<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>บทความ บทความดีๆ เกร็ดความรู้ &#187; Uncategorized</title>
	<atom:link href="http://sanroo.kapook.com/category/uncategorized/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://sanroo.kapook.com</link>
	<description>ความรู้รอบตัว -Kapook แสนรู้</description>
	<lastBuildDate>Fri, 30 Oct 2009 10:05:32 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.4</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>วันลอยกระทง ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12</title>
		<link>http://sanroo.kapook.com/loykratong/</link>
		<comments>http://sanroo.kapook.com/loykratong/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 30 Oct 2009 10:04:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kanistha</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[กระทง]]></category>
		<category><![CDATA[กระทงลอย]]></category>
		<category><![CDATA[การทำกระทง]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติวันลอยกระทง]]></category>
		<category><![CDATA[ประเพณีลอยกระทง]]></category>
		<category><![CDATA[ประเพณีวันลอยกระทง]]></category>
		<category><![CDATA[รูปกระทง]]></category>
		<category><![CDATA[ลอยกระทง]]></category>
		<category><![CDATA[วันลอยกระทง]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีทำกระทง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sanroo.kapook.com/?p=142</guid>
		<description><![CDATA[
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก loikrathong.net และทางอินเทอร์เน็ต

          ใกล้ถึงเทศกาลวันลอยกระทงแล้ว … เชื่อว่าหลายคนคงเตรียมตัวควงหวานใจ หรือพาครอบครัวไปลอยกระทงร่วมกันที่ใดที่หนึ่งแล้ว อ๊ะ ๆ &#8230; แต่ก่อนที่จะไปลอยกระทงกันนั้น เรามาทำความรู้จักประเพณีลอยกระทงให้ถ่องแท้กันก่อนดีกว่าค่ะ จะได้เข้าใจถึงจุดมุ่งหมายของประเพณีอย่างแท้จริง

กำหนดวันลอยกระทง
          วันลอยกระทงของทุกปีจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย หรือถ้าเป็นปฏิทินจันทรคติล้านนาจะตรงกับเดือนยี่ และหากเป็นปฏิทินสุริยคติจะราวเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเดือน 12 นี้เป็นช่วงต้นฤดูหนาว อากาศจึงเย็นสบาย และอยู่ในช่วงฤดูน้ำหลาก มีน้ำขี้นเต็มฝั่ง ทำให้เห็นสายน้ำอย่างชัดเจน อีกทั้งวันขึ้น 15 ค่ำ เป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวง ทำให้สามารถเห็นแม่น้ำที่มีแสงจันทร์ส่องกระทบลงมา เป็นภาพที่ดูงดงามเหมาะแก่การชมเป็นอย่างยิ่ง
ประวัติความเป็นมาของวันลอยกระทง

          ประเพณีลอยกระทงนั้น ไม่มีหลักฐานระบุแน่ชัดว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อใด แต่เชื่อว่าประเพณีนี้ได้สืบต่อกันมายาวนานตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหง เรียกประเพณีลอยกระทงนี้ว่า &#8220;พิธีจองเปรียญ&#8221; หรือ &#8220;การลอยพระประทีป&#8221; และมีหลักฐานจากศิลาจารึกหลักที่ 1 กล่าวถึงงานเผาเทียนเล่นไฟว่าเป็นงานรื่นเริงที่ใหญ่ที่สุดของกรุงสุโขทัย ทำให้เชื่อกันว่างานดังกล่าวน่าจะเป็นงานลอยกระทงอย่างแน่นอน
          ในสมัยก่อนนั้นพิธีลอยกระทงจะเป็นการลอยโคม โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงสันนิษฐานว่า พิธีลอยกระทงเป็นพิธีของพราหมณ์ จัดขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้า 3 องค์ คือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><img style="width: 400px; height: 271px;" src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/newimages2/loy01.jpg" border="0" alt="ลอยกระทง" width="400" height="271" /></p>
<p><a href="http://www.kapook.com/" target="_blank">เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม</a><br />
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก <a href="http://www.loikrathong.net/th/kt_thailand.php" target="_blank">loikrathong.net</a> และทางอินเทอร์เน็ต<a href="http://www.loikrathong.net/th/kt_thailand.php" target="_blank"><br />
</a></p>
<p>          <strong><span style="color: #800080;">ใกล้ถึงเทศกาลวันลอยกระทงแล้ว … เชื่อว่าหลายคนคงเตรียมตัวควงหวานใจ หรือพาครอบครัวไปลอยกระทงร่วมกันที่ใดที่หนึ่งแล้ว อ๊ะ ๆ &#8230; แต่ก่อนที่จะไปลอยกระทงกันนั้น เรามาทำความรู้จักประเพณีลอยกระทงให้ถ่องแท้กันก่อนดีกว่าค่ะ จะได้เข้าใจถึงจุดมุ่งหมายของประเพณีอย่างแท้จริง<br />
</span></strong><br />
<strong><img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/newimg/dookdik/o.gif" border="0" alt="" width="48" height="48" /><span style="background-color: #00ffff;">กำหนดวันลอยกระทง</span></strong></p>
<p>          วันลอยกระทงของทุกปีจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย หรือถ้าเป็นปฏิทินจันทรคติล้านนาจะตรงกับเดือนยี่ และหากเป็นปฏิทินสุริยคติจะราวเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเดือน 12 นี้เป็นช่วงต้นฤดูหนาว อากาศจึงเย็นสบาย และอยู่ในช่วงฤดูน้ำหลาก มีน้ำขี้นเต็มฝั่ง ทำให้เห็นสายน้ำอย่างชัดเจน อีกทั้งวันขึ้น 15 ค่ำ เป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวง ทำให้สามารถเห็นแม่น้ำที่มีแสงจันทร์ส่องกระทบลงมา เป็นภาพที่ดูงดงามเหมาะแก่การชมเป็นอย่างยิ่ง</p>
<p><img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/newimg/dookdik/o.gif" border="0" alt="" width="48" height="48" /><strong><span style="background-color: #00ffff;">ประวัติความเป็นมาของวันลอยกระทง</span></strong></p>
<p align="center"><img style="width: 350px; height: 250px;" src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/newimages2/loy8.jpg" border="0" alt="ลอยกระทง" width="350" height="250" /></p>
<p>          ประเพณีลอยกระทงนั้น ไม่มีหลักฐานระบุแน่ชัดว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อใด แต่เชื่อว่าประเพณีนี้ได้สืบต่อกันมายาวนานตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหง เรียกประเพณีลอยกระทงนี้ว่า <strong><span style="color: #800080;">&#8220;พิธีจองเปรียญ&#8221; หรือ &#8220;การลอยพระประทีป&#8221;</span></strong> และมีหลักฐานจากศิลาจารึกหลักที่ 1 กล่าวถึงงานเผาเทียนเล่นไฟว่าเป็นงานรื่นเริงที่ใหญ่ที่สุดของกรุงสุโขทัย ทำให้เชื่อกันว่างานดังกล่าวน่าจะเป็นงานลอยกระทงอย่างแน่นอน</p>
<p>          <strong>ในสมัยก่อนนั้นพิธีลอยกระทงจะเป็นการลอยโคม โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงสันนิษฐานว่า พิธีลอยกระทงเป็นพิธีของพราหมณ์ จัดขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้า 3 องค์ คือ พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม ต่อมาได้นำพระพุทธศาสนาเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงให้มีการชักโคม เพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุ และลอยโคมเพื่อบูชารอยพระบาทของพระพุทธเจ้า<br />
</strong><br />
          <strong><span style="color: #800080;">ก่อนที่นางนพมาศ หรือ ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ สนมเอกของพระร่วงจะคิดค้นประดิษฐ์กระทงดอกบัวขึ้นเป็นคนแรกแทนการลอยโคม</span></strong> ดังปรากฎในหนังสือนางนพมาศที่ว่า</p>
<p>          <span style="color: #000080;">&#8220;ครั้นวันเพ็ญเดือน 12 ข้าน้อยได้กระทำโคมลอย คิดตกแต่งให้งามประหลาดกว่าโคมสนมกำนัลทั้งปวงจึงเลือกผกาเกษรสีต่าง ๆ มาประดับเป็นรูปกระมุทกลีบบานรับแสงจันทร์ใหญ่ประมาณเท่ากงระแทะ ล้วนแต่พรรณดอกไม้ซ้อนสีสลับให้ป็นลวดลาย&#8230;&#8221;</span></p>
<p>          เมื่อสมเด็จพระร่วงเจ้าได้เสด็จฯ ทางชลมารค ทอดพระเนตรกระทงของนางนพมาศก็ทรงพอพระราชหฤทัย จึงโปรดให้ถือเป็นเยี่ยงอย่าง และให้จัดประเพณีลอยกระทงขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยให้ใช้กระทงดอกบัวแทนโคมลอย ดังพระราชดำรัสที่ว่า <span style="color: #000080;">&#8220;ตั้งแต่นี้สืบไปเบื้องหน้า โดยลำดับกษัตริย์ในสยามประเทศถึงกาลกำหนดนักขัตตฤกษ์วันเพ็ญเดือน 12 ให้ทำโคมลอยเป็นรูปดอกบัว อุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมมทานทีตราบเท่ากัลปาวสาน&#8221;</span> พิธีลอยกระทงจึงเปลี่ยนรูปแบบตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา</p>
<p align="center"><img style="width: 350px; height: 250px;" src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/newimages2/loy5.jpg" border="0" alt="ลอยกระทง" width="350" height="250" /></p>
<p>          ประเพณีลอยกระทงสืบต่อกันเรื่อยมา จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น สมัยรัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 3 พระบรมวงศานุวงศ์ตลอดจนขุนนางนิยมประดิษฐ์กระทงใหญ่เพื่อประกวดประชันกัน ซึ่งต้องใช้แรงคนและเงินจำนวนมาก <strong><span style="color: #800080;">พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว</span></strong><strong><span style="color: #800080;">รัชกาลที่ 4 ทรงเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลือง จึงโปรดให้ยกเลิกการประดิษฐ์กระทงใหญ่แข่งขัน และโปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์ทำเรือลอยประทีปถวายองค์ละลำแทนกระทงใหญ่ และเรียกชื่อว่า &#8220;เรือลอยประทีป&#8221;</span></strong> ต่อมาในรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ได้ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ปัจจุบันการลอยพระประทีปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงกระทำเป็นการส่วนพระองค์ตามพระราชอัธยาศัย</p>
<p><img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/newimg/dookdik/o.gif" border="0" alt="" width="48" height="48" /><strong><span style="background-color: #00ffff;">เหตุผลและความเชื่อของการลอยกระทง<br />
</span></strong><br />
          สาเหตุที่มีประเพณีลอยกระทงขึ้นนั้น เกิดจากความเชื่อหลาย ๆ ประการของแต่ละท้องที่ ได้แก่ </p>
<p>          <img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/newimg/dookdik/strawberry_kiszy_20051223184627.gif" border="0" alt="" width="30" height="30" />1.เพื่อแสดงความสำนึกถึงบุญคุณของแม่น้ำที่ให้เราได้อาศัยน้ำกิน น้ำใช้ ตลอดจนเป็นการขอขมาต่อพระแม่คงคา ที่ได้ทิ้งสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ลงไปในน้ำ อันเป็นสาเหตุให้แหล่งน้ำไม่สะอาด</p>
<p>          <img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/newimg/dookdik/strawberry_kiszy_20051223184627.gif" border="0" alt="" width="30" height="30" />2.เพื่อเป็นการสักการะรอยพระพุทธบาทนัมมทานที เมื่อคราวที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปแสดงธรรมโปรดในนาคพิภพ และได้ทรงประทับรอยพระบาทไว้บนหาดทรายแม่น้ำนัมมทานที ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหนึ่งอยู่ในแคว้นทักขิณาบถของประเทศอินเดีย ปัจจุบันเรียกว่าแม่น้ำเนรพุทท</p>
<p>          <img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/newimg/dookdik/strawberry_kiszy_20051223184627.gif" border="0" alt="" width="30" height="30" />3.เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ เพราะการลอยกระทงเปรียบเหมือนการลอยความทุกข์ ความโศกเศร้า โรคภัยไข้เจ็บ และสิ่งไม่ดีต่าง ๆ ให้ลอยตามแม่น้ำไปกับกระทง คล้ายกับพิธีลอยบาปของพราหมณ์</p>
<p>          <img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/newimg/dookdik/strawberry_kiszy_20051223184627.gif" border="0" alt="" width="30" height="30" />4.เพื่อเป็นการบูชาพระอุปคุต ที่ชาวไทยภาคเหนือให้ความเคารพ ซึ่งบำเพ็ญเพียรบริกรรมคาถาอยู่ในท้องทะเลลึกหรือสะดือทะเล โดยมีตำนานเล่าว่าพระอุปคุตเป็นพระมหาเถระรูปหนึ่งที่มีอิทธิฤทธิ์มาก สามารถปราบพญามารได้ </p>
<p>          <img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/newimg/dookdik/strawberry_kiszy_20051223184627.gif" border="0" alt="" width="30" height="30" />5.เพื่อรักษาขนบธรรมเนียมของไทยไว้มิให้สูญหายไปตามกาลเวลา และยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เกิดขึ้นทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ</p>
<p>          <img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/newimg/dookdik/strawberry_kiszy_20051223184627.gif" border="0" alt="" width="30" height="30" />6.เพื่อความบันเทิงเริงใจ เนื่องจากการลอยกระทงเป็นการนัดพบปะสังสรรค์กันในหมู่ผู้ไปร่วมงาน</p>
<p>          <img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/newimg/dookdik/strawberry_kiszy_20051223184627.gif" border="0" alt="" width="30" height="30" />7.เพื่อส่งเสริมงานฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ เพราะเมื่อมีเทศกาลลอยกระทง มักจะมีการประกวดกระทงแข่งกัน ทำให้ผู้เข้าร่วมได้เกิดความคิดแปลกใหม่ และยังรักษาภูมิปัญหาพื้นบ้านไว้อีกด้วย</p>
<p><img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/newimg/dookdik/o.gif" border="0" alt="" width="48" height="48" /><strong><span style="background-color: #00ffff;">ประเพณีลอยกระทงในแต่ละภาค</span></strong></p>
<p>          ลักษณะการจัดงานลอยกระทงของแต่ละจังหวัด และแต่ละภาคจะมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันคือ</p>
<p align="center"><img style="width: 350px; height: 250px;" src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/newimages2/yipeng.jpg" border="0" alt="ยี่เป็ง" width="350" height="250" /></p>
<p>          <img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/newimg/dookdik/ann-151_1.gif" border="0" alt="" /> <strong><span style="color: #000080;">ภาคเหนือ (ตอนบน)</span></strong> จะเรียกประเพณีลอยกระทงว่า <strong>&#8220;ยี่เป็ง&#8221;</strong> อันหมายถึงการทำบุญในวันเพ็ญเดือนยี่  (เดือนยี่ถ้านับตามล้านนาจะตรงกับเดือนสิบสองในแบบไทย) โดยชาวเหนือจะนิยมประดิษฐ์โคมลอย หรือที่เรียกว่า &#8220;ว่าวฮม&#8221; หรือ &#8220;ว่าวควัน&#8221; โดยการใช้ผ้าบางๆ แล้วสุมควันข้างใต้ ให้โคมลอยขึ้นไปในอากาศ เพื่อเป็นการบูชาพระอุปคุตต์ ซึ่งเชื่อกันว่าท่านบำเพ็ญบริกรรมคาถาอยู่ในท้องทะเลลึก หรือสะดือทะเล ตรงกับคติของชาวพม่า</p>
<p align="center"><img style="width: 350px; height: 250px;" src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/newimages2/tak_loy.jpg" border="0" alt="ลอยกระทงสาย" width="350" height="250" /></p>
<p>          <img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/newimg/dookdik/ann-151_1.gif" border="0" alt="" /> <strong><span style="color: #000080;">จังหวัด</span><span style="color: #000080;">ตาก</span></strong> จะประดิษฐ์กระทงขนาดเล็ก แล้วปล่อยลอยไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้เรียงรายเป็นสาย เรียกว่า</p>
<div><strong>&#8220;กระทงสาย&#8221;</strong></div>
<p><strong> </p>
<p></strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p align="center"><strong><img style="width: 350px; height: 250px;" src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/newimages2/loy4.jpg" border="0" alt="ลอยกระทง" width="350" height="250" /></strong></p>
<p>          <img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/newimg/dookdik/ann-151_1.gif" border="0" alt="" /> <strong><span style="color: #000080;">จังหวัดสุโ</span><span style="color: #000080;">ขทัย</span></strong><span style="color: #000080;"> </span>เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีชื่อเสียงในเรื่องประเพณีลอยกระทง ด้วยความเป็นจังหวัดต้นกำเนิดของประเพณีนี้ โดยการจัดงาน<strong> ลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟ </strong>ที่จังหวัดสุโขทัยถูกฟื้นฟูกลับมาอีกครั้งหนึ่งในปี พ.ศ.2520 ซึ่งจำลองบรรยากาศงานมาจากงานลอยกระทงสมัยกรุงสุโขทัย และหลังจากนั้นก็มีการจัดงานลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟขึ้นที่จังหวัดสุโขทัยทุก ๆ ปี มีทั้งการจัดขบวนแห่โคมชักโคมแขวน การเล่นพลุตะไล และไฟพะเนียง</p>
<p align="center"><img style="width: 341px; height: 236px;" src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/newimages2/boat.jpg" border="0" alt="ไหลเรือไฟ" width="341" height="236" /></p>
