระทั่งเปลือกไม้ ส่วนสัตว์ที่เป็นอาหารของกุ้งชนิดนี้ ส่วนมากจะเป็นสัตว์ตายหรือซากสัตว์ รวมถึงสัตว์จำพวกไส้เดือน และแมลงน้ำ ก็เป็นอาหารโปรดของมันด้วยเช่นกัน

 ไขข้อข้องใจใน Forward mail

           ใน Forward mail มีประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันคือ กิน “กุ้ง Lobster เล็ก” แล้วจะทำให้เป็นโรค Paragonimiasis หรือ โรคที่เกิดจากพยาธิใบไม้ในปอด (Lung flukes) และกุ้งชนิดนี้ก็ถูกเลี้ยงไว้เพื่อกำจัดขยะ ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้หลังจากที่ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมมา จึงอยากจะนำเสนอ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

           – โรค Paragonimiasis หรือ โรคพยาธิใบไม้ในปอด สาเหตุไม่ได้มาจากการบริโภค “กุ้ง Lobster เล็ก” แต่เกิดได้ถ้าบริโภคสัตว์น้ำจืดแบบดิบๆ สุกๆ ทั้ง กุ้ง หอย ปู ปลา และหากเรากิน “กุ้ง Lobster เล็ก” ที่ผ่านความร้อนและสุกก็ไม่ได้ทำให้เป็นโรคดังกล่าว 

           - ข้อมูลเกี่ยวกับ โรค Paragonimiasis หรือ โรคที่เกิดจากพยาธิใบไม้ในปอด

โรค Paragonimiasis หรือ โรคที่เกิดจากพยาธิใบไม้ในปอด (Lung flukes)

           ส่วนกรณีที่บอกว่า “กุ้ง Lobster เล็ก” ถูกเลี้ยงไว้เพื่อกำจัดขยะต่างๆ ในบ่อบำบัดน้ำเสียนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะกุ้งพวกนี้สามารถพบได้ทั่วโลก บางประเทศยังเลี้ยงเป็นฟาร์มเพื่อเอาเนื้อมาขายหรือส่งออกอีกด้วย แต่ส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงกุ้งเหล่านี้ไว้เพื่อประดับตู้ปลาสวยงามมากกว่าเอาไว้บริโภค

           อย่างไรก็ตาม นายอนุวัฒน์ นทีวัฒนา ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์และฟื้นฟู กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ในฐานะกรรมการความปลอดภัยทางชีวภาพ กรมประมง กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ปกติแล้วการเลี้ยงกุ้งในบ่อเลี้ยงนั้น จะเป็นระบบปิดที่ใช้ทั้งเครื่องมือบำบัดน้ำเสีย และใช้สิ่งมีชีวิตบำบัด เช่น ปลาทู หอยแมลงภู่ หรือปลิงทะเล สัตว์เหล่านี้จะดูดซับสารพิษ และสารตกค้างในบ่อกุ้งได้ดี ไม่มีใครนิยมนำมากิน เพราะสะสมสารพิษไว้มาก แต่ไม่เคยได้ยินว่าใช้กุ้งเป็นตัวบำบัดน้ำเสียเสียเอง เพราะปกติกุ้งจะอยู่ได้ในน้ำสะอาดเท่านั้น

สำหรับเมนูอาหาร “กุ้ง” ที่อาจจะเสี่ยงเป็น “โรคพยาธิใบไม้ในปอด” อาทิ

- กุ้งแช่เหล้า ในจีน (Drunken crab)
- กุ้งแช่เหล้า ที่คนฟิลิปปินส์ ชอบกิน
- Gye muchim อาหารเกาหลีที่เอากุ้งดิบๆ มาทำ
- ซูชิกุ้ง ของญี่ปุ่น

           สรุปคือ ”กุ้ง Lobster เล็ก” บริโภคได้ แต่ต้องทำให้สุกก่อนรับประทานเป็นดีที่สุดค่ะ