<p>          <img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/newimg/dookdik/ann-151_1.gif" border="0" alt="" /> <strong><span style="color: #000080;">ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ</span></strong><strong> งานลอยกระทงจะเรียกว่า เทศกาลไหลเรือไฟ</strong> โดยจัดเป็นประเพณียิ่งใหญ่ทุกปีในจังหวัดนครพนม มีการนำหยวกกล้วย หรือวัสดุต่าง ๆ มาตกแต่งเรือ และประดับไฟอย่างสวยงาม และตอนกลางคืนจะมีการจุดไฟปล่อยกระทงให้ไหลไปตามลำน้ำโขง</p>
<p align="center"><img style="width: 300px; height: 225px;" src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/newimages2/loy6.jpg" border="0" alt="ภูเขาทอง" width="300" height="225" /></p>
<p>          <img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/newimg/dookdik/ann-151_1.gif" border="0" alt="" /> <strong><span style="color: #000080;">กรุงเทพมหานคร </span></strong>มีการจัดงานลอยกระทงหลายแห่ง แต่ที่เป็นไฮไลท์อยู่ที่ <strong>&#8220;งานภูเขาทอง&#8221;</strong> ที่จะเนรมิตงานวัดเพื่อเฉลิมฉลองประเพณีลอยกระทง ส่วนใหญ่จัดอยู่ราว 7-10 วัน ตั้งแต่ก่อนวันลอยกระทง จนถึงหลังวันลอยกระทง</p>
<p align="center"><img style="width: 350px; height: 250px;" src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/newimages2/loy7.jpg" border="0" alt="ลอยกระทง" width="350" height="250" /></p>
<p>          <img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/newimg/dookdik/ann-151_1.gif" border="0" alt="" /> <strong><span style="color: #000080;">ภาคใต้</span></strong> มีการจัดงานลอยกระทงในหลาย ๆ จังหวัด เช่น อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่มีงานยิ่งใหญ่ทุกปี</p>
<p><img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/newimg/dookdik/o.gif" border="0" alt="" width="48" height="48" /><strong><span style="background-color: #00ffff;">กิจกรรมในวันลอยกระทง<br />
</span></strong><br />
          ในปัจจุบันมีการจัดงานลอยกระทงทุก ๆ จังหวัด ซึ่งจะมีกิจกรรมแตกต่างกันไปในแต่ละสถานที่ แต่กิจกรรมที่มีเหมือน ๆ กันก็คือ <span style="color: #800080;"><strong>การประดิษฐ์กระทง โดยนำวัสดุต่าง ๆ ทั้งหยวกกล้วย ใบตอง หรือจะเป็นกาบพลับพลึง เปลือกมะพร้าว ฯลฯ มาประดับตกแต่งด้วยดอกไม้ ธูป เทียน เครื่องสักการบูชา ให้เป็นกระทงที่สวยงาม</strong></span> ภายหลังมีการใช้วัสดุโฟมที่สามารถประดิษฐ์กระทงได้ง่าย แต่จะทำให้เกิดขยะที่ย่อยสลายยากขึ้น จึงมีการรณรงค์ให้เลิกใช้กระทงโฟมเพื่อพิทักษ์สิ่งแวดล้อม ก่อนจะมีการดัดแปลงวัสดุทำกระทงให้หลากหลายขึ้น เช่น กระทงขนมปัง กระทงกระดาษ กระทงพลาสติกชนิดพิเศษ เพื่อให้ย่อยสลายง่ายและไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p align="center"><img style="width: 350px; height: 350px;" src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/newimages2/katong.jpg" border="0" alt="กระทง" width="350" height="350" /></p>
<p>          เมื่อไปถึงสถานที่ลอยกระทง ก่อนทำการลอยก็จะอธิษฐานในสิ่งที่ปรารถนาขอให้ประสบความสำเร็จ หรือเสี่ยงทายในสิ่งต่าง ๆ จากนั้นจึงปล่อยกระทงให้ลอยไปตามสายน้ำ และในกระทงมักนิยมใส่เงินลงไปด้วย เพราะเชื่อกันว่าเป็นการบูชาพระแม่คงคา</p>
<p>          นอกจากการลอยกระทงแล้ว มักมีกิจกรรม<strong><span style="color: #800080;">ประกวดนางนพมาศ</span></strong>อันเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของประเพณีลอยกระทง และตามสถานที่จัดงานจะ</p>
<div><span style="color: #800080;"><strong>มีการประกวดกระทง ขบวนแห่ มหรสพสมโภชต่าง ๆ บางแห่งอาจมีการจุดพลุ ดอกไม้ไฟเฉลิมฉลองด้วย</strong></span></div>
<p><span style="color: #800080;"><strong> </p>
<p></strong></span></p>
<p><strong> </strong></p>
<p align="center"><strong><img style="width: 350px; height: 250px;" src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/newimages2/nang.jpg" border="0" alt="นางนพมาศ" width="350" height="250" /></strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<div><strong></strong></div>
<p> </p>
<p><strong><img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/newimg/dookdik/o.gif" border="0" alt="" width="48" height="48" /><strong><span style="background-color: #00ffff;">เพลงประจำเทศกาลลอยกระทง</span></strong></p>
<p></strong></p>
<p> </p>
<p align="left">          เมื่อเราได้ยินเพลง <strong>&#8220;รำวงลอยกระทง&#8221; ที่ขึ้นต้นว่า &#8220;วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำนองเต็มตลิ่ง&#8230;&#8221; นั่นเป็นสัญญาณว่าใกล้จะถึงวันลอยกระทงแล้ว</strong> ซึ่งเพลงนี้เป็นที่คุ้นหูของทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ เพราะในต่างประเทศมักเปิดเพลงนี้ต้อนรับนักท่องเที่ยว เพื่อแสดงถึงความเป็นประเทศไทย</p>
<p>          เพลงรำวงวันลอยกระทงแต่งโดยครูแก้ว อัจฉริยกุล ผู้ให้ทำนองคือ ครูเอื้อ สุนทรสนาน แห่งสุนทราภรณ์ ซึ่ง<strong>ครูเอื้อได้แต่งเพลงนี้ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2498</strong> ขณะที่ได้ไปบรรเลงเพลงที่บริเวณคณะบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมีผู้ขอเพลงจากครูเอื้อ ครูเอื้อจึงนั่งแต่งเพลงนี้ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในระยะเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงจึงเกิดเป็นเพลง <strong>&#8220;รำวงลอยกระทง&#8221;</strong> ที่ติดหูกันมาทุกวันนี้ มีเนื้อร้องว่า</p>
<p>          <span style="color: #800000;">วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำนองเต็มตลิ่ง <br />
          เราทั้งหลายชายหญิง <br />
          สนุกกันจริง วันลอยกระทง <br />
          ลอย ลอยกระทง ลอย ลอยกระทง <br />
          ลอยกระทงกันแล้ว <br />
          ขอเชิญน้องแก้วออกมารำวง <br />
          รำวงวันลอยกระทง รำวงวันลอยกระทง <br />
          บุญจะส่งให้เราสุขใจ บุญจะส่งให้เราสุขใจ<br />
</span><br />
<img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/newimg/dookdik/o.gif" border="0" alt="" width="48" height="48" /><strong><span style="background-color: #00ffff;">งานลอยกระทงประจำปี 2552<br />
</span></strong><br />
          ปฏิเสธไม่ได้ว่าการลอยกระทงถือเป็นประเพณีหนึ่งที่สามารถส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศได้อย่างดี ดังนั้นในทุก ๆ ปี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะร่วมกับจังหวัดต่างๆ จัดงานใหญ่ เพื่อกระตุ้นให้เกิดกระแสการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศในช่วงเทศกาลประเพณีลอยกระทง อีกทั้งยังเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ และรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีลอยกระทงอีกด้วย </p>
<p align="center"><img style="width: 300px; height: 438px;" src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/newimages2/poster1.jpg" border="0" alt="ลอยกระทง" width="300" height="438" /></p>
<p align="left">          และสำหรับปี 2552 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้จัดเทศกาลลอยกระทงในหลายพื้นที่ สำหรับผู้ที่ต้องการไปเที่ยวชมงาน ได้แก่&#8230;</p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">ภาคกลาง</span></strong></p>
<p>          <img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/newimg/dookdik/no_Pui_20050308102315_1.gif" border="0" alt="" width="30" height="30" /> <span style="font-weight: bold;">กรุงเทพมหานคร</span> จัดงานสีสันแห่งสายน้ำ มหกรรมลอยกระทง กรุงเทพมหานคร วันที่ 31 ตุลาคมถึง 2 พฤศจิกายน โดยมีขบวนเรือประเพณีลอยกระทง เรือประดับไฟฟ้า ณ บริเวณแม่น้ำเจ้าพระยา เริ่มตั้งแต่สะพานกรุงเทพฯ ถึงสะพานกรุงธน ทั้งนี้ จะมีพิธีเปิดงานที่บริเวณเชิงสะพานพระราม 8 ฝั่งธนบุรี เวลา 19.00 น.</p>
<p>          <img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/newimg/dookdik/no_Pui_20050308102315_1.gif" border="0" alt="" width="30" height="30" /> <span style="font-weight: bold;">จังหวัดพระนครศรีอยุธยา</span> ศูนย์ศิลปาชีพ บางไทร ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จัดงาน &#8220;ลอยกระทง ตามประทีป ศูนย์ศิลปาชีพ บางไทรฯ ประจำปี 2552&#8243; ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม ถึง 2 พฤศจิกายน ซึ่งนับเป็นงานประจำปีที่ยิ่งใหญ่งานหนึ่งของ ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ ที่จัดต่อเนื่องมาครั้งนี้เป็นครั้งที่ 22 แล้ว โดยจัดภายใต้แนวคิดหลัก &#8220;ย้อนรำลึกถึงวันวาน&#8221; การประกวดนางนพมาศและหนูน้อยนพมาศชิงถ้วยรางวัลพระราชทาน การประกวดกระทงชิงถ้วยพระราชทาน พร้อมศิลปินชื่อดังตบเท้าขึ้นเวทีสร้างความบันเทิงตลอดคืน เน้นอำนวย ความสะดวกแก่ประชาชนเที่ยวชมงานด้วยรถรับส่งกรุงเทพฯ-อยุธยาฟรี และไม่เสียค่าบัตรผ่านประตู</p>
<p align="center"><img style="width: 350px; height: 250px;" src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/newimages2/loy2.JPG" border="0" alt="ลอยกระทง" width="350" height="250" /></p>
<p align="left">         <img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/newimg/dookdik/no_Pui_20050308102315_1.gif" border="0" alt="" width="30" height="30" /> <span style="font-weight: bold;">จังหวัดสมุทรสงคราม</span> จัดงานประเพณีลอยกระทงกาบกล้วยเมืองแม่กลอง วัฒนธรรมท้องถิ่นของชาวจังหวัดสมุทรสงครามที่ผูกพันกับสายน้ำลุ่มแม่ น้ำแม่กลอง  มีการลอยกระทงกาบกล้วย จำนวน 100,000 ใบ เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น เรียบง่าย ประหยัด สมดุล ย่อยสลายง่าย ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม ในวันที่ 2 พฤศจิกายน ณ อุทยาน ร.2 และวัดภุมรินกุฎีทอง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม งานเริ่มเวลา 16.00 น. โดยมีการสืบสานประเพณีทอดผ้าป่าทางน้ำ มีขบวนเรือแห่ผ้าป่า ในภายในงานมีกิจกรรมรำวงย้อนยุค การแสดงวงดนตรีลูกท่ง โรงเรียนอัมพวันวิทยาลัย เจ้าของรางวัลรายการชิงช้าสรรค์ แชมป์ออฟเดอะแชมป์ ปี 2551 การแสดงโขนเยาวชนกลุ่มยุวศิลปิน มูลนิธิ ร.2 นิทรรศการกระทงกาบกล้วยเมืองแม่กลอง การประกวดหนูน้อยนพมาศ การประกวดนางนพมาศ ณ วัดช่องลม</p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">ภาคเหนือ</span></strong></p>
<p>          <img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/newimg/dookdik/no_Pui_20050308102315_1.gif" border="0" alt="" width="30" height="30" /> <span style="font-weight: bold;">จังหวัดสุโขทัย </span>จัดงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟจังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2552 ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2552 ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ซึ่งเป็นประเพณีบูชาด้วยประทีป ที่มีมาแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ตามที่ปรากฏหลักฐานในหลักศิลาจารึกพ่อขุนราม คำแหงหลักที่ 1 มีข้อความกล่าวถึง การเผาเทียน เล่นไฟ ว่าเป็นงานที่ยิ่งใหญ่อลังการที่สุดของอาณาจักรสุโขทัย เมื่อกว่า 700 ปีก่อน ซึ่งได้คลี่คลายมาเป็นประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟในปัจจุบัน โดยมีการแสดงแสง-เสียง จำลองบรรยากาศงานเผาเทียน เล่นไฟสมัยสุโขทัย ให้ผู้คนทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศได้ชื่นชม</p>
<p align="center"><img style="width: 350px; height: 250px;" src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/newimages2/loy3.JPG" border="0" alt="ลอยกระทง" width="350" height="250" /></p>
<p align="left">          <img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/newimg/dookdik/no_Pui_20050308102315_1.gif" border="0" alt="" width="30" height="30" /><span style="font-weight: bold;">จังหวัดตาก</span> จัดงานประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีป 1000 ดวง ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประจำปี 2552 ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคมถึง 4 พฤศจิกายน ณ บริเวณแม่น้ำปิง ริมสายธารลานกระทงสาย เชิงสะพานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี อำเภอเมือง จังหวัดตาก ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม &#8211; 4 พฤศจิกายน 2552</p>
<p>          <img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/newimg/dookdik/no_Pui_20050308102315_1.gif" border="0" alt="" width="30" height="30" /> <span style="font-weight: bold;">จังหวัดเชียงใหม่ </span>จัดงานประเพณียี่เป็ง &#8220;สืบฮีต สานฮอย ต๋ามโคมผ่อกอย ยี่เป็งล้านนา” หรือChiang Mai &#8220;YeePeng&#8221; (LoyKrathongFestival) ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคมถึง 2 พฤศจิกายน ณ บริเวณข่วงประตูท่าแพ และหน้าสำนักงานเทศบาล จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ และเสริมสร้างภาพลักษณ์ของเชียงใหม่ให้เป็นเมืองแห่งศิลปวัฒนธรรม ทำให้เกิดพัฒนาการทางด้านความผสมผสานระหว่างดนตรีล้านนากับดนตรีสากล อีกทั้งยังเป็นเวทีที่เปิดโอกาสกับเยาวชนในเขตจังหวัดภาคเหนือได้แสดงความ สามารถในด้านดนตรี และศิลปวัฒนธรรมภายในงานอีกด้วย</p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">ภาคใต้</span></strong></p>
<p>          <img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/newimg/dookdik/no_Pui_20050308102315_1.gif" border="0" alt="" width="30" height="30" /><span style="font-weight: bold;">จังหวัดสงขลา</span> จัดงานเทศกาลโคมไฟ สีสันเมืองใต้ ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2552 &#8211; 28 กุมภาพันธ์ 2553 ที่บริเวณสวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่ โดยมีธีมการจัดงาน 9 มหัศจรรย์โคมไฟแห่งความสุข ซึ่งประเทศจีนร่วมแสดงโคมไฟน้ำแข็งเป็นแห่งแรกในประเทศ ภายใต้อุณหภูมิ -30 องศาเซลเซียส เพื่อฉลองความสัมพันธ์ไทย-จีนที่ครบรอบ 35 ปี</p>
<p>          <strong><span style="color: #800080;">นอกจากนี้ ยังมีการจัดเทศกาลงานลอยกระทงในทุก ๆ จังหวัดอีกด้วย</span></strong></p>
<p>          <strong><span style="color: #800000;">สำหรับวันลอยกระทงในปีนี้ตรงกับวันพุธ ที่ 2 พฤศจิกายน 2552 ใครที่ยังไม่มีโปรแกรมไปเที่ยวที่ไหน ก็อย่าลืมชวนครอบครัว หรือเพื่อน ๆ มาร่วมกันสานต่อประเพณีที่ดีงามนี้ไว้นะค่ะ อ่อ&#8230; และอย่าลืมใช้กระทงที่ทำจากวัสดุธรรมชาติด้วยล่ะ เพราะนอกจากจะไปลอยกระทงเพื่ออนุรักษ์ประเพณีแล้ว ยังจะเป็นการช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติไว้อีกต่อหนึ่งด้วยค่ะ</span></strong></p>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลจาก</p>
<p><a href="http://th.wikipedia.org/" target="_blank"><img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/logo/wiki.jpg" border="0" alt="" width="120" height="45" /></a>  <a href="http://www.komchadluek.net/" target="_blank"><img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/logo/komchadluek.jpg" border="0" alt="" width="139" height="45" /></a></p>
<p>- <a href="http://www.loikrathong.net/th/kt_thailand.php" target="_blank">loikrathong.net<br />
</a>- <a href="http://www.phrapradaeng.org/loykratong.htm" target="_blank">phrapradaeng.org<br />
</a>- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/st2545/5-5/no27/loykratong.html" target="_blank">thaigoodview.com<br />
</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sanroo.kapook.com/loykratong/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วันฮาโลวีน Halloween 31 ตุลาคม</title>
		<link>http://sanroo.kapook.com/halloween/</link>
		<comments>http://sanroo.kapook.com/halloween/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 30 Oct 2009 09:57:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kanistha</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[Halloween]]></category>
		<category><![CDATA[ชุดฮาโลวีน]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติวันฮาโลวีน]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติฮาโลวีน]]></category>
		<category><![CDATA[วันฮัลโลวีน]]></category>
		<category><![CDATA[วันฮาโลวีน]]></category>
		<category><![CDATA[ฮัลโลวีน]]></category>
		<category><![CDATA[ฮาโลวีน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sanroo.kapook.com/?p=138</guid>
		<description><![CDATA[
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก panyathai.or.th และ Kapook.com