สำหรับข้อความ Forward mail ที่ส่งต่อๆ กัน มีเนื้อหาระบุดังนี้…

ด่วน-กุ้งลักษณะนี้ห้ามกินเด็ดขาด

          ระวัง!!! กุ้งลักษณะนี้ไว้ให้ดีนะคะ..ดูคล้าย Mini Lobster แต่…ไม่ใช่ค่ะ !!! กุ้งเหล่านี้ถูกเลี้ยงไว้เพื่อกำจัดขยะต่างๆ ในบ่อบำบัดน้ำเสีย ยิ่งน้ำสกปรกมากเท่าไร…กุ้งเหล่านี้ก็จะยิ่งเจริญเติบโตเร็วมากขึ้นเท่านั้น  ปอดของมันเต็มไปด้วยพยาธินานาชนิด เนื้อของมันก็อุดมไปด้วยพิษโลหะ  คงจะพวกพ่อค้าที่ไร้จริยธรรมนั่นแหละ ที่นำกุ้งเหล่านี้มาจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภค

          จำไว้ให้ดีว่า  อย่าสั่งกุ้งเหล่านี้มารับประทานอย่างเด็ดขาด และช่วยส่งต่อเรื่อง “กุ้ง Lobster เล็ก” นี้ไปให้เพื่อนๆ ของคุณที่อาจจะอยากลองทานรับทราบด้วยนะคะ 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
  
nicaonline.com

 

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก learntripitaka.com,

          “ศาสนาพุทธ” เป็นศาสนาประจำชาติไทยของเรา แล้วมีสักกี่คนเอ่ย…ที่ทราบถึงประวัติของ “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า” ผู้ทรงเป็น “พระศาสดา” ของ “พระพุทธศาสนา” วันนี้กระปุกจึงนำเรื่องราวพุทธประวัติมาฝากกันค่ะ

          พระพุทธเจ้าทรงมีพระนามเดิมว่า “สิทธัตถะ” หมายถึง ผู้ที่สำเร็จความมุ่งหมายแล้ว หรือผู้ปรารถนาสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้น ทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ กษัตริย์ผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ และ “พระนางสิริมหามายา” พระราชธิดาของกษัตริย์ราชสกุลโกลิยวงศ์แห่งกรุงเทวทหะ แคว้นโกลิยะ

          ในคืนที่พระพุทธเจ้าเสด็จปฏิสนธิในครรภ์พระนางสิริมหามายา พระนางทรงพระสุบินนิมิตว่า มีช้างเผือกมีงาสามคู่ได้เข้ามาสู่พระครรภ์ ณ ที่บรรทม ก่อนที่พระนางจะมีพระประสูติกาล ที่ใต้ต้นสาละ ณ สวนลุมพินีวัน เมื่อวันศุกร์ ขึ้นสิบห้าค่ำ เดือนวิสาขะ ปีจอ 80 ปีก่อนพุทธศักราช (ปัจจุบันสวนลุมพินีวันอยู่ในประเทศเนปาล)

          ทันทีที่ประสูติ เจ้าชายสิทธัตถะทรงดำเนินด้วยพระบาท 7 ก้าว และมีดอกบัวผุดขึ้นมารองรับพระบาท พร้อมเปล่งพระวาจาว่า “เราเป็นเลิศที่สุดในโลก ประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของเรา” แต่หลังจากเจ้าชายสิทธัตถะประสูติกาลได้แล้ว 7 วัน พระนางสิริมหามายาก็เสด็จสวรรคาลัย เจ้าชายสิทธัตถะจึงอยู่ในความดูแลของพระนางประชาบดีโคตมี ซึ่งเป็นพระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายา 

          ทั้งนี้ พราหมณ์ ทั้ง 8 ได้ทำนายว่า เจ้าชายสิทธัตถะมีลักษณะเป็นมหาบุรุษ คือ หากดำรงตนในฆราวาสจะได้เป็นจักรพรรดิ ถ้าออกบวชจะได้เป็นศาสดาเอกของโลก แต่โกณฑัญญะพราหมณ์ผู้อายุน้อยที่สุดในจำนวนนั้น ยืนยันหนักแน่นว่า พระราชกุมารสิทธัตถะจะเสด็จออกบวช และจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน 

 ชีวิตในวัยเด็ก

          เจ้าชายสิทธัตถะทรงศึกษาเล่าเรียนจนจบศิลปศาสตร์ทั้ง 18 ศาสตร์ ในสำนักครูวิศวามิตร และเนื่องจากพระบิดาไม่ประสงค์ให้เจ้าชายสิทธัตถะเป็นศาสดาเอกของโลก จึงพยายามทำให้เจ้าชายสิทธัตถะพบเห็นแต่ความสุข โดยการสร้างปราสาท 3 ฤดู ให้อยู่ประทับ และจัดเตรียมความพร้อมสำหรับการราชาภิเษกให้เจ้าชายขึ้นครองราชย์

          เมื่อมีพระชนมายุ 16 พรรษา ทรงอภิเษกสมรสกับพระนางพิมพา หรือยโสธรา พระธิดาของพระเจ้ากรุงเทวทหะซึ่งเป็นพระญาติฝ่ายพระมารดา จนเมื่อมีพระชนมายุ 29 พรรษา พระนางพิมพาได้ให้ประสูติพระราชโอรส มีพระนามว่า “ราหุล” ซึ่งหมายถึง “บ่วง” 

 เสด็จออกผนวช

          วันหนึ่งเจ้าชายสิทธัตถะทรงเบื่อความจำเจในปราสาท 3 ฤดู จึงชวนสารถีทรงรถม้าประพาสอุทยาน ครั้งนั้นได้ทอดพระเนตรเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช โดยเทวทูต (ทูตสวรรค์) ที่แปลงกายมา พระองค์จึงทรงคิดได้ว่า นี่เป็นธรรมดาของโลก ชีวิตของทุกคนต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงเกิด แก่ เจ็บ ตายได้ จึงทรงเห็นว่าความสุขทางโลกเป็นเพียงภาพมายาเท่านั้น และวิถีทางที่จะพ้นจากความทุกข์ คือต้องครองเรือนเป็นสมณะ ดังนั้นพระองค์จึงใคร่จะเสด็จออกบรรพชา ในขณะที่มีพระชนม์ 29 พรรษา

          ครานั้นพระองค์ได้เสด็จไปพร้อมกับนายฉันทะ สารถี ซึ่งเตรียมม้าพระที่นั่ง นามว่ากัณฑกะ มุ่งตรงไปยังแม่น้ำอโนมานที ก่อนจะประทับนั่งบนกองทราย ทรงตัดพระเมาลีด้วยพระขรรค์ และเปลี่ยนชุดผ้ากาสาวพัตร์ (ผ้าย้อมด้วยรสฝาดแห่งต้นไม้) และให้นายฉันทะ นำเครื่องทรงกลับพระนคร ก่อนที่พระองค์จะเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ (การเสด็จออกเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่) ไปโดยเพียงลำพัง เพื่อมุ่งพระพักตร์ไปยังแคว้นมคธ

 บำเพ็ญทุกรกิริยา

          หลังจากทรงผนวชแล้ว พระองค์มุ่งไปที่แม่น้ำคยา แคว้นมคธ ได้พยายามเสาะแสวงทางพ้นทุกข์ ด้วยการศึกษาค้นคว้าทดลองในสำนักอาฬารดาบส กาลามโครตร และอุทกดาบส รามบุตร แต่เมื่อเรียนจบทั้ง 2 สำนักแล้ว ทรงเห็นว่านี่ยังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์

          จากนั้นพระองค์ได้เสด็จไปที่แม่น้ำเนรัญชรา ในตำบลอุรุเวลาเสนานิคม และทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา ด้วยการขบฟันด้วยฟัน กลั้นหายใจและอดอาหาร จนร่างกายซูบผอม แต่หลังจากทดลองได้ 6 ปี ทรงเห็นว่านี่ยังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ จึงทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา และหันมาฉันอาหารตามเดิม ด้วยพระราชดำริตามที่ท้าวสักกเทวราชได้เสด็จลงมาดีดพิณถวาย 3 วาระ คือดีดพิณสายที่ 1 ขึงไว้ตึงเกินไปเมื่อดีดก็จะขาด ดีดพิณวาระที่ 2 ซึ่งขึงไว้หย่อน เสียงจะยืดยาดขาดความไพเราะ และวาระที่ 3 ดีดพิณสายสุดท้ายที่ขึงไว้พอดี จึงมีเสียงกังวานไพเราะ ดังนั้นจึงทรงพิจารณาเห็นว่า ทางสายกลางคือไม่ตึงเกินไป และไม่หย่อนเกินไป นั่นคือทางที่จะนำสู่การพ้นทุกข์