          &#8220;Trick or treat!&#8221; คำฮิตติดหูประจำเทศกาลฮาโลวีน (วันที่ 31 ตุลาคม ของทุกปี) หลายคนรู้ว่า สัญลักษณ์ประจำฮาโลวีนต้องมีปาร์ตี้แต่งกายชุดภูตผีปีศาจ และต้องมีฟักทองเจาะหน้าตาแปลกๆ … แต่แล้วทราบหรือไม่ว่า ฮาโลวีนมีความสำคัญอย่างไร

รู้จักความหมายของ &#8220;ฮาโลวีน&#8221; 

          ในคริสต์ศาสนา นิกายคาทอลิก Halloween เป็นคำภาษาอังกฤษ เพี้ยนมาจากคำ All Hallows Eves ซึ่งแปลว่า วันก่อนวันสมโภชนักบุญทั้งหลาย โดยวิธีตัดต่อ Hallow + Eve = Halloween คำว่า Hallow เป็นคำแองโกลแซกซัน แปลว่า ทำให้ศักดิ์สิทธิ์ ตรงกับภาษาเยอรมันว่า heiligen ในปัจจุบันนิยมใช้คำมาจากภาษาละตินว่า sanctify คำว่า Hallow ยังมีใช้ในบทสวดอธิษฐานเก่าๆ เช่น Hallowed be thy Name (ขอพระนามจงเป็นที่สักการะ) 
          คำว่า Hallow ยังแปลว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><a href="http://glitter.kapook.com/content.php?id=4792&amp;category_id=99" target="_blank"><img title="คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ..." src="http://i242.photobucket.com/albums/ff298/akapong999/glitter/halloween/14-10-2008_09K.gif" border="0" alt="คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ..." /></a></p>
<p align="center"><a href="http://www.kapook.com/" target="_blank">เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม</a><br />
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก <a href="http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/à¸§à¸±à¸à¸®à¸²à¹à¸¥à¸§à¸µà¸" target="_blank">panyathai.or.th</a> และ <a href="http://www.kapook.com/" target="_blank">Kapook.com<br />
</a></p>
<p>          <strong>&#8220;Trick or treat!&#8221; คำฮิตติดหูประจำเทศกาลฮาโลวีน (วันที่ 31 ตุลาคม ของทุกปี) หลายคนรู้ว่า สัญลักษณ์ประจำฮาโลวีนต้องมีปาร์ตี้แต่งกายชุดภูตผีปีศาจ และต้องมีฟักทองเจาะหน้าตาแปลกๆ … แต่แล้วทราบหรือไม่ว่า ฮาโลวีนมีความสำคัญอย่างไร</strong></p>
<p align="center"><img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/newimages2/200809/13_4.jpg" border="0" alt="" /></p>
<p><img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/newimg/dookdik/13.jpg" border="0" alt="" /><strong><span style="background-color: #fedcba;">รู้จักความหมายของ &#8220;ฮาโลวีน&#8221;</span> <br />
</strong><br />
          <span style="color: #0000ff;">ในคริสต์ศาสนา นิกายคาทอลิก Halloween เป็นคำภาษาอังกฤษ เพี้ยนมาจากคำ All Hallows Eves ซึ่งแปลว่า วันก่อนวันสมโภชนักบุญทั้งหลาย โดยวิธีตัดต่อ Hallow + Eve = Halloween คำว่า Hallow เป็นคำแองโกลแซกซัน แปลว่า ทำให้ศักดิ์สิทธิ์ ตรงกับภาษาเยอรมันว่า heiligen ในปัจจุบันนิยมใช้คำมาจากภาษาละตินว่า sanctify คำว่า Hallow ยังมีใช้ในบทสวดอธิษฐานเก่าๆ เช่น Hallowed be thy Name (ขอพระนามจงเป็นที่สักการะ)</span> </p>
<p>          คำว่า Hallow ยังแปลว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผู้ศักดิ์สิทธิ์ นักบุญ ดังนั้น All Hallowmas จึงแปลว่า วันสมโภชนักบุญทั้งหลาย ในปัจจุบันใช้คำว่า All Saints Day คู่กับ Christmas ซึ่งแปลว่า วันสมโภชพระคริสต์หรือคริสต์มาสนั่นเอง  </p>
<p>          วันก่อนวันสมโภชคริสต์มาสมี Christmas Eve ที่นิยมเรียกว่า คืน (ก่อน) คริสต์มาส วันก่อนวันสมโภชนักบุญทั้งหลายก็มี All Hallowmas Eve ซึ่งต่อมาย่อเป็น Halloween โดยมีงานรื่นเริงและพิธีกรรมทางศาสนาเช่นเดียวกับคืนคริสต์มาส ชาวคาทอลิกพร้อมใจกันเลื่อนพิธีกรรมทางศาสนาไป หลังวันสมโภชนักบุญทั้งหลาย และเรียกว่า วันวิญญาณในแดนชำระ (All Souls Day) เพื่อให้คู่กับวันสมโภชนักบุญทั้งหลาย (All Saints Day)</p>
<p align="center"><img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/newimages2/200809/16_2.jpg" border="0" alt="" /></p>
<p><img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/newimg/dookdik/13.jpg" border="0" alt="" /> <strong><span style="background-color: #fedcba;">ความเป็นมาของวันฮาโลวีน</span></strong></p>
<p>          วันฮาโลวีนของทุกปี จะตรงกับวันที่ 31 ตุลาคม <strong>เชื่อว่ามีที่มาจากวันฉลองปีใหม่ของชาวเซลท์ (Celt) ในวันที่ 1 พฤศจิกายนที่เรียกว่า Samhain ซึ่งเป็นชื่อของเทพเจ้าแห่งความตาย</strong> ทั้งนี้ ในวันที่ 31 ตุลาคม ชาวเคลต์ (Celt) ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองเผ่าหนึ่งในไอร์แลนด์ ถือกันว่าเป็นวันสิ้นสุดของฤดูร้อน และวันต่อมา คือ วันที่ 1 พฤศจิกายนเป็นวันขึ้นปีใหม่ </p>
<p>          <span style="color: #800000;">ซึ่งในวันที่ 31 ตุลาคมนี่เองที่ชาวเคลต์เชื่อว่า เป็นวันที่มิติคนตาย และคนเป็นจะถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน และวิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตในปีที่ผ่านมา จะเที่ยวหาร่างของคนเป็นเพื่อสิงสู่ เพื่อที่จะได้มีชีวิตขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เดือดร้อนถึงคนเป็น ต้องหาทุกวิถีทางที่จะไม่ให้วิญญาณมาสิงสู่ร่างตน ชาวเคลต์จึงปิดไฟทุกดวงในบ้าน ให้อากาศหนาวเย็น และไม่เป็นที่พึงปรารถนาของบรรดาผีร้าย และยังพยายามแต่งกายให้แปลกประหลาด ปลอมตัวเป็นผีร้าย และส่งเสียงดัง เพื่อให้ผีตัวจริงตกใจหนีหายสาบสูญไป</span>  </p>
<p>          นอกจากนี้คืนดังกล่าวยังเป็นคืนเฉลิมฉลองการสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยว และอาจมีการนำสัตว์ หรือพืชผลมาบูชายัญให้กับเหล่าภูติผี และวิญญาณด้วย หลังจากคืนนั้นไฟทุกดวงจะถูกดับ และจุดขึ้นใหม่ด้วยไฟศักดิ์สิทธิ์ของชาวเซลท์ </p>
<p>          <strong>บางตำนานยังเล่าถึงขนาดว่า มีการเผา &#8220;คนที่คิดว่าถูกผีร้ายสิง&#8221; เป็นการเชือดไก่ให้ผีกลัวอีกต่างหาก</strong> แต่นั่นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนคริสตกาล ที่ความคิดเรื่องผีสางยังฝังรากลึกในจิตใจมนุษย์ ต่อมาในศตวรรษแรกแห่งคริสตกาล ชาวโรมันรับประเพณีฮาโลวีนมาจากชาวเคลต์ แต่ได้ตัดการเผาร่างคนที่ถูกผีสิงออก เปลี่ยนเป็นการเผาหุ่นแทน  </p>
<p>          <span style="color: #0000ff;">ในสมัยต่อชาวโรมันคาทอลิกต้องการกำจัดพิธีเฉลิมฉลอง ของกลุ่มชนนอกศาสนาคริสต์เหล่านี้ สันตะปาปา Gregory ที่ 4 จึงได้กำหนดวันที่ 1 พฤศจิกายนให้เป็นวันเฉลิมฉลอง All Saints Day หรือ All Hallows Day สำหรับชาวคริสต์เพื่อระลึกถึงนักบุญ และผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่การเฉลิมฉลองในคืนวันที่ 31 ตุลาคมหรือ Hallow´s Eve ก็ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบันแต่ชื่อเรียกได้เพี้ยนไปเป็น Halloween</span> </p>
<p>          กาลเวลาผ่านไป ความเชื่อเรื่องผีจะสิงสูร่างมนุษย์เสื่อมถอยลงตามลำดับ ฮาโลวีนจึงกลายเป็นเพียงพิธีการ การแต่งตัวเป็นผี แม่มด สัตว์ประหลาดตามแต่จะสร้างสรรค์กันไป</p>
<p align="center"><img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/newimages2/200809/17_2.jpg" border="0" alt="" /></p>
<p><img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/newimg/dookdik/13.jpg" border="0" alt="" /> <strong><span style="background-color: #fedcba;">จากอังกฤษสู่อเมริกา</span> </strong></p>
<p>          เดิมเทศกาลฮาโลวีนจัดขึ้นในประเทศอังกฤษ ไอร์แลนด์ สกอตแลนด์ และประเทศข้างเคียงเท่านั้น แต่เมื่อชาวไอริช และชาวสกอตอพยพไปตั้งหลักแหล่งในสหรัฐอเมริกา ในช่วงทศวรรษที่ 1840 ก็นำเอาประเพณีนี้ไปปฏิบัติด้วย ปรากฏว่าถูกใจชาวอเมริกันทุกเชื้อชาติ จึงปฏิบัติตามกันอย่างจริงจังตลอดมา และตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ก็กลายเป็นเทศกาลประจำชาติมาจนทุกวันนี้</p>
<p><img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/newimg/dookdik/13.jpg" border="0" alt="" /> <strong><span style="background-color: #fedcba;">กิจกรรมในวันฮาโลวีน</span> </strong> </p>
<p>          การฉลองวันฮาโลวีนนิยมจัดกันในสหรัฐอเมริกา ไอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร แคนาดา และยังมีในออสเตรเลีย กับนิวซีแลนด์ด้วย รวมถึงประเทศอื่นในทวีปยุโรปก็นิยมจัดงานวันฮาโลวีนเพื่อความสนุกสนาน ในประเทศทางตะวันตก เด็กๆ จะแต่งกายเป็นภูตผีปีศาจพากันชักชวนเพื่อนฝูงออกไปงานฉลอง เรียกว่า <strong>การเล่น Trick or Treat (หลอกหรือเลี้ยง) คือการเดินเคาะประตูขอขนมตามบ้าน</strong></p>
<p>          เคล็ดอีกอย่างหนึ่งของเทศกาลฮาโลวีน นอกจากเคาะประตูขอขนมตามบ้านต่างๆ แล้ว <strong>ยังมีการนำ แอปเปิ้ล กับเหรียญชนิดหกเพ็นซ์ใส่ลงในอ่างน้ำ</strong> หากใครสามารถแยกแยะของสองอย่างนี้ ออกจากกันได้ด้วยการใช้ปากคาบเหรียญขึ้นมา และใช้ส้อมจิ้มแอปเปิ้ลให้ติดเพียงครั้งเดียวถือว่าผู้นั้นจะโชคดีตลอดปีใหม่ที่กำลังมาถึง </p>
<p>          <span style="color: #800000;">ทางด้านสาวอังกฤษสมัยก่อนจะออกไปหว่านและไถกลบเมล็ดป่านชนิดหนึ่งในยามเที่ยงคืนของวันฮาโลวีน พร้อมกับเสี่ยงสัตย์อธิษฐานด้วยการท่องคาถาว่า <strong>&#8220;เจ้าเมล็ดป่านที่ข้าหว่านจงช่วยบันดาลให้ผู้ที่จะมาเป็นคู่ชีวิตของข้าปรากฎตัวให้เห็น&#8221;</strong> หลังจากนั้นลองเหลียวมองผ่านบ่าด้านซ้ายของตนเองดู ก็จะได้เห็นนิมิตเรือนร่างของผู้ที่จะมาเป็นสามีในอนาคตของตน (นี่คือความเชื่อของสาวๆ อังกฤษ)</span></p>
<p align="center"><img title="trick or treat" src="http://i242.photobucket.com/albums/ff298/akapong999/glitter/halloween/halloween01_edit.gif" border="0" alt="trick or treat" /></p>
<p><img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/newimg/dookdik/13.jpg" border="0" alt="" /> <strong><span style="background-color: #fedcba;">การเล่น Trick or Treat</span></strong>  </p>
<p>          สำหรับประเพณี ทริกออร์ทรีต (Trick or Treat แปลว่า หลอกหรือเลี้ยง) นั้น เริ่มขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 9 โดยชาวยุโรป ซึ่งถือว่า <strong>วันที่ 2 พฤศจิกายน เป็นวัน &#8220;All Souls&#8221; พวกเขาจะเดินร้องขอ &#8220;ขนมสำหรับวิญญาณ&#8221; (soul cake) จากหมู่บ้านหนึ่งไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง โดยเชื่อว่า ยิ่งให้ขนมเค้กมากเท่าไร วิญญาณของญาติผู้บริจาคก็ได้รับผลบุญ ทำให้มีโอกาสขึ้นสวรรค์ได้มากเท่านั้น</strong> </p>
<p>          ประเพณีทริกออร์ทรีต ในสหรัฐอเมริกา คือ การละเล่นอย่างหนึ่งที่เด็กๆ เฝ้ารอคอยในวันฮาโลวีน ตามบ้านเรือนจะตกแต่งด้วยโคมไฟฟักทอง และตุ๊กตาหุ่นฟางที่เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลประเพณีเก็บเกี่ยว (Harvest) ในช่วงเดียวกันนั้น แต่ละบ้านจะเตรียมขนมหวานที่ทำเป็นรูปเม็ดข้าวโพดสีขาวเหลืองส้มในเม็ดเดียวกัน เรียกว่า Corn Candy และขนมอื่นๆ ไว้เตรียมคอยท่า </p>
<p align="center"><img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/newimages2/200809/19_1.jpg" border="0" alt="" /></p>
<p>          <span style="color: #0000ff;">ส่วนเด็กๆ ในละแวกบ้านก็จะแต่งตัวแฟนซี เป็นภูตผีมาเคาะตามประตูบ้าน โดยเน้นบ้านที่มีโคมไฟฟักทองประดับ (เพราะมีความหมายโดยนัยว่าต้อนรับพวกเขา) พร้อมกับถามว่า &#8220;Trick or treat?&#8221; เจ้าของบ้านมีสิทธิที่จะตอบ treat ด้วยการยอมแพ้ มอบขนมหวานให้ภูตผี (เด็ก) เหล่านั้น ราวกับว่า ช่างน่ากลัวเหลือเกิน หรือเลือกตอบ trick เพื่อท้าทายให้ภูตผีเหล่านั้นอาละวาด ซึ่งก็อาจเป็นอะไรได้ ตั้งแต่แลบลิ้นปลิ้นตาหลอกหลอน ไปจนถึงขั้นทำลายข้าวของเล็กๆ น้อยๆ แล้วอาจจบลงด้วยการ treat เด็กๆ ด้วยขนมในที่สุด</span> </p>
<p>          <strong>ในสมัยโบราณมีการกล่าวขานกันว่าเด็กๆ ไม่ได้ขนม จะแกล้งเจ้าของบ้าน เช่น ใส่ไข่ดิบในตู้จดหมายในคืนเทศกาลฮาโลวีน</strong> คนส่วนใหญ่จึงมีขนมและลูกกวาดเตรียมไว้เพื่อจะไม่ต้องโดนผี (เด็กๆ) แกล้ง <br />
          <br />
          และที่ขาดไม่ได้สำหรับเทศกาลฮาโลวีนเลย คือ การประดับประดาแสงไฟ และการแกะสลักฟักทองเป็นโคมไฟ เจาะทำตาจมูก และปากที่แสยะยิ้ม เรียกว่า แจ๊ก-โอ&#8217;-แลนเทิร์น (jack-o&#8217;-lantern)</p>
<p align="center"><img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/newimages2/200809/18_1.jpg" border="0" alt="" /></p>
<p><img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/newimg/dookdik/13.jpg" border="0" alt="" /> <strong><span style="background-color: #fedcba;">ตำนานแกะสลักฟักทอง แจ๊ก-โอ&#8217;-แลนเทิร์น (jack-o&#8217;-lantern)</span></strong>  </p>
<p>          ตำนานที่เกี่ยวกับฟักทองนั้น เป็นตำนานพื้นบ้านของชาวไอริช กล่าวถึง <strong>แจ๊คจอมตืด ซึ่งเป็นนักเล่นกลจอมขี้เมา วันหนึ่งเขาหลอกล่อปีศาจขึ้นไปบนต้นไม้</strong><strong>และเขียนกากบาทไว้ที่โคนต้นไม้ ทำให้ปีศาจลงมาไม่ได้ จากนั้นเขาได้ทำข้อตกลงกับปีศาจ &#8220;ห้ามนำสิ่งไม่ดีมาหลอกล่อเขาอีก&#8221;</strong> แล้วเขาจะปล่อยปีศาจลงจากต้นไม้ เมื่อแจ็คตายลง เขาปฏิเสธที่จะขึ้นสวรรค์ เพราะเขามีความคิดไปในทางของความชั่วร้าย ขณะเดียวกันปฏิเสธที่จะลงนรก เพราะเขาได้ทำข้อตกลงกับปีศาจไว้ ปีศาจจึงให้ถ่านที่กำลังคุแก่เขา เพื่อให้เขาใช้นำทางไปในทางที่มืดมิด และหนาวเย็น และแจ็คได้นำถ่านนี้ใส่ไว้ในหัวผักกาดเทอนิพที่ถูกเจาะให้กลวง เพื่อให้ไฟลุกโชติช่วงได้นานขึ้น </p>
<p>          <span style="color: #800000;">ชาวไอริชจึงแกะสลักหัวผักกาดเทอนิพ และใส่ไฟในด้านใน อันเป็นอีกสัญลักษณ์ของวันฮาโลวีน เพื่อระลึกถึง &#8220;การหยุดยั้งความชั่ว&#8221; Trick or Treat เพื่อส่งผลบุญให้กับญาติผู้ล่วงลับ และพิธีทางศาสนาเพื่อทำบุญวันปีใหม่ แต่เมื่อมีการฉลองฮาโลวีนในสหรัฐอเมริกา ชาวอเมริกาพบว่าฟักทองหาง่ายกว่าหัวผักกาดมาก จึงเปลี่ยนมาใช้ฟักทองแทน</span></p>
<p><img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/newimg/dookdik/13.jpg" border="0" alt="" /> <strong><span style="background-color: #fedcba;">เครื่องดื่มวันฮาโลวีน</span> </strong> </p>
<p>          โดยธรรมเนียมแล้ว วันฮาโลวีน เป็นวันถือศีล และไม่ดื่มสุราหรืออาหารฟุ่มเฟือย อาจมีโซลเค้ก (Soul Cake) ซึ่งเป็นขนมตามธรรมเนียมดั้งเดิมของงานวันฮาโลวีน หรือ อาหาร ที่ไม่ใช่เนื้อ และเมื่อได้รับโซลเค้กให้สวดภาวนาแด่ผู้ล่วงลับเป็นการตอบแทน (อย่างไรก็ดี นี่เป็นละครในงานวัน &#8220;ฮาโลวีน&#8221; ไม่ใช่พิธีกรรม ดังนั้นการจัดงานเลี้ยงในบ้านเราคงจะต้องมีขนม, น้ำ และอาหารเป็นธรรมดา)</p>
<p align="center"><img title="ฮาโลวีนนี้เที่ยวไหนดี" src="http://i242.photobucket.com/albums/ff298/akapong999/glitter/halloween/14-10-2008_06K.gif" border="0" alt="ฮาโลวีนนี้เที่ยวไหนดี" /></p>
<p>          <strong><span style="color: #0000ff;">อย่างไรก็ตาม คนไทยปัจจุบันรู้จักเทศกาลฮาโลวีนเหมือนกับที่รู้จักเทศกาลต่างๆ ตามประเพณีของชาวยุโรป เช่น อีสเตอร์ วันขอบคุณพระเจ้า วันคริตสต์มาส หรือวันวาเลนไทน์ ซึ่งในคืนวันฮาโลวีนในกรุงเทพฯ มักจะจัดงาน โดยเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวยามราตรีแต่งกายด้วยชุดแฟนซี สวมหน้ากากเป็นปีศาจรูปร่างต่างๆ เพื่อเป็นสีสันยามค่ำคืนฮาโลวีน</span></strong><br />
<img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/newimg/dookdik/13.jpg" border="0" alt="" /><a href="http://halloween.kapook.com/" target="_blank">วันฮาโลวีน halloween ฮัลโลวีน ประวัติวันฮัลโลวีน ชุดฮาโลวีน Glitter กลิตเตอร์ และอีกมากมาย คลิกที่นี่<br />
</a></p>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลจาก<br />
<a href="http://www.centerpoint108.com/index002.asp" target="_blank"><img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/logo/logo_centerpoint2.jpg" border="0" alt="" width="90" height="100" /></a> <br />
- <a title="blocked::http://th.wikipedia.org/wiki/วันฮาโลวีน" href="http://th.wikipedia.org/wiki/วันฮาโลวีน" target="_blank">th.wikipedia.org</a><br />
- <a title="blocked::http://area.obec.go.th/phayao1/kmc/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=389" href="http://area.obec.go.th/phayao1/kmc/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=389" target="_blank">area.obec.go.th</a><br />
- <a title="blocked::http://www.educatepark.com/story/festival/halloween.php" href="http://www.educatepark.com/story/festival/halloween.php" target="_blank">educatepark.com</a><br />
- <a title="blocked::http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?ID=1001" href="http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?ID=1001" target="_blank">royin.go.th</a><br />
- <a title="blocked::http://www.okmd.or.th/th/knowledge_detail.asp?id=256" href="http://www.okmd.or.th/th/knowledge_detail.asp?id=256" target="_blank">okmd.or.th</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sanroo.kapook.com/halloween/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กาฬโรคปอด กาฬโรค โรคติดต่อ</title>
		<link>http://sanroo.kapook.com/pneumonic-plague/</link>
		<comments>http://sanroo.kapook.com/pneumonic-plague/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 06 Aug 2009 07:49:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kanistha</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[plague กาฬโรค]]></category>
		<category><![CDATA[pneumonic plague]]></category>
		<category><![CDATA[การติดต่อของ กาฬโรคปอด]]></category>
		<category><![CDATA[การรักษา โรคกาฬโรคปอด]]></category>
		<category><![CDATA[กาฬโรค]]></category>
		<category><![CDATA[กาฬโรคปอด]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อมูล กาฬโรคปอด]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีป้องกัน กาฬโรคปอด]]></category>
		<category><![CDATA[สาเหตุการเกิด โรคกาฬโรคปอด]]></category>
		<category><![CDATA[อาการ กาฬโรคปอด]]></category>
		<category><![CDATA[โรคกาฬโรค]]></category>
		<category><![CDATA[โรคกาฬโรคปอด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sanroo.kapook.com/?p=136</guid>
		<description><![CDATA[
กาฬโรคปอด

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก เดลินิวส์
          หลังจากมีข่าวว่า พบผู้เสียชีวิตด้วย โรคกาฬโรคปอด หรือ กาฬโรคปอด ที่เมืองซิเข่อตัน มณฑลชิงไห่ ประเทศจีน จนทางการท้องถิ่นต้องประกาศปิดเมืองซิเข่อตัน เพื่อฆ่าเชื้อ กาฬโรคปอด และป้องกัน กาฬโรคปอด ระบาด พร้อมกักบริเวณประชาชนไว้กว่า 1 หมื่นคน เพื่อดูอาการเนื่องจาก กาฬโรคปอด เป็นโรคที่อันตรายอย่างมาก เพราะเป็น 1 ใน 5 โรคติดต่อร้ายแรง (อหิวาห์ ไข้ทรพิษ กาฬโรค ไข้เหลือง และซาร์ส)