          หลังจากพระองค์เลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา ทำให้พระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ได้แก่ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยา มหานามะ อัสสชิ ที่มาคอยรับใช้พระองค์ด้วยความคาดหวังว่าเมื่อพระองค์ค้นพบทางพ้นทุกข์ จะได้สอนพวกตนให้บรรลุด้วย เกิดเสื่อมศรัทธาที่พระองค์ล้มเลิกความตั้งใจ จึงเดินทางกลับไปที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ตำบลสารนาถ เมืองพาราณสี

 ตรัสรู้


          ครานั้นพระองค์ทรงประทับนั่งขัดสมาธิ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ อุรุเวลาเสนานิคม เมืองพาราณสี หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก และตั้งจิตอธิษฐานด้วยความแน่วแน่ว่าตราบใดที่ยังไม่บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ก็จะไม่ลุกขึ้นจากสมาธิบัลลังก์ แม้จะมีหมู่มารเข้ามาขัดขวาง แต่ก็พ่ายแพ้พระบารมีของพระองค์กลับไป จนเวลาผ่านไปในที่สุดพระองค์ทรงบรรลุรูปฌาณ คือ ครานั้นพระองค์ทรงประทับนั่งขัดสมาธิ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ อุรุเวลาเสนานิคม เมืองพาราณสี หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก และตั้งจิตอธิษฐานด้วยความแน่วแน่ว่าตราบใดที่ยังไม่บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ก็จะไม่ลุกขึ้นจากสมาธิบัลลังก์ แม้จะมีหมู่มารเข้ามาขัดขวาง แต่ก็พ่ายแพ้พระบารมีของพระองค์กลับไป จนเวลาผ่านไปในที่สุดพระองค์ทรงบรรลุรูปฌาณ คือ

          ยามต้น หรือปฐมยาม ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสติญาณ คือ สามารถระลึกชาติได้ 

          ยามสอง ทางบรรลุจุตูปปาตญาณ (ทิพยจักษุญาณ) คือ รู้เรื่องการเกิดการตายของสัตว์ทั้งหลายว่าเป็นไปตามกรรมที่กำหนดไว้

          ยามสาม ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ คือ ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ หรือกิเลส ด้วยอริยสัจ 4 ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค และได้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นศาสดาเอกของโลก ซึ่งวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ ตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ขณะที่มีพระชนม์ 35 พรรษา

 แสดงปฐมเทศนา

          หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ทรงพิจารณาธรรมที่พระองค์ตรัสรู้มาเป็นเวลา 7 สัปดาห์ และทรงเห็นว่าพระธรรมนั้นยากต่อบุคคลทั่วไปที่จะเข้าใจและปฏิบัติได้ พระองค์จึงทรงพิจารณาว่า บุคคลในโลกนี้มีหลายจำพวกอย่าง บัว 4 เหล่า ที่มีทั้งผู้ที่สอนได้ง่าย และผู้ที่สอนได้ยาก พระองค์จึงทรงระลึกถึงอาฬารดาบสและอุทกดาบส ผู้เป็นพระอาจารย์ จึงหวังเสด็จไปโปรด แต่ทั้งสองท่านเสียชีวิตแล้ว พระองค์จึงทรงระลึกถึงปัญจวัคคีย์ ทั้ง 5 ที่เคยมาเฝ้ารับใช้ จึงได้เสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน

          ธรรมเทศนากัณฑ์แรกที่พระองค์ทรงแสดงธรรมคือ “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” แปลว่าสูตรของการหมุนวงล้อแห่งพระธรรมให้เป็นไป ซึ่งถือเป็นการแสดงพระธรรมเทศนาครั้งแรก ในวันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ซึ่งตรงกับวันอาสาฬหบูชา

          ในการนี้พระโกณฑัญญะได้ธรรมจักษุ คือดวงตาเห็นธรรมเป็นคนแรก พระพุทธองค์จึงทรงเปล่งวาจาว่า “อัญญาสิ วตโกณฑัญโญ” แปลว่า โกณฑัญญะได้รู้แล้ว ท่านโกณฑัญญะ จึงได้สมญาว่า อัญญาโกณฑัญญะ และได้รับการบวชเป็นพระสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา โดยเรียกการบวชที่พระพุทธเจ้าบวชให้ว่า “เอหิภิกขุอุปสัมปทา”

          หลังจากปัญจวัคคีย์อุปสมบททั้งหมดแล้ว พุทธองค์จึงทรงเทศน์อนัตตลักขณสูตร ปัญจวัคคีย์จึงสำเร็จเป็นอรหันต์ในเวลาต่อมา