          นอกจากนี้ ทางองค์การอนามัยโลก ยังได้ออกมาเตือนว่า กาฬโรคปอด ที่พบในจีนเป็นเชื้อชนิดเดียวกับ &#8220;กาฬโรคชนิดต่อมน้ำเหลืองอักเสบ&#8221; ที่เคยคร่าชีวิตชาวยุโรปมาแล้วกว่า 25 ล้านคน งานนี้จึงทำให้หลายคนอยากรู้จัก กาฬโรคปอด ว่าคือโรคอะไร มีอาการอย่างไร วันนี้กระปุกจึงเรื่องราวของ กาฬโรคปอด มาฝากกันค่ะ
          กาฬโรค มีลักษณะอาการแบ่งได้ใหญ่ 3 ลักษณะ คือ กาฬโรคของต่อมน้ำเหลือง (Bubonic [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><img src="http://img.kapook.com/image/travel/fr.jpg" border="0" alt="" width="300" height="225" /></p>
<p><strong>กาฬโรคปอด</strong></p>
<p align="left">
<a href="http://www.kapook.com/" target="_blank">เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม</a><br />
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก <a href="http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;categoryID=5&amp;contentID=12072" target="_blank">เดลินิวส์</a></p>
<p>          <span style="color: #0000ff;"><strong>หลังจากมีข่าวว่า พบผู้เสียชีวิตด้วย โรคกาฬโรคปอด หรือ กาฬโรคปอด ที่เมืองซิเข่อตัน มณฑลชิงไห่ ประเทศจีน จนทางการท้องถิ่นต้องประกาศปิดเมืองซิเข่อตัน เพื่อฆ่าเชื้อ กาฬโรคปอด และป้องกัน กาฬโรคปอด ระบาด</strong> พร้อมกักบริเวณประชาชนไว้กว่า 1 หมื่นคน เพื่อดูอาการเนื่องจาก <strong>กาฬโรคปอด</strong> เป็นโรคที่อันตรายอย่างมาก เพราะเป็น 1 ใน 5 โรคติดต่อร้ายแรง (อหิวาห์ ไข้ทรพิษ กาฬโรค ไข้เหลือง และซาร์ส)<br />
</span><br />
          นอกจากนี้ ทางองค์การอนามัยโลก ยังได้ออกมาเตือนว่า <strong>กาฬโรคปอด</strong> ที่พบในจีนเป็นเชื้อชนิดเดียวกับ <strong>&#8220;กาฬโรคชนิดต่อมน้ำเหลืองอักเสบ&#8221;</strong> ที่เคยคร่าชีวิตชาวยุโรปมาแล้วกว่า 25 ล้านคน งานนี้จึงทำให้หลายคนอยากรู้จัก<strong> กาฬโรคปอด</strong> ว่าคือโรคอะไร มีอาการอย่างไร วันนี้กระปุกจึงเรื่องราวของ <strong>กาฬโรคปอด</strong> มาฝากกันค่ะ</p>
<p>        <span style="color: #800000;">  กาฬโรค มีลักษณะอาการแบ่งได้ใหญ่ 3 ลักษณะ คือ กาฬโรคของต่อมน้ำเหลือง (Bubonic Plague), กาฬโรคชนิดโลหิตเป็นพิษ  (Septicemic Plague) และ<strong> กาฬโรคปอด</strong> (Pneumonic Plague) ซึ่ง <strong>กาฬโรคปอด</strong> เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบซิลไล Yersinia pestis อาจเป็นอาการแทรกซ้อนของกาฬโรคต่อมน้ำเหลือง หรืออาจจะเป็นการติดเชื้อครั้งแรก<br />
</span><br />
<strong><span style="background-color: #ffff00;">อาการของ กาฬโรคปอด</span></strong></p>
<p>          ผู้ป่วย <strong>กาฬโรคปอด</strong> จะมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน หนาวสั่น ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ปวดเมื่อยตัว หอบ เหนื่อยง่าย จากนั้นประมาณ 20-24 ชั่วโมง จะมีอาการทางปอดเริ่มขึ้น คือ ไอถี่ขึ้น เสมหะที่ตอนแรกจะมีลักษณะเหนียวใส จากนั้นจะกลายเป็นสีสนิม หรือแดงสด หากไม่รักษาจะเสียชีวิตภายใน 24-48 ชั่วโมง มักไม่มีปื้นแผลในปอด</p>
<p><strong><span style="background-color: #ffff00;">การติดต่อของ กาฬโรคปอด</span></strong></p>
<p>          <strong>กาฬโรคปอด</strong> ถือเป็นกาฬโรคที่อันตรายที่สุด มีระยะฟักตัวประมาณ 2-3 วัน สามารถติดต่อได้ โดยมีหนูหรือหมัดหนูเป็นพาหะ หรือสัมผัสสิ่งของที่เพิ่งปนเปื้อนเชื้อโรคใหม่ๆ โดยเชื้อ <strong>กาฬโรคปอด</strong> สามารถแพร่กระจายทางอากาศ และสามารถติดต่อระหว่างคนได้ง่ายผ่านการไอ ซึ่งผู้ป่วยที่เป็น<strong> กาฬโรคปอด</strong> มีอัตราการเสียชีวิตถึงร้อยละ 60 หากไม่รีบรักษา สามารถเสียชีวิตได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังติดเชื้อ แต่หากวินิจฉัยโรคได้เร็ว และได้รับยารักษาอย่างถูกต้อง จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้เกือบร้อยละ 15 แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันของแต่ละคน และปริมาณเชื้อที่ได้รับด้วย</p>
<p><strong><span style="background-color: #ffff00;">การควบคุมการติดต่อของ กาฬโรคปอด</span></strong></p>
<p>          การจะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของ <strong>กาฬโรคปอด</strong> ได้ ต้องคัดแยกผู้ป่วย <strong>กาฬโรคปอด</strong> และกักตัวผู้ป่วยอย่างเข้มงวด หรือหากพบผู้สงสัยว่าเป็น<strong> กาฬโรคปอด</strong> ให้แยกออกมากักตัวไว้ 7 วัน นอกจากนี้ยังต้องรายงานต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อจะได้รายงานต่อองค์การอนามัยโลก เนื่องจากองค์การอนามัยโลก ได้กำหนดให้ <strong>กาฬโรคปอด</strong> เป็นโรคที่ต้องรายงานตามกฎอนามัยระหว่างประเทศ </p>
<p><strong><span style="background-color: #ffff00;">ประวัติการแพร่ระบาดของกาฬโรคในอดีต</span></strong></p>
<p>         <strong> ในอดีต โรคกาฬโรค มีการระบาดครั้งใหญ่เกิดขึ้น 3 ครั้ง คือ<br />
</strong><br />
          <span style="color: #0000ff;"><strong>การระบาดของ ครั้งที่ 1 เกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษ ที่ 3 เรียกการระบาดครั้งนั้นว่า Plague of justinian</strong> </span>โดยเริ่มระบาดจากประเทศอียิปต์ไปสู่ทวีปยุโรป โดยเฉพาะที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล ทำให้มีคนเสียชีวิต ถึงวันละหมื่นคน และมีการระบาดติดต่อกันเป็นระยะเวลาประมาณ 50 ปี ทำให้มีคนเสียชีวิตหลายล้านคน</p>
<p>         <span style="color: #0000ff;"><strong> การระบาดครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในคริสต์ศวรรษที่ 14 เรียกการระบาดครั้งนั้นว่า The Black Death (กาฬมรณะ)</strong></span>  โดยการระบาดเริ่มต้นจากทางตอนใต้ของประเทศอินเดียและจีน ผ่านประเทศอียิปต์เข้าสู่ประเทศยุโรป  จนมีการระบาดในอิตาลี เมื่อปี  พ.ศ.1889 เรียกการระบาดครั้งนั้นว่า  &#8220;Great Mortality&#8221; และมีการระบาดเป็นระยะ ตลอดคริสต์วรรษที่ 15, 16, 17 ก่อนที่ในปี  พ.ศ.2208  จะเกิดการระบาดใหญ่ที่กรุงลอนดอน ทำให้มีคนตายเป็นจำนวนกว่า 60,000  คน จากประชากร  450,000 คน เรียกการระบาดครั้งนั้นว่า The  Great Plague of London การระบาดในยุโรปครั้งนั้น ส่งผลให้มีประชากรประมาณ 25 ล้านคน ต้องตายด้วยโรคนี้</p>
<p>         <strong><span style="color: #0000ff;"> การระบาดครั้งที่ 3  เป็นการระบาดใหญ่ทั่วโลกปี  พ.ศ.2439  โดยมีการระบาดเข้าสู่สิงค์โปร์ ไทย ฟิลิปปินส์ ฮาไวอี อารเบีย เปอร์เชีย เตอร์กี อียิปต์ และแอฟริกาตะวันตกเข้ารัสเชีย และในทวีปยุโรป</span></strong> ก่อนเข้าสู่อเมริกาเหนือและเม็กซิโก โดยมีรายงานระหว่างปี  พ.ศ.2443-2444  ว่า กาฬโรคได้คร่าชีวิตคนในภาคตะวันออกของจีน ประมาณ 60,000 คน  และในปี พ.ศ.2453-2454  ที่แมนจูเรีย มีคนเสียชีวิตประมาณ 10,000 คน  จากนั้น ต่อมายังมีรายงานการระบาดของ กาฬโรคปอด ที่รัฐแคลิฟอเนียและประเทศรัสเซียอีกด้วย</p>
<p><strong><span style="background-color: #ffff00;">การระบาดของกาฬโรคในประเทศไทย</span></strong></p>
<p>          <span style="color: #0000ff;">สำหรับการระบาดของกาฬโรคในประเทศไทยนั้น นายแพทย์ เอช แคมเบล ไฮเอ็ด เจ้ากรมแพทย์สุขาภิบาล (Principal Medical Officer of Bangkok City) ได้รายงานการระบาดของกาฬโรคครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2447 </span>  ที่บริเวณตึกแดงและตึกขาว ซึ่งเป็นโกดังเก็บสินค้า ในจังหวัดธนบุรี และเป็นที่อยู่ของพ่อค้าชาวอินเดีย ก่อนที่จะระบาดมายังฝั่งพระนคร และกระจายไปยังจังหวัดต่างๆ  ที่มีการติดต่อค้าขายกับกรุงเทพฯ โดยทางบก ทางเรือและทางรถไฟ แต่ครั้งนั้นไม่ได้เก็บสถิติจำนวนผู้ป่วย และผู้เสียชีวิตที่แน่นอน  </p>
<p>          จากนั้น ในปี พ.ศ.2456 ได้มีรายงานปรากฏว่า กาฬโรคได้คร่าชีวิตชาวนครปฐมไป 300 คน ก่อนที่จะมีการระบาดอีกครั้ง และเป็นครั้งสุดท้าย ในปี พ.ศ.2495 ซึ่งครั้งนั้น มีรายงานพบผู้ป่วยกาฬโรค 2 ราย เสียชีวิต 1 ราย ที่ตลาดตาคลี จนถึงปัจจุบันผ่านมา 57 ปีแล้ว ยังไม่มีรายงานว่ามีการแพร่ระบาดของ <strong>กาฬโรคปอด </strong>ในประเทศไทย</p>
<p><strong><span style="background-color: #ffff00;">การรักษา กาฬโรคปอด</span></strong></p>
<p>         <strong> กาฬโรคปอด</strong> สามารถรักษาได้ด้วยการทานยาปฏิชีวนะ เช่น สเตรปโตมัยซิน ( streptomycin), เตตระซัยคลิน (tetracycline) หรือ คลอแรมเฟนิคอล (chloramphenicol) เป็นเวลา 7 วัน</p>
<p><strong><span style="background-color: #ffff00;">การป้องกันการแพร่ระบาดของ กาฬโรคปอด<br />
</span></strong><br />
          1.สำรวจหนูและหมัดหนู โดยการควบคุมและกำจัดหนูในโรงเรือน และเรือสินค้ากำจัดหมัดหนูโดยใช้ยาฆ่าแมลง และป้องกันไม่ให้มีหนูมากัด</p>
<p>          2.อย่าไปสัมผัสกับสัตว์กัดแทะที่ป่วยตาย เช่น หนู กระรอก ถ้าจะจับไปทิ้งต้องสวมถุงมือ </p>
<p>          3.ให้คำแนะนำเรื่องสุขศึกษาให้กับประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เพื่อให้รู้วิธีป้องกันโรค กาฬโรคปอด และหากมีอาการสงสัยว่า ป่วยเป็น กาฬโรคปอด ให้เข้ารับการตรวจรักษาโดยเร็ว</p>
<p>          4.มีมาตรการควบคุมระหว่างประเทศ</p>
<p>          5.ปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของคนในชุมชนแออัด และทำความสะอาดชุมชนแออัดให้ดีขึ้น</p>
<p>          6.ผู้ที่ต้องสัมผัสกับผู้ป่วย กาฬโรคปอด ควรกินยาเตตระซัยคลินสำหรับป้องกัน และใช้ถุงมือ  ผ้าปิดปากและจมูก เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของ กาฬโรคปอด</p>
<p>          7.ให้วัคซีนแก่ผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรค ซึ่งจะช่วยลดอัตราป่วยด้วยโรคนี้ได้มาก</p>
<p>          <strong><span style="color: #800000;">อย่างไรก็ตาม แม้ข่าวการระบาดของ กาฬโรคปอด จะดูไกลตัวสำหรับชาวไทย แต่เราก็ไม่ควรประมาท เพราะ โรคกาฬโรคปอด สามารถติดต่อได้โดยการแพร่กระจายทางอากาศ ดังนั้นป้องกันตัวเองไว้ดีที่สุดค่ะ<br />
</span></strong></p>
<p align="left">
<p><strong><span style="background-color: #ffff00;">ข่าวที่เกี่ยวข้อง</span></strong></p>
<p><strong>กาฬโรคปอด ระบาดจีนผวาหนัก (เดลินิวส์)</strong></p>
<p>          ดับแล้ว 3 สั่งปิดเมืองป่วยอีก 10 รายที่มณฑลชิงไห่ รับเชื้อร้ายถึงตายได้ใน 24 ชั่วโมง ยุโรปเคยเสียชีวิต 25 ล้านคน</p>
<p>         <span style="color: #800000;"> รัฐบาลจีนสั่งปิดทั้งเมืองเพื่อกักกันโรค และป้องกันการแพร่ระบาดของ <strong>โรคกาฬโรคปอด</strong> ซึ่งคร่าชีวิตผู้ป่วยไปแล้ว 3 ศพ แถมยังติดเชื้ออีก 10 คน ในเมืองจื่อเคอถาน มณฑลชิงไห่ ขณะที่องค์การอนามัยโลกก็ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสาธารณสุขแดนมังกร ระบุเป็นเชื้อแบคทีเรียตัวเดียวกับ<strong>กาฬโรค</strong>ชนิดต่อมน้ำเหลืองอักเสบที่ทำคนตายมาแล้วในยุโรปถึง 25 ล้านคน เผยติดเชื้อตายได้ใน 24 ชั่วโมง</span></p>
<p>          <strong>&#8220;วิทยา&#8221; เตือนประชาชนอย่าตื่นตระหนก กาฬโรคปอด ด้านอธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุ โรคนี้เกิดจากสัตว์ กลุ่มฟันแทะ ระบาดง่ายแพร่สู่คนได้ทางอากาศ</strong></p>
<p>          สำนักข่าวเอพีรายงานจากกรุงปักกิ่งประเทศ จีนเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ว่า <span style="color: #800080;">สำนักข่าวซินหัวของรัฐบาลจีนรายงานว่า<strong> มีผู้เสียชีวิตรายที่ 2 เป็นชายวัย 37 ปี ชื่อนายตันซิน อาศัยอยู่ที่เมืองจื่อเคอถาน ในมณฑลชิงไห่ ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน เสียชีวิตเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาด้วย โรคกาฬโรคปอด</strong> ซึ่งกำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ <strong>โดยนายตันซิน นั้นเป็นเพื่อนบ้านของผู้เสียชีวิตรายแรก เป็นชายวัย 32 ปี ไม่ระบุชื่อ ยึดอาชีพเลี้ยงสัตว์ เป็นผู้ติดเชื้อรายแรก</strong> จึงเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล เพื่อกักกันโรคแต่ก็เสียชีวิตในที่สุด นอกจากนั้นก็ยังมีผู้ติดเชื้ออีก 10 คน ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นญาติผู้เกี่ยวข้องกับผู้เสียชีวิตรายแรก</p>
<p>         <strong> และล่าสุดผู้เสียชีวิตรายที่ 3 เป็นชายวัย 64 ปี เสียชีวิตลงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา อาศัยอยู่ในเมืองจื่อเคอถาน จังหวัดซิงไห่ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน</strong></span></p>
<p>          ตามรายงานระบุว่า พบการระบาดของโรค ตั้งแต่ วันที่ 30 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ทำให้ประชาชน 9 รายล้มป่วยลง และพบผู้เสียชีวิตรายแรก เป็นชายวัย 32 ปี และ รายที่สองเป็นชายเช่นกันอายุ 37 ปี และล่าสุด รายที่สามเป็นชายวัย 64 ปี เสียชีวิตเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ขณะนี้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้ป้องกันการแพร่กระจายออกนอกพื้นที่แล้ว</p>
<p>         <span style="color: #0000ff;"> สำหรับเมืองจื่อเคอถาน เป็นเขตที่อยู่อาศัยของชนกลุ่มน้อยชาวทิเบต มีประชากรอยู่ราว 10,000 คน ดังนั้นทางกระทรวงสาธารณสุขของจีนจึงได้มีคำสั่งให้ปิดเมืองจื่อเคอถาน และพื้นที่ใกล้เคียง ห้ามติดต่อกับโลกภายนอกอย่างเด็ดขาด พร้อมกันนั้นก็ได้ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่</span><strong><span style="color: #0000ff;"> โดยมีคำสั่งประกาศเตือนว่า หากผู้ใดมีอาการไอหรือไข้ขึ้นสูงหลังจากที่เข้าไปที่เมืองนี้ นับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกรกฎาคม เป็นต้นมา ขอให้มาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลโดยด่วน</span><br />
</strong><br />
          <strong>อย่างไรก็ตาม ทางสำนักงานองค์การอนามัย โลกประจำประเทศจีน ระบุว่า ได้ประสานงาน อย่างใกล้ชิดกับทางสำนักงานสาธารณสุขของจีนเรื่องมาตรการที่นำมาใช้ในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค และการกักกันโรค</strong> ส่วนสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า น.ส.วิเวียน ตัน โฆษกองค์การอนามัยโลกประจำกรุงปักกิ่งแถลงว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เพราะมีการตรวจพบเป็นระยะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราจึงไม่แปลกใจที่พบโรคนี้ เรากำลังประสานกับทางการจีนเพื่อให้แน่ใจว่าสามารถควบคุมได้ <strong>โรคกาฬโรคปอด </strong>เกิดขึ้นในพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลของประเทศ ดังนั้นจึงน่าจะช่วยทุเลาความรุนแรงลงได้บ้าง</p>
<p>          ด้านชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ ชื่อนายฮั่นเป็นคนขายอาหารตามแผงในตลาดคริสตัล แอลลีเมืองจื่อเคอถาน กล่าวว่าทางการได้ประกาศให้ร้านค้าและบ้านเรือนจัดการทำความสะอาด และประชาชนควรสวมหน้ากากหากออกนอกพื้นที่ ขณะนี้ร้อยละ 80 ของเมืองปิดกิจการชั่วคราว และราคาสินค้าประเภทยาฆ่าเชื้อโรคและพืชผักมีราคาสูงเป็น 3 เท่าจากปกติ ส่วนเจ้าหน้าที่ของศูนย์ควบคุมโรคติดต่อในเมืองจื่อเคอถาน บอกว่า มาตรการปิดเมืองนี้เป็นระเบียบปฏิบัติที่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย และเหตุผลด้านวิทยาศาสตร์</p>
<p>         <span style="color: #800080;"> สำหรับ <strong>โรคกาฬโรคปอด</strong> นั้น สามารถแพร่ กระจายไปในอากาศ ทำให้เชื้อแพร่ระบาดได้ง่ายจากคนสู่คนโดยเฉพาะจากผู้ป่วยที่มีอาการไอ ตามรายงานขององค์การอนามัยโลก ซึ่งเกิดขึ้นจากเชื้อแบคทีเรียตัวเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับกาฬโรคชนิดต่อมน้ำเหลืองอักเสบ ซึ่งเคยคร่าชีวิตผู้ป่วยถึง 25 ล้านคนในทวีปยุโรปในยุคกลาง </span><strong><span style="color: #800080;">โดยกาฬโรคชนิดต่อมน้ำเหลืองอักเสบ เกิดจากสัตว์ประเภท เห็บ หมัด เป็นพาหะนำโรค สามารถรักษาได้โดยการให้ยาปฏิชีวนะหากพบอาการติดเชื้อตั้งแต่แรก อย่างไรก็ตาม กาฬโรคปอด เป็นโรคติดเชื้อชนิดร้ายแรงอีกโรคหนึ่งตามรายงานขององค์การอนามัยโลกว่า ผู้ติดเชื้ออาจเสียชีวิตได้ใน 24 ชั่วโมง<br />
</span></strong><br />
<strong>          นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงการแพร่ระบาดของ กาฬโรคปอด ในชนกลุ่มน้อยทิเบต สาธารณรัฐประชาชนจีนว่า</strong> ไม่อยากให้ตื่นตระหนก เพราะเป็นการแพร่ระบาดในหมู่คนจำนวนน้อย ยังไม่ลุกลามข้ามประเทศ อย่างไรก็ตามได้สั่งให้กรมควบคุมโรค และสำนักระบาดวิทยา เฝ้าติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด เนื่องจากโรคนี้ห่างหายจากประเทศไทยไปนานนับ 10 ปี และต่างจากกาฬโรคทั่วไป ที่จะทำให้ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ แต่ <strong>กาฬโรคปอด</strong> เชื้อจะลงปอดทำให้ปอดอักเสบเฉียบพลัน ขอเตือนคนไทย ไม่ว่าจะเดินทางไปท่องเที่ยวหรือทำงานให้ระวังตัวเองงดเว้นเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง แต่คงไม่ถึงขั้นสั่งห้ามเดินทางไปประเทศจีน เพราะจีน เป็นประเทศใหญ่ มีหลายมณฑล</p>
<p> <strong>         นพ.ม.ล.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า</strong> <strong>กาฬโรคปอด</strong> <span style="color: #0000ff;">เป็นโรคติดต่อร้ายแรง แพร่เชื้อจากคนสู่คนด้วยการไอ จาม เชื้อจะลงไปทำลายปอด ทำให้การหายใจ ล้มเหลว<strong> สาเหตุการเสียชีวิต โรคนี้เกิดจากสัตว์ กลุ่มฟันแทะ ทั้งหนู แมว เห็บ หมัด และแพร่สู่คน แพร่กระจายได้ทางอากาศ ระบาดได้ง่ายโดยทั่วไปองค์การอนามัยโลกจะเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด </strong>และประกาศปิดพื้นที่ระบาด ห้ามเคลื่อนย้ายคนหรือสัตว์ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย สำหรับประเทศไทยได้สั่งการให้ติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นจุดใหญ่ของการเดินทางระหว่างประเทศ</span></p>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลจาก<br />
<a href="http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;categoryID=5&amp;contentID=12072" target="_blank"><img src="http://img.kapook.com/image/Logo/dailynews.jpg" border="0" alt="" /></a>  <a href="http://www.innnews.co.th/around.php?nid=183652" target="_blank"><img src="http://img.kapook.com/image/Logo/innnews.jpg" border="0" alt="" width="170" height="36" /></a> <a href="http://www.komchadluek.net/detail/20090804/22979/จีนพบเหยื่อกาฬโรคปอดตายเป็นรายที่3.html" target="_blank"><img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/logo/komchadluek.jpg" border="0" alt="" width="139" height="45" /></a> <br />
- <a href="http://thaigcd.ddc.moph.go.th/Icdc_knowladge_plague_pueumonic.html" target="_blank">สำนักโรคติดต่อทั่วไป</a><br />
- <a href="http://www.technoinhome.com/vspcite/front/board/show.php?page_id=2&amp;tbl=tblwb03&amp;gid=22&amp;page_size=10&amp;stext=&amp;id=821&amp;PHPSESSID=880ef16afce4cdc01f85b4176bc81af6" target="_blank">technoinhome.com</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sanroo.kapook.com/pneumonic-plague/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไขปริศนาเชื้อรากินสมอง จนกลายเป็นว่านจักจั่น</title>
		<link>http://sanroo.kapook.com/cordyceps-fungus/</link>
		<comments>http://sanroo.kapook.com/cordyceps-fungus/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 15 Jul 2009 08:47:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kanistha</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[จักจั่น เรไร]]></category>
		<category><![CDATA[จักจั่นเรไร]]></category>
		<category><![CDATA[จั๊กจั่นเรไร]]></category>
		<category><![CDATA[รูปว่านจั๊กจั่น]]></category>
		<category><![CDATA[วงจรชีวิตจั๊กจั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ว่านจักจั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ว่านจั๊กจั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ว่านจั๊กจั่นเรไร]]></category>
		<category><![CDATA[หว่านจั๊กจั่น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sanroo.kapook.com/?p=134</guid>
		<description><![CDATA[ 
 
 

คลิปไขปริศนาการเกิดว่านจักจั่น ความยาว 3 นาที (น่าชมมากๆ) สารคดีการศึกษาจาก BBC ประเทศอังกฤษ
  
 
 
 




เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ, หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ, หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ และ udon108
          หลังมีข่าวชาวบ้านหลายพื้นที่แห่กันไปขุดหา &#8220;ว่านจักจั่น&#8221; ด้วยความเชื่อที่ว่า ใครมีไว้บูชาจะทำให้การค้าขายร่ำรวย และยังมีชาวบ้านบางส่วนนำ &#8220;ว่านจักจั่น&#8221; มาต้มกิน เพื่อรักษาโรค ทำให้หลายคนสงสัยว่า &#8220;ว่านจักจั่น&#8221; คืออะไรกันแน่ วันนี้กระปุกจึงนำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ &#8220;ว่านจักจั่น&#8221; มาฝากกันให้คลายสงสัยค่ะ
          ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านนั้น เชื่อว่า &#8220;ว่านจักจั่น&#8221; หรือ &#8220;ว่านต่อเงินต่อทอง&#8221; เป็นว่านกึ่งพืชกึ่งสัตว์ ลักษณะเป็นพืชล้มลุก ต้นอยู่บนดิน ส่วนหัวจะโผล่ขึ้นมา มีหลายรูปแบบทั้งคล้ายดอกเห็ดเข็มทอง, ดอกเข็ม, ดอกบัวตูม, แบบเขากวาง และแบบงวงช้าง เมื่อขุดลงไปใต้ดินจะพบรากเกาะกันเป็นกระจุกๆ 2 &#8211; 3 ตัว มีขนาดประมาณ 3 &#8211; 5 นิ้ว มีลักษณะรูปร่างเหมือนตัวจักจั่นทุกประการ ทั้งหัว ลูกตา ลำตัวที่มีสีขาวและอ่อนนิ่ม รวมทั้งกลิ่นตัว และเสียงร้องที่จะดังขึ้นมาในบริเวณที่มีว่านชนิดนี้ ซึ่งว่ากันว่าหากใครได้ยินเสียงร้องของว่านจักจั่นจะถือว่าโชคดี
          [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p> </p>
<p> </p>
<p><strong> </strong><script src="http://hd.kapook.com/lib/player/player.min.js" type="text/javascript"></script><script src="http://hd.kapook.com/play_js.php?id=203&amp;fontsize=18" type="text/javascript"></script></p>
<div><a id="KPlayer203" style="display: block; width: 500px; height: 375px;" href="http://hilightad.kapook.com/manage_web/editor/empty/empty.html?0.01943000 1247647081#"><object id="KPlayer203_api" classid="clsid:D27CDB6E-AE6D-11cf-96B8-444553540000" width="100%" height="100%"></object></a></div>
<div><strong>คลิปไขปริศนาการเกิดว่านจักจั่น ความยาว 3 นาที (น่าชมมากๆ) สารคดีการศึกษาจาก BBC ประเทศอังกฤษ</strong></div>
<p> <a href="http://hilightad.kapook.com/manage_web/editor/empty/empty.html?0.01943000 1247647081#"></a> </p>
<p align="center"> </p>
<p> </p>
<p align="center"> </p>
<p align="center"><img style="width: 300px; height: 180px;" src="http://hilight.kapook.com/img_cms/f1_1.jpg" border="0" alt="ว่านพญาจักจั่น" width="300" height="180" /></p>
<p><img style="width: 350px; height: 274px;" src="http://hilight.kapook.com/img_cms/other/201672_100764.jpg" border="0" alt="ว่านจักจั่น" width="350" height="274" /></p>
<p><img style="width: 350px; height: 485px;" src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/other/news_img_51483_3_1.jpg" border="0" alt="ว่านจักจั่น" width="350" height="485" /></p>
<p align="left">
<p><a href="http://www.kapook.com/" target="_blank">เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม<br />
</a>ขอขอบคุณภาพประกอบจาก <a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/it/science/20090615/51483/Ã Â¸ï¿½Ã Â¸Â¹Ã Â¸ï¿½Ã Â¸Â²Ã Â¸Â§Ã Â¹ï¿½Ã Â¸Â²Ã Â¸ï¿½Ã Â¸ï¿½Ã Â¸Â±Ã Â¸ï¿½Ã Â¸ï¿½Ã Â¸Â±Ã Â¹ï¿½Ã Â¸ï¿½Ã Â¸Â£Ã Â¸Â°Ã Â¸Â§Ã Â¸Â±Ã Â¸ï¿½Ã Â¹â¬Ã Â¸ï¿½Ã Â¸Â·Ã Â¹ï¿½Ã Â¸Â­Ã Â¸Â£Ã Â¸Â²Ã Â¹â¬Ã Â¸ï¿½Ã Â¹ï¿½Ã Â¸Â²Ã Â¸â€”Ã Â¸Â³Ã Â¸Â¥Ã Â¸Â²Ã Â¸Â¢Ã Â¸ï¿½Ã Â¸Â­Ã Â¸â€.html" target="_blank">หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ</a>, <a href="http://www.thairath.co.th/" target="_blank">หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ</a><span style="color: #000000;">, <a href="http://www.dailynews.co.th/" target="_blank">หนังสือพิมพ์เดลินิวส์</a></span> และ <a href="http://www.udon108.com/board/index.php?topic=9905.0">udon108</a></p>
<p>         <span style="color: #800080;"> <strong>หลังมีข่าวชาวบ้านหลายพื้นที่แห่กันไปขุดหา &#8220;ว่านจักจั่น&#8221; ด้วยความเชื่อที่ว่า ใครมีไว้บูชาจะทำให้การค้าขายร่ำรวย และยังมีชาวบ้านบางส่วนนำ &#8220;ว่านจักจั่น&#8221; มาต้มกิน เพื่อรักษาโรค ทำให้หลายคนสงสัยว่า &#8220;ว่านจักจั่น&#8221; คืออะไรกันแน่</strong> วันนี้กระปุกจึงนำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ &#8220;ว่านจักจั่น&#8221; มาฝากกันให้คลายสงสัยค่ะ</span></p>
<p>          ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านนั้น เชื่อว่า<strong> &#8220;ว่านจักจั่น&#8221;</strong> หรือ <strong>&#8220;ว่านต่อเงินต่อทอง&#8221;</strong> เป็นว่านกึ่งพืชกึ่งสัตว์ ลักษณะเป็นพืชล้มลุก ต้นอยู่บนดิน ส่วนหัวจะโผล่ขึ้นมา มีหลายรูปแบบทั้งคล้ายดอกเห็ดเข็มทอง, ดอกเข็ม, ดอกบัวตูม, แบบเขากวาง และแบบงวงช้าง เมื่อขุดลงไปใต้ดินจะพบรากเกาะกันเป็นกระจุกๆ 2 &#8211; 3 ตัว มีขนาดประมาณ 3 &#8211; 5 นิ้ว <span style="color: #0000ff;">มีลักษณะรูปร่างเหมือนตัวจักจั่นทุกประการ ทั้งหัว ลูกตา ลำตัวที่มีสีขาวและอ่อนนิ่ม รวมทั้งกลิ่นตัว และเสียงร้องที่จะดังขึ้นมาในบริเวณที่มีว่านชนิดนี้ ซึ่งว่ากันว่าหากใครได้ยินเสียงร้องของว่านจักจั่นจะถือว่าโชคดี</p>
<p>          มีคำร่ำลือกันว่า &#8220;ว่านจักจั่น&#8221; เป็นสิ่งมหัศจรรย์  มักจะโผล่มาเฉพาะหัวเขาเล็กๆ เท่านั้น ซึ่งหาพบได้ยากมาก เพราะมีเทวดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เฝ้ารักษาอยู่ ถ้าไม่ต้องการให้ผู้ใดพบเห็นก็จะไม่มีทางได้พบเจอ เพราะรุกขเทวดาจะบังตาไว้ </span>ส่วนใหญ่มักขึ้นบริเวณภูเขาควายประเทศลาว และเทือกเขาแดนลาว ชายแดนไทย-ลาว ส่วนที่ประเทศไทยสามารถพบได้ที่ภูกระแต จังหวัดเลย และในอีกหลายพื้นที่ </p>
<p align="center"><img style="width: 460px; height: 322px;" src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/other/news_img_51483_1.jpg" border="0" alt="ว่านจักจั่น" width="460" height="322" /></p>
<p><img style="width: 450px; height: 315px;" src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/other/news_img_51483_2.jpg" border="0" alt="ว่านจักจั่น" width="450" height="315" /></p>
<p>ดร.สายัณห์ สมฤทธิ์ผล ผู้เชี่ยวชาญด้านเชื้อรา ไบโอเทค</p>
<p align="left">
<p>          นอกจากนี้ ยังเชื่อกันว่า หากใครนำ &#8220;ว่านจักจั่น&#8221; ไปบูชาจะมีโชคลาภ ทำมาค้าขึ้น มีเงินมีทอง ได้รับเมตตามหานิยม และยังช่วยให้แคล้วคลาดจากอันตรายต่างๆ ด้วยความที่เป็นของหายาก จึงทำให้หลายๆ คนต่างเสาะแสวงหา ถ้าใครขุดพบก็จะนำ &#8220;ว่านจักจั่น&#8221; ที่ขุดได้ไปล้างทำความสะอาดเอาดินออก แล้วแช่ในกาวร้อน เคลือบด้วยแลกเกอร์ เพื่อให้สามารถเก็บไว้ได้นาน ก่อนจะเก็บใส่กรอบ และนำไปทำพิธีปลุกเสกไว้เป็นเครื่องรางบูชา ปัจจุบันมีคนประกาศขายตามอินเทอร์เน็ต ในราคาตั้งแต่ 199 ถึงหลักหมื่นบาทเลยทีเดียว ซึ่งก็เป็นที่สนใจของหลายๆ คน ที่อยากได้ &#8220;ว่านจักจั่น&#8221; ไว้บูชานั่นเอง</p>
<p>          <span style="color: #800000;">ทั้งนี้ยังมีหลายคนเชื่อว่า นอกจาก &#8220;ว่านจักจั่น&#8221; จะช่วยบันดาลโชคลาภให้แล้ว ยังเป็นยาขนานเอกที่จะช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้คนป่วยหายได้ด้วย ทำให้มีหลายคน นำ &#8220;ว่านจักจั่น&#8221; มาต้มน้ำดื่ม จนมีอาการปวดท้อง เวียนศีรษะ ถูกนำส่งโรงพยาบาลกันหลายราย</span></p>
<p>          ด้วยเหตุนี้ ทำให้ ดร.สายัณห์ สมฤทธิ์ผล นักวิจัยห้องปฏิบัติการราวิทยา ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ต้องออกมาชี้แจง เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับชาวบ้าน ว่า <strong>&#8220;ว่านจักจั่น&#8221; ที่แท้จริงแล้วเป็นซากจักจั่นระยะตัวอ่อน ที่กำลังไต่ขึ้นมาลอกคราบเป็นตัวเต็มวัยเหนือพื้นดิน แต่เกิดติดเชื้อราแมลงที่มีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ ทำให้จักจั่นตาย โดยเชื้อรานี้ จะแทงเส้นใยเข้าไปเจริญในตัวจักจั่น และดูดน้ำเลี้ยงเป็นอาหาร จนมีโครงสร้างสืบพันธุ์ ทำให้ดูมีลักษณะคล้ายเขาที่บริเวณหัว แต่ไม่ใช่ว่านที่เป็นต้นไม้อย่างที่เข้าใจกัน<br />
</strong><br />
          ขณะที่วงจรชีวิตของ &#8220;จักจั่น&#8221; นั้น เมื่อจักจั่นผสมพันธุ์กันแล้ว จะวางไข่ไว้บนเปลือกไม้ ก่อนร่วงลงสู่พื้นดิน และฝังตัวในระยะตัวอ่อนอยู่ใต้ดินนาน 2 &#8211; 17 ปี ทั้งนี้ เมื่อจักจั่นในระยะตัวอ่อนที่กำลังไต่ขึ้นมาลอกคราบเป็นตัวเต็มวัยเหนือพื้นดิน จะเป็นช่วงระยะการเปลี่ยนแปลงร่างกาย อาจทำให้จักจั่นอ่อนแอ ประกอบกับเป็นช่วงต้นฤดูฝน ที่มีความชื้นสูง จึงทำให้จักจั่นมีโอกาสติดเชื้อราแมลงได้</p>
<p align="center"><img style="width: 450px; height: 456px;" src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/other/news_img_51483_4.jpg" border="0" alt="ว่านจักจั่น" width="450" height="456" /></p>
<p align="left">
<p>          ส่วนเชื้อราที่เกิดบนตัวจักจั่นนั้น ยังไม่สามารถจำแนกสายพันธุ์ได้อย่างแน่ชัด แต่สันนิษฐานว่า เป็นราสายพันธุ์ คอร์ไดเซฟ โซโบลิเฟอร์รา (Cordyceps sobolifera) ซึ่งก่อนหน้านี้ ในประเทศไทยเคยมีการสำรวจพบราแมลงบนตัวจักจั่นแล้วหลายชนิด </p>
<p>          และจากข่าวที่ว่า<span style="color: #800080;"> มีชาวบ้านนำว่านจักจั่นที่ขุดได้ มาต้มน้ำดื่ม เพื่อรักษาโรค หรือแม้แต่นำ &#8220;ว่านจักจั่น&#8221; มาเก็บไว้ใกล้ตัว ในความเป็นจริงอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ทั้งนี้แม้เชื้อราในแมลงจะไม่ก่อโรคในคน แต่คนที่เป็นภูมิแพ้อยู่แล้ว ก็อาจเกิดอาการแพ้ เพราะราบนตัวจักจั่น อาจยังมีชีวิตอยู่ และสร้างสปอร์ได้ ซึ่งการทำความสะอาด ก็ไม่สามารถช่วยได้ทั้งหมด เพราะยังคงมีเชื้อราหลงเหลืออยู่ หรืออาจทำให้เชื้อราชนิดอื่นมาเจริญเติบโตแทน ซึ่งหากเป็นเชื้อราชนิดที่ก่อโรคในคน ก็อาจทำอันตรายได้เช่นกัน<br />
</span><br />
        <strong>  &#8220;การที่ประชาชนเข้าใจผิดว่า ซากจักจั่นติดเชื้อรา เป็นว่านจักจั่นที่เป็นต้นไม้นั้นไม่ผิด แต่ควรใช้วิจารณญาณตามหลักวิทยาศาสตร์ประกอบ เพราะหากนำว่านจักจั่น (ตามที่ชาวบ้านเรียก) มาบูชาไว้ใกล้ตัว หรือวางไว้ในบ้าน ในบริเวณที่มีความชื้น เชื้อราจะสร้างสปอร์และแพร่กระจายไปทั่ว จนเข้าสู่ปอดและเจริญเติบโตในร่างกายคนได้&#8221;</strong> ดร.สายัณห์ กล่าว</p>
<p>          และนี่ก็คือ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่อง &#8220;ว่านจักจั่น&#8221; ซึ่งกำลังเป็นประเด็นที่ทำให้หลายๆ คน เข้าใจคลาดเคลื่อน <strong>ทั้งนี้ในความเป็นจริงแล้ว &#8220;ว่านจักจั่น&#8221; เป็นเพียงจักจั่นที่ติดเชื้อราจนตายแล้วเท่านั้น จึงอาจก่อให้เกิดอันตรายกับผู้ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ที่นำ &#8220;ว่านจักจั่น&#8221; พกติดตัว หรือนำไปรับประทานได้<br />
</strong></p>
<p align="left"><strong></p>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลจาก<br />
<a href="http://www.komchadluek.net/detail/20090616/17193/Ã Â¹â¬Ã Â¸â€¢Ã Â¸Â·Ã Â¸Â­Ã Â¸ï¿½Ã¢â¬ï¿½Ã Â¸Â§Ã Â¹ï¿½Ã Â¸Â²Ã Â¸ï¿½Ã Â¸ï¿½Ã Â¸Â±Ã Â¸ï¿½Ã Â¸ï¿½Ã Â¸Â±Ã Â¹ï¿½Ã Â¸ï¿½Ã¢â¬ï¿½Ã Â¸Â­Ã Â¸Â±Ã Â¸ï¿½Ã Â¸â€¢Ã Â¸Â£Ã Â¸Â²Ã Â¸Â¢Ã Â¹â¬Ã Â¸ÂªÃ Â¸ÂµÃ Â¹ï¿½Ã Â¸Â¢Ã Â¸ï¿½Ã Â¸â€¢Ã Â¸Â´Ã Â¸â€Ã Â¹â¬Ã Â¸ï¿½Ã Â¸Â·Ã Â¹ï¿½Ã Â¸Â­Ã Â¸Â£Ã Â¸Â².html" target="_blank"><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/logo/komchadluek.jpg" border="0" alt="" width="139" height="45" /></a>  <a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/it/science/20090615/51483/Ã Â¸ï¿½Ã Â¸Â¹Ã Â¸ï¿½Ã Â¸Â²Ã Â¸Â§Ã Â¹ï¿½Ã Â¸Â²Ã Â¸ï¿½Ã Â¸ï¿½Ã Â¸Â±Ã Â¸ï¿½Ã Â¸ï¿½Ã Â¸Â±Ã Â¹ï¿½Ã Â¸ï¿½Ã Â¸Â£Ã Â¸Â°Ã Â¸Â§Ã Â¸Â±Ã Â¸ï¿½Ã Â¹â¬Ã Â¸ï¿½Ã Â¸Â·Ã Â¹ï¿½Ã Â¸Â­Ã Â¸Â£Ã Â¸Â²Ã Â¹â¬Ã Â¸ï¿½Ã Â¹ï¿½Ã Â¸Â²Ã Â¸â€”Ã Â¸Â³Ã Â¸Â¥Ã Â¸Â²Ã Â¸Â¢Ã Â¸ï¿½Ã Â¸Â­Ã Â¸â€.html" target="_blank"><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/logo/krungtep.jpg" border="0" alt="" width="124" height="31" /></a></strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sanroo.kapook.com/cordyceps-fungus/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ประวัติ  ไมเคิล แจ็คสัน Michael Jackson</title>
		<link>http://sanroo.kapook.com/michael-jackson/</link>
		<comments>http://sanroo.kapook.com/michael-jackson/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 Jul 2009 09:27:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kanistha</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[michael Jackson]]></category>
		<category><![CDATA[michael jackson dead]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวไมเคิล แจ็คสัน]]></category>
		<category><![CDATA[นักร้อง]]></category>
		<category><![CDATA[ไมเคิล แจ็คสัน]]></category>
		<category><![CDATA[ไมเคิล แจ็คสัน ตาย]]></category>
		<category><![CDATA[ไมเคิล แจ็คสันตาย]]></category>
		<category><![CDATA[ไมเคิล แจ๊คสัน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sanroo.kapook.com/?p=131</guid>
		<description><![CDATA[