 การเผยแผ่พระพุทธศาสนา

          ต่อมาพระพุทธเจ้าได้เทศน์พระธรรมเทศนาโปรดแก่ยสกุลบุตร รวมทั้งเพื่อนของยสกุลบุตร จนได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด รวม 60 รูป

          พระพุทธเจ้าทรงมีพระราชประสงค์จะให้มนุษย์โลกพ้นทุกข์ พ้นกิเลส จึงตรัสเรียกสาวกทั้ง 60 รูป มาประชุมกัน และตรัสให้พระสาวก 60 รูป จาริกแยกย้ายกันเดินทางไปประกาศศาสนา 60 แห่ง โดยลำพัง ในเส้นทางที่ไม่ซ้ำกัน เพื่อให้สามารถเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้ในหลายพื้นที่อย่างครอบคลุม ส่วนพระองค์เองได้เสด็จไปแสดงธรรม ณ ตำบลอุรุเวลา เสนานิคม

          หลังจากสาวกได้เดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในพื้นที่ต่างๆ ทำให้มีผู้เลื่อมใสพระพทุธศาสนาเป็นจำนวนมาก พระองค์จึงทรงอนุญาตให้สาวกสามารถดำเนินการบวชได้ โดยใช้วิธีการ “ติสรณคมนูปสัมปทา” คือ การปฏิญาณตนเป็นผู้ถึงพระรัตนตรัย พระพุทธศาสนาจึงหยั่งรากฝังลึกและแพร่หลายในดินแดนแห่งนั้นเป็นต้นมา

 เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน


          พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จโปรดสัตว์และแสดงพระธรรมเทศนา ตลอดระยะเวลา 45 พรรษา ทรงสดับว่า อีก 3 เดือนข้างหน้าจะปรินิพพาน จึงได้ทรงปลงอายุสังขาร ขณะนั้นพระองค์ได้ประทับจำพรรษา ณ เวฬุคาม ใกล้เมืองเวลาสี แคว้นวัชชี โดยก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน 1 วัน พระองค์ได้เสวยสุกรมัททวะที่นายจุนทะทำถวาย แต่เกิดอาพาธลง ทำให้พระอานนท์โกรธ แต่พระองค์ตรัสว่า “บิณฑบาตที่มีอานิสงส์ที่สุด มี 2 ประการ คือ เมื่อตถาคต (พุทธองค์) เสวยบิณฑบาตแล้วตรัสรู้ และปรินิพพาน” และมีพระดำรัสว่า “โย โว   อานนท   ธมม  จ วินโย มยา เทสิโต ปญญตโต  โส  โว  มมจจเยน  สตถา” อันแปลว่า  “ดูก่อนอานนท์  ธรรมและวินัยอันที่เราแสดงแล้ว  บัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย  ธรรมวินัยนั้น  จักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย  เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว”

          พระพุทธเจ้าทรงประชวรหนัก แต่ทรงอดกลั้นมุ่งหน้าไปยังเมืองกุสินารา ประทับ ณ ป่าสาละ เพื่อเสด็จดับขันธุ์ปรินิพพาน โดยก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานนั้น พระองค์ได้อุปสมบทแก่พระสุภัททะปริพาชก  ซึ่งถือได้ว่า “พระสุภภัททะ” คือสาวกองค์สุดท้ายที่พระพุทธองค์ทรงบวชให้ ในท่ามกลางคณะสงฆ์ทั้งที่เป็นพระอรหันต์ และปุถุชนจากแคว้นต่างๆ รวมทั้งเทวดา ที่มารวมตัวกันในวันนี้

          ในครานั้นพระองค์ทรงมีปัจฉิมโอวาทว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราขอบอกเธอทั้งหลาย สังขารทั้งปวงมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา พวกเธอจึงทำประโยชน์ตนเอง และประโยชน์ของผู้อื่นให้สมบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด” (อปปมาเทน สมปาเทต) 

          จากนั้นได้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ใต้ต้นสาละ ณ สาลวโนทยาน ของเหล่ามัลลกษัตริย์ เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 รวมพระชนม์ 80 พรรษา และวันนี้ถือเป็นการเริ่มต้นของพุทธศักราช

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
 , learntripitaka.com, watsansai.igetweb.com