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก tmz.com, หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ,มติชนออนไลน์
          กลายเป็นข่าวใหญ่ระดับโลกขึ้นมาทันที หลังนักร้องซุปเปอร์สตาร์ &#8220;ไมเคิล แจ็คสัน&#8221; เสียชีวิตลงอย่างกะทันหันด้วยอาการหัวใจวาย ที่นครลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐฯ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา (26 มิถุนายน) ตามเวลาในประเทศไทย ถือเป็นการปิดตำนานราชาเพลงป๊อบชื่อดัง เจ้าของท่าเต้น &#8220;มูน วอล์ค&#8221; ด้วยวัย 50 ปี ดังนั้นวันนี้กระปุกจะพาไปย้อนรำลึกถึง &#8220;ไมเคิล แจ็คสัน&#8221; กันค่ะ

          ไมเคิล แจ็คสัน (Michael Jackson) มีชื่อเต็มว่า ไมเคิล โจเซฟ แจ็คสัน (Michael Joseph Jackson) หรือเรียกย่อๆ ว่า เอ็มเจ (MJ) หรือ แจ็คโก้ (Jacko) เกิดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 1958 (พ.ศ.2501) ที่อินเดียน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเป็นลูกคนที่ 7 ในบรรดาพี่น้อง 9 คน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><img style="width: 300px; height: 370px;" src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/other/mi1.jpg" border="0" alt="ไมเคิล แจ็คสัน" width="300" height="370" /></p>
<p><img style="width: 300px; height: 369px;" src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/other/mi2.jpg" border="0" alt="ไมเคิล แจ็คสัน" width="300" height="369" /></p>
<p><a href="http://www.kapook.com/" target="_blank">เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม</a><br />
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก <a href="http://photos.tmz.com/galleries/michael_jackson_2" target="_blank">tmz.com</a>, <a href="http://www.thairath.co.th/content/ent/15473" target="_blank">หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ</a> ,<a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1245982254&amp;grpid=01&amp;catid=08" target="_blank">มติชนออนไลน์</a></p>
<p>          <span style="color: #800000;"><strong>กลายเป็นข่าวใหญ่ระดับโลกขึ้นมาทันที หลังนักร้องซุปเปอร์สตาร์ &#8220;ไมเคิล แจ็คสัน&#8221; เสียชีวิตลงอย่างกะทันหันด้วยอาการหัวใจวาย ที่นครลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐฯ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา (26 มิถุนายน) ตามเวลาในประเทศไทย ถือเป็นการปิดตำนานราชาเพลงป๊อบชื่อดัง เจ้าของท่าเต้น &#8220;มูน วอล์ค&#8221; ด้วยวัย 50 ปี ดังนั้นวันนี้กระปุกจะพาไปย้อนรำลึกถึง &#8220;ไมเคิล แจ็คสัน&#8221; กันค่ะ<br />
</strong></span><br />
          <strong>ไมเคิล แจ็คสัน (Michael Jackson) มีชื่อเต็มว่า ไมเคิล โจเซฟ แจ็คสัน (Michael Joseph Jackson) หรือเรียกย่อๆ ว่า เอ็มเจ (MJ) หรือ แจ็คโก้ (Jacko)</strong> เกิดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 1958 (พ.ศ.2501) ที่อินเดียน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเป็นลูกคนที่ 7 ในบรรดาพี่น้อง 9 คน ของ โจเซฟ วอล์เตอร์ และแคทเธอรีน เอสเตอร์</p>
<p align="center"><img style="width: 277px; height: 342px;" src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/other/mi_1.jpg" border="0" alt="ไมเคิล แจ็คสัน" width="277" height="342" /></p>
<p>        <span style="color: #800080;">  เส้นทางสู่นักร้องของไมเคิล แจ็คสัน เริ่มต้นตั้งแต่เขามีอายุได้เพียง 7 ปี เมื่อได้เป็นนักร้องนำของวง <strong>&#8220;เดอะ แจ็คสัน ไฟว์&#8221; (The Jackson 5) </strong>และเมื่อเขาอายุ 11 ปี ได้ออกอัลบั้ม<strong> &#8220;Got to Be There&#8221;</strong> เป็นอัลบั้มเดี่ยวชิ้นแรกของเขา ซึ่งก็สร้างความตื่นตะลึงให้วงการเพลง เมื่อเพลงของเขาสามารถทะยานขึ้นอันดับ 1 ของชาร์ตได้สำเร็จ ถึง 3 เพลง</span> และในปี พ.ศ.2522 ได้มีผลงานชุด <strong>&#8220;Off the Wall&#8221;</strong> ซึ่งทำยอดขายได้กว่า 20 ล้านก็อปปี้ทั่วโลก ก่อนจะมีผลงานชุด <strong>&#8220;Thriller&#8221;</strong> ในปี พ.ศ.2525 ซึ่งสามารถจำหน่ายได้ถึง 60 ล้านชุด ทำสถิติเป็นอัลบั้มที่มียอดขายสูงที่สุดในประวัติการณ์ จนกระทั่งปี พ.ศ.2530 ไมเคิลได้ออกอัลบั้ม <strong>&#8220;Bad&#8221;</strong> และสร้างสถิติเป็นอัลบั้มที่มีซิงเกิ้ลต่างๆ ขึ้นชาร์ตอันดับ 1 ในบิลบอร์ดมากที่สุด</p>
<p align="center"><img style="width: 350px; height: 323px;" src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/other/micfive.jpg" border="0" alt="ไมเคิล แจ็คสัน" width="350" height="323" /></p>
<p>          ในปี พ.ศ.2534 ไมเคิลได้ออกอัลบั้ม <strong>&#8220;Dangerous&#8221;</strong> ที่มีเพลง <strong>&#8220;Black or White&#8221;</strong> โด่งดังจนติดอันดับ 1 ทั้งในบิลบอร์ดและชาร์ตเพลงทั่วโลก ก่อนที่จะออกอัลบั้ม <strong>&#8220;History&#8221;</strong> และส่งให้เพลง <strong>&#8220;You’re Not Alone&#8221; </strong>กลายเป็นซิงเกิ้ลแรกในประวัติศาสตร์ที่ติดอันดับ 1 ตั้งแต่สัปดาห์แรกที่วางจำหน่าย</p>
<p>       <span style="color: #800000;">   ความโด่งดังของ ไมเคิล แจ็คสัน รวมทั้งท่าเต้น <strong>&#8220;มูน วอล์ค&#8221;</strong> และ <strong>&#8220;ลูบเป้า&#8221;</strong> อันเป็นเอกลักษณ์สร้างชื่อของเขา ทำให้ไมเคิล ได้เดินทางไปเปิดคอนเสิร์ตทั่วโลก รวมทั้งที่ประเทศไทยด้วย โดยไมเคิล แจ็คสัน เคยเดินทางมาเปิดคอนเสิร์ตที่เมืองไทย 2 ครั้ง คือในปี พ.ศ.2536 ที่สนามศุภชลาศัย</span> เป็นการโปรโมตปิดอัลบั้ม Dangerous ซึ่งแฟนเพลงชาวไทยให้ความสนใจอย่างมาก และถือเป็นการแสดงคอนเสิร์ตใหญ่ของนักร้องชาวต่างประเทศระดับโลกครั้งแรกของไทย แต่ก็ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาเช่นกัน เพราะบางส่วนเห็นว่าท่าเต้น &#8220;ลูบเป้า&#8221; ไม่เหมาะสมกับวัฒนธรรมไทย ส่วนคอนเสิร์ตครั้งที่ 2 ของไมเคิล แจ็คสัน ในเมืองไทย จัดขึ้นในกลางปี พ.ศ.2538 ที่เมืองทองธานี เพื่อโปรโมตอัลบั้ม History แต่ไม่ได้รับความสนใจเท่าคอนเสิร์ตครั้งแรก</p>
<p align="center"><img style="width: 272px; height: 377px;" src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/other/mic2.jpg" border="0" alt="ไมเคิล แจ็คสัน" width="272" height="377" /></p>
<p>          นอกจากนี้ชื่อของไมเคิล แจ็คสัน ยังได้ปรากฎอยู่ในเพลง &#8220;ทับหลัง&#8221; ของวงคาราบาว เมื่อปี พ.ศ.2531 ที่ครั้งนั้น เพลงนี้ ได้ถูกนำไปใช้ในการเรียกร้องทวงคืนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์จากสหรัฐอเมริกา ในเนื้อร้องว่า &#8220;เอาไมเคิล แจ็คสัน คืนไป เอาพระนารายณ์คืนมา&#8221;</p>
<p>        <span style="color: #800000;"><strong>  ทั้งนี้ เรื่องชีวิตส่วนตัวของไมเคิล นั้น เขาถูกมองว่า ชอบทำตัวเด่นดังและให้เป็นข่าวอยู่เสมอ และใช้ชีวิตอย่างโอเวอร์เกินคนธรรมดา เช่น การซื้อคฤหาสน์ส่วนตัวในชื่อ &#8220;Never Land&#8221; อีกทั้งยังชอบทำตัวแปลกๆ </strong>เช่น การแต่งตัวแปลกๆ ปรากฎในที่สาธารณะ รวมทั้งเคยแต่งตัวเป็นผู้หญิงในห้องน้ำหญิงสาธารณะ หรือการที่เปลี่ยนสีผิวตัวเองจากผิวดำ ให้กลายเป็นผิวขาวซีด และการผ่าตัดศัลยกรรมใบหน้าด้วยซิลิโคนหลายต่อหลายครั้ง<br />
</span></p>
<p align="center"><img style="width: 350px; height: 275px;" src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/other/mic1.jpg" border="0" alt="ไมเคิล แจ็คสัน" width="350" height="275" /></p>
<p>          สำหรับชีวิตครอบครัวของ ไมเคิล แจ็คสัน นั้น ไมเคิล ได้แต่งงานกับ <strong>&#8220;ลิซ่า มี เพรสลีย์&#8221; ลูกสาวของราชาเพลงร็อคอย่าง &#8220;เอลวิส เพรสลีย์&#8221;</strong> อย่างกะทันหัน ก่อนที่ทั้งคู่จะเลิกรากันไป เมื่อปี พ.ศ.2539 โดยไม่มีบุตรด้วยกัน แต่จากนั้น ไมเคิล ได้มีบุตร 3 คน โดย 2 คนแรกเกิดจากการผสมเทียม กับภรรยาเก่า <strong>&#8220;เด็บบี้ โรวว์&#8221;</strong> โดยลูกชายคนโตชื่อว่า <strong>&#8220;ปรินซ์ไมเคิลที่ 1&#8243; (Prince Michael Jackson I)</strong> ส่วนลูกสาวคนที่สองชื่อ <strong>&#8220;ปารีส ไมเคิล&#8221; (Paris Michael Katherine Jackson)</strong> และลูกชายคนเล็กนั้น ชื่อว่า <strong>&#8220;ปรินซ์ไมเคิลที่ 2&#8243; (Prince Michael Jackson II)</strong> โดยที่ไม่เคยมีการเปิดเผยว่าใครเป็นแม่ของเด็ก</p>
<p align="center"><img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/other/Mic_First.jpg" border="0" alt="" width="250" height="361" /></p>
<p><strong>ไมเคิล แจ็คสัน กับลูกชายคนโต<br />
</strong><br />
<img style="width: 350px; height: 370px;" src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/other/Mic_dau.jpg" border="0" alt="ไมเคิล แจ็คสัน" width="350" height="370" /></p>
<p><strong>ลูกสาวและลูกชายคนเล็กของไมเคิล แจ็กสัน</strong></p>
<p>          อย่างไรก็ตาม ไมเคิลยังปรากฎเป็นข่าวอยู่เสมอๆ โดยมีข่าวลือเกี่ยวกับตัวไมเคิล ออกมาต่างๆ นานา ทั้งเรื่องที่ว่า เขาป่วยเป็นโรคมะเร็งผิวหนังชนิดหนึ่ง ที่ไม่สามารถทำให้ผิวหนังบางส่วนสามารถผลิตเม็ดสีได้ ส่งผลให้บริเวณนั้นซีดจางกว่าบริเวณอื่น เพราะไมเคิลมักปรากฎตัวด้วยลักษณะคล้ายคนป่วย ซีดเซียว บางครั้งก็นั่งรถเข็น หรือใช้ไม้เท้าช่วยเดิน</p>
<p>        <span style="color: #000080;">  ซ้ำยังมีข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับการที่ ไมเคิล ลวนลามเด็กผู้ชายออกมาให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่งในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2548 ไมเคิล ต้องขึ้นศาลฟังคำพิพากษาในคดีข่มขืนเด็กชายผู้หนึ่ง ซึ่งบทสรุปจบลงที่ศาลจะพิพากษายกฟ้องไป ก่อนจะเป็นข่าวอีกครั้ง หลังไมเคิล อุ้มลูกของตัวเองซึ่งยังเป็นทารกอยู่ ออกมาทักทายแฟนๆ และทำท่าจะทิ้งดิ่งลูกลงมาจากหน้าต่างโรงแรม จนได้รับเสียงตำหนิจากสังคมอย่างหนัก<br />
</span></p>
<p align="center"><img style="width: 250px; height: 405px;" src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/other/mic_news.jpg" border="0" alt="ไมเคิล แจ็คสัน" width="250" height="405" /></p>
<p><strong>ไมเคิลถูกโจมตีอย่างหนัก หลังอุ้มลูกชายอย่างน่าหวาดเสียว</strong></p>
<p>       <strong>  </strong><span style="color: #800080;"><strong> หลังจากนั้น ข่าวคราวของไมเคิล ได้เงียบหายไปพักหนึ่ง ก่อนไมเคิลจะออกมาประกาศว่า จะกลับคืนสู่เวทีคอนเสิร์ตอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นครั้งแรก ในรอบ 12 ปี ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในวันที่ 13 กรกฎาคม 2552 </strong>ซึ่งบัตรชมการแสดงนั้นถูกจำหน่ายหมดภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง และไมเคิล ยังมีโปรแกรมจะทัวร์คอนเสิร์ตไปต่อเนื่องจนถึงเดือนมีนาคม ปี 2010 อีกด้วย ซึ่งคอนเสิร์ตครั้งนี้ต้องเพิ่มรอบแสดงเป็น 50 รอบเลยทีเดียว<br />
</span><br />
          แต่ก่อนที่ ไมเคิล แจ็คสัน จะได้กลับขึ้นแสดงคอนเสิร์ตอีกครั้ง แฟนเพลงทั่วโลกกลับต้องได้รับข่าวร้าย เมื่อไมเคิล แจ็คสัน ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลยูซีแอลเอ ในนครลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐฯ หลังหัวใจหยุดเต้นกระทันหัน ก่อนที่แพทย์ในโรงพยาบาลลอสแองเจลิส จะแถลงยืนยันว่า ไมเคิล แจ็คสัน ได้เสียชีวิตลงเมื่อเวลา 14.26 น. ตามเวลาในท้องถิ่น หรือตรงกับเวลาในประเทศไทย 02.26 น. ของเช้าวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน ด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน ในวัย 50 ปี</p>
<p><strong>          ข่าวนี้สร้างความตื่นตะลึงให้คนทั่วโลก และนับเป็นการปิดฉากชีวิตของราชาเพลงป๊อบผู้โด่งดัง ที่เรียกได้ว่า เป็นนักร้องที่ใครๆ ก็รู้จัก และเป็นขวัญใจของใครหลายคนทั่วโลก<br />
</strong></p>
<p><img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/47_68129_6d52ac5e456ec59.gif" border="0" alt="" width="48" height="31" /> <strong><span style="color: #000080;">ประวัติ<br />
</span></strong><br />
          <strong>ชื่อเต็ม :</strong> ไมเคิล โจเซฟ แจ็คสัน (Michael Joseph Jackson)<br />
          <strong>ชื่อที่เรียก :</strong> ไมเคิล แจ็คสัน (Michael Jackson),เอ็มเจ (MJ),แจ็คโก้ (Jacko)<br />
          <strong>วันเกิด :</strong> 29 สิงหาคม 1958 (พ.ศ.2501) <br />
          <strong>สถานที่เกิด :</strong> อินเดียน่า สหรัฐอเมริกา<br />
          <strong>บิดา :</strong> นายโจเซฟ แจ็กสัน <br />
          <strong>มารดา :</strong> นางแคธารีน แจ็กสัน <br />
          <strong>พี่น้อง :</strong> แจ็กสันมีพี่น้อง 9 คน แจ๊กสัน เป็นคนที่ 7 <br />
          <strong>ที่อยู่ :</strong> คฤหาสน์ &#8220;เนเวอร์แลนด์&#8221; (คฤหาสน์ผสมสวนสนุก) ลอสแองเจลิส ประเทศหรัฐอเมริกา<br />
          <strong>แนวเพลง :</strong> ป๊อบ, อาร์แอนด์บี<br />
          <strong>อาชีพ :</strong> นักร้อง นักแต่งเพลง นักแสดง นักเต้น นักออกแบบท่าเต้น โปรดิวเซอร์เพลง ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2511 &#8211; ปัจจุบัน</p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;"><img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/47_68129_6d52ac5e456ec59.gif" border="0" alt="" width="48" height="31" /> ผลงานอัลบั้มเพลง<br />
</span></strong><br />
          พ.ศ.2514 Got to Be There <br />
          พ.ศ.2515 Ben <br />
          พ.ศ.2515 A Collection of Michael Jackson′s Oldies <br />
          พ.ศ.2516 Music and Me <br />
          พ.ศ.2518 Forever, Michael <br />
          พ.ศ.2522 Off the Wall <br />
          พ.ศ.2524 One Day in Your Life <br />
          พ.ศ.2525 Thriller <br />
          พ.ศ.2527 Farewell My Summer Love <br />
          พ.ศ.2530 Bad <br />
          พ.ศ.2534 Dangerous <br />
          พ.ศ.2538 History &#8211; Past, Present and Future &#8211; Book I <br />
          พ.ศ.2540 Blood on the Dance Floor: HIStory in the Mix <br />
          พ.ศ.2544 Invincible <br />
          พ.ศ.2544 Greatest Hits &#8211; History Volume I <br />
          พ.ศ.2546 Number Ones <br />
          พ.ศ.2547 Michael Jackson: The Ultimate Collection <br />
          พ.ศ.2548 The Essential Michael Jackson </p>
<p align="center"><img title="images" src="http://planet.kapook.com/files/blogimages/g/gift/dookdik-01.gif" border="0" alt="images" width="50" height="50" /><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong> </strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong><a href="http://hilight.kapook.com/view/38508" target="_blank"><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong> </strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong>คลิกอ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ได้ที่นี่ค่ะ</strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong>  </strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></a></p>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลจาก<br />
<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Michelle_Obama" target="_blank"><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/logo/13.jpg" border="0" alt="" width="72" height="86" /></a>  <a href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¹à¸¡à¹€à¸à¸´à¸¥_à¹à¸à¹à¸à¸ªà¸±à¸" target="_blank"><img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/logo/wiki.jpg" border="0" alt="" width="120" height="45" /></a>  <a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1245982254&amp;grpid=01&amp;catid=08" target="_blank"><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/logo/matichononline.jpg" border="0" alt="" width="125" height="57" /></a>   <a href="http://www.thairath.co.th/content/ent/15473" target="_blank"><img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/logo/thairath.jpg" border="0" alt="" width="130" height="44" /></a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sanroo.kapook.com/michael-jackson/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เปิดประวัติ พุ่มพวง ดวงจันทร์</title>
		<link>http://sanroo.kapook.com/phumpuang/</link>
		<comments>http://sanroo.kapook.com/phumpuang/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 23 Jun 2009 10:42:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kanistha</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวพุ่มพวง]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวลูกพุ่มพวง]]></category>
		<category><![CDATA[พระเพชร]]></category>
		<category><![CDATA[พุ่มพวง ดวงจันทร์]]></category>
		<category><![CDATA[ลูกพุ่มพวง]]></category>
		<category><![CDATA[เทปลับ พุ่มพวง]]></category>
		<category><![CDATA[เทปลับพุ่มพวง]]></category>
		<category><![CDATA[เพลงพุ่มพวง ดวงจันทร์]]></category>
		<category><![CDATA[ไกรสร แสงอนันต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sanroo.kapook.com/?p=129</guid>
		<description><![CDATA[
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
          ณ วันนี้ คงไม่มีใครไม่รู้จัก &#8220;ราชินีลูกทุ่ง&#8221; พุ่มพวง ดวงจันทร์ เจ้าของบทเพลงฮิตมากมาย ที่แม้แต่เด็กตัวเล็กๆ ที่เกิดไม่ทันในยุคนั้น ก็ยังคลอเพลงของ &#8220;พุ่มพวง ดวงจันทร์&#8221; ตามไปได้ และชื่อของ &#8220;พุ่มพวง&#8221; เป็นประเด็นอีกครั้ง เมื่อ นายสรภพ ลีละเมฆินทร์ หรือ &#8220;พระเพชร&#8221; บุตรชายคนเดียวของพุ่มพวง เปิดศึกวิวาท นายไกรสร ลีละเมฆินทร์ (แสงอนันต์) สามีพุ่มพวง ถึงขั้นกล่าวหาพ่อ-ยายและน้าว่าเป็นคนฆ่าแม่ เพียงเพราะไม่พอใจที่ถูกทักท้วงเรื่องที่จะสร้างหุ่นขี้ผึ้งตัวใหม่ของพุ่มพวง ผ่านการขอรับเงินบริจาคจากแฟนเพลง ทำให้ทั้งสองฝ่ายต่างแถลงข่าวโต้เถียงกันไปมา งานนี้จึงทำให้ชื่อของราชินีเพลงลูกทุ่ง &#8220;พุ่มพวง ดวงจันทร์&#8221; กลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้ง และทำให้หลายคนอยากรู้จักเธอคนนี้กัน วันนี้กระปุกดอทคอมจึงขอนำประวัติและเรื่องราวของเธอมาฝากกันค่ะ
          &#8220;พุ่มพวง ดวงจันทร์&#8221; หรือชื่อจริงว่า &#8220;รำพึง จิตรหาญ&#8221; มีชื่อเล่นที่ทุกคนรู้จักกันดีว่า &#8220;ผึ้ง&#8221; เกิดเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ .2504 ที่บ้านหนองนกเขา ตำบลไพรนกยูง อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท ก่อนจะไปเติบโตที่อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/14631.jpg" border="0" alt="" width="200" height="261" /></p>
<p><a href="http://hilightad.kapook.com/manage_web/editor/empty/www.kapook.com" target="_blank">เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม</a></p>
<p>          ณ วันนี้ คงไม่มีใครไม่รู้จัก <strong>&#8220;ราชินีลูกทุ่ง&#8221; พุ่มพวง ดวงจันทร์</strong> เจ้าของบทเพลงฮิตมากมาย ที่แม้แต่เด็กตัวเล็กๆ ที่เกิดไม่ทันในยุคนั้น ก็ยังคลอเพลงของ <strong>&#8220;พุ่มพวง ดวงจันทร์&#8221;</strong> ตามไปได้ และชื่อของ &#8220;พุ่มพวง&#8221; เป็นประเด็นอีกครั้ง เมื่อ <strong>นายสรภพ ลีละเมฆินทร์ หรือ &#8220;พระเพชร&#8221;</strong> บุตรชายคนเดียวของพุ่มพวง เปิดศึกวิวาท นายไกรสร ลีละเมฆินทร์ (แสงอนันต์) สามีพุ่มพวง ถึงขั้นกล่าวหาพ่อ-ยายและน้าว่าเป็นคนฆ่าแม่ เพียงเพราะไม่พอใจที่ถูกทักท้วงเรื่องที่จะสร้างหุ่นขี้ผึ้งตัวใหม่ของพุ่มพวง ผ่านการขอรับเงินบริจาคจากแฟนเพลง ทำให้ทั้งสองฝ่ายต่างแถลงข่าวโต้เถียงกันไปมา งานนี้จึงทำให้ชื่อของราชินีเพลงลูกทุ่ง &#8220;พุ่มพวง ดวงจันทร์&#8221; กลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้ง และทำให้หลายคนอยากรู้จักเธอคนนี้กัน วันนี้กระปุกดอทคอมจึงขอนำประวัติและเรื่องราวของเธอมาฝากกันค่ะ</p>
<p>     <strong>   <span style="color: #800000;">  &#8220;พุ่มพวง ดวงจันทร์&#8221; หรือชื่อจริงว่า &#8220;รำพึง จิตรหาญ&#8221;</span></strong><span style="color: #800000;"> มีชื่อเล่นที่ทุกคนรู้จักกันดีว่า<strong> &#8220;ผึ้ง&#8221;</strong> เกิดเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ .2504 ที่บ้านหนองนกเขา ตำบลไพรนกยูง อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท ก่อนจะไปเติบโตที่อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี &#8220;ผึ้ง&#8221; เป็นลูกสาวคนที่ 5 ในพี่น้องทั้งหมด12 คน ของนายสำราญ จิตรหาญ และนางเล็ก จิตรหาญ ซึ่งประกอบอาชีพทำไร่อ้อย</span></p>
<p>          ชีวิตวัยเด็กของ &#8220;ผึ้ง&#8221; ค่อนข้างลำบาก เพราะครอบครัวของเธอมีฐานะยากจน &#8220;ผึ้ง&#8221; ได้เรียนเพียงชั้น ป.2 ก็ต้องออกจากโรงเรียน และไปช่วยเก็บผัก หาดอกไม้ป่า หาบไปขายตามโรงงาน เพื่อมาเลี้ยงน้องๆ และครอบครัว แม้ &#8220;ผึ้ง&#8221; จะอ่านหนังสือไม่ออก แต่โชคดีที่  &#8220;ผึ้ง&#8221; มีพรสวรรค์อย่างหนึ่งติดตัวมา นั่นคือการร้องเพลง ตั้งแต่เด็กๆ  &#8220;ผึ้ง&#8221; มักจะสมัครประกวดร้องเพลงตามงานต่างๆ โดยใช้ชื่อว่า &#8220;น้ำผึ้ง ณ ไร่อ้อย&#8221; ตระเวนเดินสายกวาดรางวัลทั้งในระดับอำเภอ ข้ามอำเภอ จนถึงข้ามจังหวัด จนเมื่ออายุได้ 10 ปี ก็ได้มาอยู่กับวงดนตรีของ &#8220;ดวง อนุชา&#8221; ที่กรุงเทพฯ ก่อนจะกลับบ้านที่สุพรรณบุรี</p>
<p>          จนเมื่อ &#8220;ผึ้ง&#8221; อายุได้ 15 ปี ได้ขึ้นร้องเพลงที่วัดทับกระดาน และความสามารถเกิดไปเตะตา &#8220;ไวพจน์ เพชรสุพรรณ&#8221; นักร้องลูกทุ่งชื่อดังเข้า &#8220;ไวพจน์&#8221; จึงเมตตารับ &#8220;ผึ้ง&#8221; เป็นบุตรบุญธรรม และพาไปอยู่ที่กรุงเทพฯ ครั้งนั้น &#8220;ผึ้ง&#8221; เริ่มเข้าสู่เส้นทางเพลงลูกทุ่ง ด้วยการเป็น &#8220;หางเครื่อง&#8221; ก่อนที่ &#8220;ไวพจน์&#8221; จะแต่งเพลง &#8220;แก้วรอพี่&#8221; และอัดเสียงชุดแรกให้ &#8220;ผึ้ง&#8221; ในนามของ &#8220;น้ำผึ้ง เมืองสุพรรณ&#8221;</p>
<p>        <span style="color: #000080;">  ขณะที่อยู่กับวงของ <strong>&#8220;ไวพจน์&#8221; นั้น &#8220;ผึ้ง&#8221; ได้รู้จักกับ &#8220;ธีระพล แสนสุข&#8221;</strong> ซึ่งกลายเป็นแฟนคนแรกของ &#8220;ผึ้ง&#8221; ก่อนที่เธอจะแยกตัวมาเป็นหางเครื่องและนักร้องให้กับ <strong>&#8220;ศรเพชร ศรสุพรรณ&#8221;</strong> และย้ายไปอยู่กับ &#8220;ขวัญชัย เพชรร้อยเอ็ด&#8221; จนปี พ.ศ.2519 &#8220;มนต์ เมืองเหนือ&#8221; ได้รับ &#8220;ผึ้ง&#8221; ไว้เป็นลูกศิษย์ และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น &#8220;พุ่มพวง ดวงจันทร์&#8221; และผึ้งก็ได้ร้องเพลง &#8220;รักไม่อันตรายและรำพึง&#8221; ก่อนจะตั้งวงดนตรีของตัวเอง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จนัก</span></p>
<p>          ชื่อของ &#8220;พุ่มพวง ดวงจันทร์&#8221; เริ่มเป็นที่รู้จัก หลังจากได้รับการสนับสนุนจาก &#8220;ประจวบ จำปาทอง&#8221; และ &#8220;ปรีชา อัศวฤกษ์นันท์&#8221; ให้ตั้งวงร่วมกับ &#8220;เสรี รุ่งสว่าง&#8221; ในชื่อวง &#8220;เสรี-พุ่มพวง&#8221; แต่ที่ทำให้ &#8220;พุ่มพวง&#8221; ประสบความสำเร็จถึงขีดสุดก็หลังจาก &#8220;ลพ บุรีรัตน์&#8221; ได้แต่งเพลงแนวสนุกๆ ให้ &#8220;พุ่มพวง&#8221; ร้อง จนทำให้ผู้ฟังสนใจเธอเป็นอย่างมาก โดยเพลงที่มีชื่อเสียงของพุ่มพวง เช่นเพลง <strong>&#8220;สาวนาสั่งแฟน&#8221;, &#8220;นัดพบหน้าอำเภอ&#8221;, &#8220;อื้อฮือหล่อจัง&#8221;,&#8221;ดาวเรืองดาวโรย&#8221;, &#8220;คนดังลืมหลังควาย&#8221;, &#8220;นักร้องบ้านนอก&#8221;, &#8220;กระแซะเข้ามาซิ&#8221; และอื่นๆ อีกมากมาย เรียกได้ว่า ตั้งแต่ช่วง พ.ศ.2515 – พ.ศ.2534 <br />
</strong><br />
          &#8220;พุ่มพวง&#8221; ได้รับความนิยมอย่างสูงสุด ด้วยน้ำเสียงหวาน ออดอ้อน และจำเนื้อร้องได้ แม้จะไม่รู้หนังสือ ก่อนที่ &#8220;พุ่มพวง&#8221; จะได้รับรางวัลพระราชทานเสาอากาศทองคำพระราชทาน จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในเพลง &#8220;อกสาวเหนือสะอื้น&#8221; และได้รับเลือกให้ร้องเพลง &#8220;ส้มตำ&#8221; พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อีกด้วย ความสำเร็จในวงการเพลง ทำให้ &#8220;พุ่มพวง&#8221; ได้รับฉายาว่า &#8220;ราชินีลูกทุ่ง&#8221; สืบต่อจาก &#8220;ผ่องศรี วรนุช&#8221;</p>
<p>          <span style="color: #800080;">หลังจาก &#8220;พุ่มพวง&#8221; ประสบความสำเร็จในงานเพลง &#8220;พุ่มพวง&#8221; เริ่มเบนเข็มเข้าสู่วงการภาพยนตร์ โดยได้แสดงหนังเรื่องแรก &#8220;สงครามเพลง&#8221; ในปี พ.ศ.2526 ก่อนที่จะได้แสดงหนังเรื่อง &#8220;มนต์รักนักเพลง&#8221; และได้รู้จักกับ &#8220;ไกรสร แสงอนันต์&#8221; ที่พา &#8220;พุ่มพวง&#8221; มาเข้าสังกัด &#8220;อาจารย์ไพจิตร ศุภวารี&#8221; และมีผลงานอีกหลายชุด ทั้ง &#8220;ตั๊กแตนผูกโบว์&#8221; หรือ &#8220;โลกของผึ้ง&#8221; หลังจากนั้น &#8220;พุ่มพวง&#8221; ก็ได้มาอยู่กับห้างท็อปไลน์ ก่อนจะมาร้องเพลง &#8220;สยามเมืองยิ้ม&#8221; และได้รับรางวัลพระราชทานรางวัลขับร้องเพลงดีเด่น จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อีกครั้ง</span> </p>
<p>          เรื่องงานเพลง และภาพยนตร์ ถือได้ว่า &#8220;พุ่มพวง&#8221; ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก แต่กับเรื่องชีวิตและความรัก ช่างตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง โดย &#8220;พุ่มพวง&#8221; กับ &#8220;ธีระพล แสนสุข&#8221; แฟนคนแรก ได้เลิกรากัน หลัง &#8220;พุ่มพวง&#8221; รู้ว่าแฟนของเธอปันใจให้น้องสาว &#8220;สลักจิตร ดวงจันทร์&#8221; แต่ก็ยังทำงานร่วมกันอยู่ จนในปี พ.ศ.2527 &#8220;พุ่มพวง&#8221; ได้จดทะเบียนสมรสกับ &#8220;ไกรสร แสงอนันต์&#8221; และมีบุตรชาย 1 คน ชื่อ &#8220;สันติภาพ&#8221; ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น &#8220;สรภพ&#8221; หรือน้องเพชร ลีละเมฆินทร์ ส่วน &#8220;ธีระพล&#8221; ถูกน้องชายของพุ่มพวงยิงเสียชีวิต เมื่อปี พ.ศ.2530</p>
<p>         <strong> ภายหลัง ปี พ.ศ.2535 &#8220;พุ่มพวง&#8221; ป่วยด้วยโรคเอสแอลอี (SLE : Systemic Lupus Erythematosus) หรือโรคภูมิแพ้ตัวเอง และมีข่าวทะเลาะกับสามี &#8220;ไกรสร แสงอนันต์&#8221; อยู่บ่อยครั้ง</strong> จน &#8220;ไกรสร&#8221; ออกมายอมรับว่า ได้ทะเลาะกับพุ่มพวงจริง ขณะที่ญาติของพุ่มพวง เชื่อว่าที่พุ่มพวงป่วยเพราะถูกทำคุณไสย จึงพา &#8220;พุ่มพวง&#8221; ออกจากโรงพยาบาลศิริราช และเดินทางไปจังหวัดพิษณุโลก แต่หลังจากกราบไหว้พระพุทธชินราชแล้ว &#8220;พุ่มพวง&#8221; เกิดอาการช็อคหมดสติ และเสียชีวิตในวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ.2535 รวมมีอายุ 31 ปี โดยในพิธีพระราชทานเพลิงศพนั้น มีแฟนเพลงเดินทางไปร่วมแสดงความอาลัยต่อการจากไปของ &#8220;พุ่มพวง&#8221; กว่า 100,000 คน </p>
<p><span style="color: #000080;">          หลังจาก &#8220;พุ่มพวง&#8221; จากไปแล้ว ญาติๆ และแฟนเพลง ยังนึกถึง &#8220;พุ่มพวง&#8221; อยู่เสมอ จึงจัดสร้างหุ่นพุ่มพวง ไว้ที่วัดทับกระดาน อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี และมีการจัดงานรำลึกถึงพุ่มพวง ช่วงวันที่ 13-15 มิถุนายนของทุกปี นอกจากนี้ยังมีการสร้างภาพยนตร์เรื่อง &#8220;บันทึกรักพุ่มพวง&#8221; เพื่อรำลึกถึงชีวิตของพุ่มพวง รวมทั้งช่อง 7 ยังได้สร้างละครโทรทัศน์เรื่อง &#8220;ราชินีลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์&#8221; โดยให้ &#8220;ต้อม รชนีกร พันธุ์มณี&#8221; รับบทเป็น &#8220;พุ่มพวง ดวงจันทร์&#8221; เพื่อเล่าเรื่องราวชีวิตของ &#8220;พุ่มพวง&#8221;</span></p>
<p>          สำหรับเรื่องที่เป็นประเด็นพิพาทล่าสุด เกี่ยวกับ &#8220;พุ่มพวง ดวงจันทร์&#8221; เกิดขึ้น เมื่อ &#8220;เพชร&#8221; หรือ &#8220;พระเพชร&#8221; เกิดการโต้เถียงอย่างรุนแรงกับนายไกรสร ผู้เป็นพ่อ และญาติพี่น้องของ &#8220;พุ่มพวง&#8221; ถึงกรณีการจัดสร้างหุ่นขี้ผึ้งพุ่มพวง และ &#8220;พระลูกเพชร&#8221; ได้เปิดเทปลับของ &#8220;พุ่มพวง&#8221; ที่มีเนื้อหาต่อว่า อดีตสามีที่ไม่เคยมาดูแลในยามเจ็บป่วย และยังพาลูกชายหนีไปเชียงใหม่อีก ซึ่งขณะนี้กรณี &#8220;เทปลับพุ่มพวง&#8221; และการโต้เถียงกันระหว่าง &#8220;พระลูกเพชร&#8221; กับนายไกรสร และญาติของพุ่มพวงถูกกล่าวถึงเป็นทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ ไปแล้ว แต่เหตุการณ์จะจบลงอย่างไร คงต้องติดตามดูกันต่อไปค่ะ</p>
<p>          อย่างไรก็ตาม เรียกได้ว่า &#8220;พุ่มพวง ดวงจันทร์&#8221; เป็นนักร้องลูกทุ่งที่เป็นขวัญใจของคนทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กถึงคนแก่ ไม่ว่าจะคนรวยหรือคนจน <strong>ซึ่งแน่นอนว่า ณ วันนี้ แม้ &#8220;พุ่มพวง&#8221; จะจากไปแล้ว แต่แฟนเพลงหลายๆ คน ยังคงคิดถึงบทเพลงของ &#8220;ราชินีลูกทุ่ง&#8221; คนนี้ไม่เสื่อมคลาย<br />
</strong><br />
<strong><span style="background-color: #fedcba;"><span style="color: #000080;">ประวัติ<br />
</span></span></strong><br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" />ชื่อจริง : รำพึง จิตรหาญ<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" />ชื่อเล่น : ผึ้ง<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" />ชื่อในวงการ : พุ่มพวง ดวงจันทร์, น้ำผึ้ง เมืองสุพรรณ,น้ำผึ้ง ณ ไร่อ้อย<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" />วันเกิด : 4 สิงหาคม พ.ศ.2504<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" />วันเสียชีวิต : 13 มิถุนายน พ.ศ.2535</p>
<p><span style="color: #000080;"><strong><span style="background-color: #fedcba;">ผลงานอัลบั้มเพลง</span></strong><br />
</span><br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" />แก้วรอพี่<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" />เสียสาวเมื่ออยู่ม.ศ.<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" />อกสาวเหนือสะอื้น<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" />จะให้รอพ.ศ.ไหน<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" />ดวงตาดวงใจ<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" />สาวนาสั่งแฟน<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" />นัดพบหน้าอำเภอ<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" />ทิ้งนาลืมทุ่ง<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" />คนดังลืมหลังควาย<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" />อื้อฮือหล่อจัง<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" />ห่างหน่อยถอยนิด<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" />ชั่วเจ็ดทีดีเจ็ดหน<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" />รวมเพลงยอดนิยม<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" />รวมเพลงยอดนิยม ๒<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" />เพลงเศร้าสุดรัก<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" />ซุปเปอร์ฮิตพุ่มพวง<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" />พุ่มพวงเงินล้าน<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" />ทุ่งนางคอย<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" />พุ่มพวงเห่ระเบิด<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" />ท็อปฮิตลูกทุ่งมาตรฐาน<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" />ทีเด็ดพุ่มพวง<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" />ตั๊กแตนผูกโบ<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" />หนูไม่รู้<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> หนูไม่เอา<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> เงินน่ะมีไหม<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> พุ่มพวงหลายพ.ศ.<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> ขอให้รวย<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> น้ำผึ้งเดือนเก้า<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> ซุปเปอร์ลูกทุ่งท็อปฮิต<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> มนต์เสียงเพลง สายัณห์-พุ่มพวง<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> พุ่มพวง ดวงจันทร์ ซุปเปอร์ลูกทุ่ง ๑<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> พุ่มพวง ดวงจันทร์ ซุปเปอร์ลูกทุ่ง ๒<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> พุ่มพวง ดวงจันทร์ ซุปเปอร์ลูกทุ่ง ๓<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> พุ่มพวง ดวงจันทร์ ซุปเปอร์ลูกทุ่ง ๔<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> พุ่มพวง ดวงจันทร์ ซุปเปอร์ลูกทุ่ง ๕</p>
<p><strong><span style="background-color: #fedcba;"><span style="color: #000080;">ผลงานภาพยนตร์</span></span></strong></p>
<p><img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> พ.ศ. 2526 สงครามเพลง (คู่กับ ยอดรัก สลักใจ)<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> ผ่าโลกบันเทิง<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> รอยไม้เรียว<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> หลงเสียงนาง<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> พ.ศ. 2527 มนต์รักนักเพลง<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> คุณนาย ป.4<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> ชี<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" />นางสาวกะทิสด<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> สาวนาสั่งแฟน<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> อาจารย์เด๋อเจอพุ่มพวง<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> อีแต๋น ไอเลิฟยู<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> ขอโทษที ที่รัก<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> จงอางผงาด<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> พ.ศ. 2528 ที่รัก เธออยู่ไหน<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> พ.ศ. 2529 มือปืนคนใหม่<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> พ.ศ. 2530 เชลยรัก<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> เพลงรัก เพลงปืน<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> พ.ศ. 2531 เพชรพยัคฆราช<br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" /> เสน่ห์นักร้อง</p>
<p><strong><span style="background-color: #fedcba;"><span style="color: #000080;">รางวัล<br />
</span></span></strong><br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" />รางวัลพระราชทานเสาอากาศทองคำจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จากเพลง <strong>&#8220;อกสาวเหนือสะอื้น&#8221; (2521)<br />
</strong><br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif" border="0" alt="" width="19" height="16" />รางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สาขารางวัลขับร้องเพลงดีเด่น จากเพลง <strong>&#8220;สยามเมืองยิ้ม&#8221; ในงานกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่ง ภาค 2 (2532)</strong></p>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลจาก<br />
<a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%C3%A0%C2%B8%EF%BF%BD%C3%A0%C2%B8%C2%B8%C3%A0%C2%B9%EF%BF%BD%C3%A0%C2%B8%C2%A1%C3%A0%C2%B8%EF%BF%BD%C3%A0%C2%B8%C2%A7%C3%A0%C2%B8%EF%BF%BD_%C3%A0%C2%B8%E2%80%9D%C3%A0%C2%B8%C2%A7%C3%A0%C2%B8%EF%BF%BD%C3%A0%C2%B8%EF%BF%BD%C3%A0%C2%B8%C2%B1%C3%A0%C2%B8%EF%BF%BD%C3%A0%C2%B8%E2%80%94%C3%A0%C2%B8%C2%A3%C3%A0%C2%B9%EF%BF%BD" target="_blank"><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/logo/wikipedia-thai.jpg" border="0" alt="" width="120" height="48" /></a>  <a href="http://news.mcot.net/international/inside.php?value=bmlkPTMxNzIyJm50eXBlPWNsaXA=" target="_blank"><img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/logo/mcot_1.jpg" border="0" alt="" width="126" height="34" /></a>  <a href="http://www.innnews.co.th/entertain.php?nid=176688" target="_blank"><img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/logo/INN_1.jpg" border="0" alt="" width="170" height="36" /></a>  <br />
<a title="blocked::http://www.kroobannok.com/blog/13547" href="http://www.kroobannok.com/blog/13547">kroobannok.com</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sanroo.kapook.com/phumpuang/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไขข้อข้องใจเรื่อง กุ้ง Lobster เล็ก</title>
		<link>http://sanroo.kapook.com/minilobsters/</link>
		<comments>http://sanroo.kapook.com/minilobsters/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 15 Jun 2009 09:55:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kanistha</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[lobster]]></category>
		<category><![CDATA[lobster น้ำจืด]]></category>
		<category><![CDATA[mini lobster]]></category>
		<category><![CDATA[mini lobsters]]></category>
		<category><![CDATA[กุ้ง lobster เล็ก]]></category>
		<category><![CDATA[กุ้งlobster]]></category>
		<category><![CDATA[กุ้งล็อบสเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[กุ้งล็อบสเตอร์น้ำจืด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sanroo.kapook.com/?p=127</guid>
		<description><![CDATA[

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ภาพประกอบจาก forward mail
         ที่ผ่านมาบรรดานักท่องโลกไซเบอร์ทั้งหลาย คงได้รับ Forward mail เตือนภัยต่างๆ นานา อยู่เสมอ อย่างล่าสุดที่เป็นประเด็นก็คือเรื่อง &#8220;กุ้ง Lobster เล็ก&#8221; หรือ &#8220;กุ้งมินิล็อบสเตอร์&#8221; จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก พร้อมๆ กับหวาดหวั่นไม่กล้ากินกุ้งไปตามๆ กัน ทั้งนี้เพราะในเนื้อหาระบุว่า กุ้งชนิดนี้ถูกเลี้ยงไว้เพื่อกำจัดขยะต่างๆ ในบ่อบำบัดน้ำเสีย ยิ่งน้ำสกปรกมากเท่าไหร่ กุ้งเหล่านี้ก็จะยิ่งเจริญเติบโตเร็วมากขึ้นเท่านั้น ปอดของมันเต็มไปด้วยหนอน และพยาธินานาชนิด แถมเนื้อของมันก็อุดมไปด้วยพิษโลหะ… เพื่อไขข้อข้องใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้คลายความกังวล วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปหาคำตอบกันค่ะ


รู้จักกับ &#8220;กุ้ง Lobster เล็ก&#8221;
         &#8220;กุ้ง Lobster เล็ก&#8221; (mini-lobsters) หรือเรียกง่ายๆ ว่า &#8220;ล็อบสเตอร์น้ำจืด&#8221; (Freshwater Lobster) หรือ &#8220;กุ้งมังกรน้ำจืด&#8221; คือกุ้งน้ำจืดชนิดหนึ่ง ที่มีหน้าตาคล้าย กุ้งก้ามกราม ภาษาอังกฤษเราเรียกว่า &#8220;Crayfish&#8221; หรือ &#8220;Crawfish&#8221; ซึ่งกุ้งชนิดนี้มีรูปร่างใหญ่ ก้ามโต สีสันออกสวยงาม มีถิ่นกำเนิดทั้งในทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชียตะวันออก และออสเตรเลีย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/A7951068-0.jpg" border="0" alt="" width="300" height="276" /></p>
<p align="center"><img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/123_4.jpg" border="0" alt="" width="400" height="295" /></p>
<p><a href="http://www.kapook.com/" target="_blank">เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม</a><br />
ภาพประกอบจาก forward mail</p>
<p>     <span style="color: #000080;">    ที่ผ่านมาบรรดานักท่องโลกไซเบอร์ทั้งหลาย คงได้รับ<strong> Forward mail </strong>เตือนภัยต่างๆ นานา อยู่เสมอ อย่างล่าสุดที่เป็นประเด็นก็คือเรื่อง <strong>&#8220;กุ้ง Lobster เล็ก&#8221; หรือ &#8220;กุ้งมินิล็อบสเตอร์&#8221;</strong> จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก พร้อมๆ กับหวาดหวั่นไม่กล้ากินกุ้งไปตามๆ กัน ทั้งนี้เพราะในเนื้อหาระบุว่า กุ้งชนิดนี้ถูกเลี้ยงไว้เพื่อกำจัดขยะต่างๆ ในบ่อบำบัดน้ำเสีย ยิ่งน้ำสกปรกมากเท่าไหร่ กุ้งเหล่านี้ก็จะยิ่งเจริญเติบโตเร็วมากขึ้นเท่านั้น ปอดของมันเต็มไปด้วยหนอน และพยาธินานาชนิด แถมเนื้อของมันก็อุดมไปด้วยพิษโลหะ… </span><strong><span style="color: #000080;">เพื่อไขข้อข้องใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้คลายความกังวล วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปหาคำตอบกันค่ะ</span><br />
</strong></p>
<p align="center"><img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/12111.jpg" border="0" alt="" width="396" height="263" /></p>
<p><img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/584-emoticon-5916.gif" border="0" alt="" width="50" height="50" /><strong><span style="background-color: #fedcba;">รู้จักกับ </span></strong><strong><span style="background-color: #fedcba;">&#8220;กุ้ง Lobster เล็ก&#8221;</span></p>
<p></strong>      <strong>   &#8220;กุ้ง Lobster เล็ก&#8221; (mini-lobsters) หรือเรียกง่ายๆ ว่า &#8220;ล็อบสเตอร์น้ำจืด&#8221; (Freshwater Lobster) หรือ &#8220;กุ้งมังกรน้ำจืด&#8221; คือกุ้งน้ำจืดชนิดหนึ่ง ที่มีหน้าตาคล้าย กุ้งก้ามกราม</strong> ภาษาอังกฤษเราเรียกว่า<strong> &#8220;Crayfish&#8221; หรือ &#8220;Crawfish&#8221;</strong> ซึ่งกุ้งชนิดนี้มีรูปร่างใหญ่ ก้ามโต สีสันออกสวยงาม มีถิ่นกำเนิดทั้งในทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชียตะวันออก และออสเตรเลีย ปัจจุบันมีมากกว่า 500 สายพันธุ์ ในทางประมงถือว่าเป็นสัตว์น้ำรสชาติดี มีหลายประเทศทำฟาร์มเพาะพันธุ์กันเป็นล่ำเป็นสันเพื่อการบริโภค รวมทั้งประเทศไทยเราด้วย แต่ในขณะเดียวกันความสวยงามของ <strong>&#8220;กุ้ง Lobster เล็ก&#8221;</strong> บางสายพันธุ์ก็ทำให้มันกลายมาเป็นสัตว์เลี้ยงในตู้กระจกสำหรับนักเลี้ยงหลายๆ คนไปแล้ว </p>
<p>         สำหรับประเทศไทยนั้นเลี้ยง<strong> &#8220;กุ้ง Lobster เล็ก&#8221;</strong> มานานแล้ว ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์อเมริกา (Procambarus clarkii) ซึ่งรู้จักโดยทั่วไปว่า <strong>&#8220;กุ้งแดงญี่ปุ่น&#8221;</strong> และสายพันธุ์ออสเตรเลีย เรียกกันว่า<strong> &#8220;กุ้งเรนโบว์&#8221; (Cherax quadricarinatus) <br />
</strong><br />
         ในธรรมชาติ <strong>&#8220;กุ้ง Lobster เล็ก&#8221;</strong> อาศัยในแหล่งน้ำที่มีอุณหภูมิค่อนข้างเย็น สามารถพบได้ตามแม่น้ำลำคลอง หนองบึง ไปจนถึงทะเลสาบขนาดใหญ่ เรียกได้ว่าอยู่ได้ไม่จำกัดวงพื้นที่ทำกิน อยู่ตรงไหนก็เอาตัวรอดได้ไม่มีปัญหา ขอเพียงให้มีอุณหภูมิเย็นก็เพียงพอแล้วและกุ้งชนิดนี้ยังกินอาหารเก่ง กินแทบทุกอย่างไม่เลือก ธรรมชาติของมันกินทั้งพืชและสัตว์ พืชที่กิน เช่นลูกผลไม้ หรือใบไม้จมน้ำเน่าๆ หรือแม้กระทั่งเปลือกไม้ ส่วนสัตว์ที่เป็นอาหารของกุ้งชนิดนี้ ส่วนมากจะเป็นสัตว์ตายหรือซากสัตว์ รวมถึงสัตว์จำพวกไส้เดือน และแมลงน้ำ ก็เป็นอาหารโปรดของมันด้วยเช่นกัน</p>
<p><img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/584-emoticon-5916.gif" border="0" alt="" width="50" height="50" /> <strong><span style="background-color: #fedcba;">ไขข้อข้องใจใน Forward mail</span></strong></p>
<p>           ใน Forward mail มีประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันคือ กิน “กุ้ง Lobster เล็ก” แล้วจะทำให้เป็นโรค Paragonimiasis หรือ โรคที่เกิดจากพยาธิใบไม้ในปอด (Lung flukes) และกุ้งชนิดนี้ก็ถูกเลี้ยงไว้เพื่อกำจัดขยะ ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้หลังจากที่ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมมา จึงอยากจะนำเสนอ ดังรายละเอียดต่อไปนี้</p>
<p>           &#8211; โรค Paragonimiasis หรือ โรคพยาธิใบไม้ในปอด สาเหตุไม่ได้มาจากการบริโภค &#8220;กุ้ง Lobster เล็ก&#8221; แต่เกิดได้ถ้าบริโภคสัตว์น้ำจืดแบบดิบๆ สุกๆ ทั้ง กุ้ง หอย ปู ปลา และหากเรากิน &#8220;กุ้ง Lobster เล็ก&#8221; ที่ผ่านความร้อนและสุกก็ไม่ได้ทำให้เป็นโรคดังกล่าว </p>
<p>           <strong>- <a href="http://healthnet.md.chula.ac.th/chulapatho/chulapatho/lecturenote/infection/parasite/paragonimiasis.html" target="_blank"><strong>ข้อมูลเกี่ยวกับ โรค Paragonimiasis หรือ โรคที่เกิดจากพยาธิใบไม้ในปอด</strong><br />
</a></strong></p>
<p align="center"><img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/111_7.jpg" border="0" alt="" width="396" height="478" /></p>
<p><img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/584-emoticon-5916.gif" border="0" alt="" width="50" height="50" /><strong><span style="background-color: #fedcba;">โรค </span></strong><strong><span style="background-color: #fedcba;">Paragonimiasis หรือ โรคที่เกิดจากพยาธิใบไม้ในปอด (Lung flukes)</span></p>
<p></strong>           ส่วนกรณีที่บอกว่า <strong>&#8220;กุ้ง Lobster เล็ก&#8221;</strong> ถูกเลี้ยงไว้เพื่อกำจัดขยะต่างๆ ในบ่อบำบัดน้ำเสียนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะกุ้งพวกนี้สามารถพบได้ทั่วโลก บางประเทศยังเลี้ยงเป็นฟาร์มเพื่อเอาเนื้อมาขายหรือส่งออกอีกด้วย แต่ส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงกุ้งเหล่านี้ไว้เพื่อประดับตู้ปลาสวยงามมากกว่าเอาไว้บริโภค</p>
<p>         <span style="color: #000080;">  อย่างไรก็ตาม นายอนุวัฒน์ นทีวัฒนา ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์และฟื้นฟู กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ในฐานะกรรมการความปลอดภัยทางชีวภาพ กรมประมง กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ปกติแล้วการเลี้ยงกุ้งในบ่อเลี้ยงนั้น จะเป็นระบบปิดที่ใช้ทั้งเครื่องมือบำบัดน้ำเสีย และใช้สิ่งมีชีวิตบำบัด เช่น ปลาทู หอยแมลงภู่ หรือปลิงทะเล สัตว์เหล่านี้จะดูดซับสารพิษ และสารตกค้างในบ่อกุ้งได้ดี ไม่มีใครนิยมนำมากิน เพราะสะสมสารพิษไว้มาก แต่ไม่เคยได้ยินว่าใช้กุ้งเป็นตัวบำบัดน้ำเสียเสียเอง เพราะปกติกุ้งจะอยู่ได้ในน้ำสะอาดเท่านั้น<br />
</span><br />
<img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms/dookdik/584-emoticon-5916.gif" border="0" alt="" width="50" height="50" /><span style="background-color: #fedcba;"><strong>สำหรับ</strong><strong>เมนู</strong><strong>อาหาร </strong><strong>&#8220;กุ้ง&#8221;</strong> ที่<strong>อาจจะเสี่ยงเป็น &#8220;</strong><strong>โรคพยาธิใบไม้ในปอด&#8221; </strong><strong>อาทิ</strong></span><strong><span style="background-color: #fedcba;">…</span></p>
<p></strong>- กุ้งแช่เหล้า ในจีน (Drunken crab)<br />
- กุ้งแช่เหล้า ที่คนฟิลิปปินส์ ชอบกิน<br />
- Gye muchim อาหารเกาหลีที่เอากุ้งดิบๆ มาทำ<br />
- ซูชิกุ้ง ของญี่ปุ่น</p>
<p><strong>           สรุปคือ &#8221;กุ้ง Lobster เล็ก&#8221; บริโภคได้ แต่ต้องทำให้สุกก่อนรับประทานเป็นดีที่สุดค่ะ</strong></p>
<p><strong><span style="background-color: #ffff00;">สำหรับข้อความ Forward mail ที่ส่งต่อๆ กัน มีเนื้อหาระบุดังนี้&#8230;</span></strong></p>
<p><span style="color: #800080;"><strong>ด่วน-กุ้งลักษณะนี้ห้ามกินเด็ดขาด<br />
</strong><br />
          ระวัง!!! กุ้งลักษณะนี้ไว้ให้ดีนะคะ..ดูคล้าย Mini Lobster แต่&#8230;ไม่ใช่ค่ะ !!! กุ้งเหล่านี้ถูกเลี้ยงไว้เพื่อกำจัดขยะต่างๆ ในบ่อบำบัดน้ำเสีย ยิ่งน้ำสกปรกมากเท่าไร&#8230;กุ้งเหล่านี้ก็จะยิ่งเจริญเติบโตเร็วมากขึ้นเท่านั้น  ปอดของมันเต็มไปด้วยพยาธินานาชนิด เนื้อของมันก็อุดมไปด้วยพิษโลหะ  คงจะพวกพ่อค้าที่ไร้จริยธรรมนั่นแหละ ที่นำกุ้งเหล่านี้มาจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภค</p>
<p>          จำไว้ให้ดีว่า  อย่าสั่งกุ้งเหล่านี้มารับประทานอย่างเด็ดขาด และช่วยส่งต่อเรื่อง &#8220;กุ้ง Lobster เล็ก&#8221; นี้ไปให้เพื่อนๆ ของคุณที่อาจจะอยากลองทานรับทราบด้วยนะคะ</span> </p>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลจาก<br />
<a href="http://www.matichon.co.th/matichon/" target="_blank"><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/logo/matichononline.jpg" border="0" alt="" width="125" height="57" /></a>  <br />
<a title="blocked::http://www.nicaonline.com/webboard/index.php?topic=5816.0" href="http://www.nicaonline.com/webboard/index.php?topic=5816.0">nicaonline.com</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sanroo.kapook.com/minilobsters/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พุทธประวัติ อ่าน ประวัติของพระพุทธเจ้า คลิกเลย</title>
		<link>http://sanroo.kapook.com/biography-of-lord-buddha/</link>
		<comments>http://sanroo.kapook.com/biography-of-lord-buddha/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Jun 2009 09:12:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kanistha</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[พระพุทธประวัติ]]></category>
		<category><![CDATA[พระพุทธประวัติพระพุทธเจ้า]]></category>
		<category><![CDATA[พุทธประวัติ]]></category>
		<category><![CDATA[พุทธประวัติของพระพุทธเจ้า]]></category>
		<category><![CDATA[พุทธประวัติพระพุทธเจ้า]]></category>
		<category><![CDATA[พุทธประวัติโดยย่อ]]></category>
		<category><![CDATA[พุทธประวัติโดยละเอียด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sanroo.kapook.com/?p=120</guid>
		<description><![CDATA[ 

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก learntripitaka.com,
          &#8220;ศาสนาพุทธ&#8221; เป็นศาสนาประจำชาติไทยของเรา แล้วมีสักกี่คนเอ่ย&#8230;ที่ทราบถึงประวัติของ &#8220;พระสัมมาสัมพุทธเจ้า&#8221; ผู้ทรงเป็น &#8220;พระศาสดา&#8221; ของ &#8220;พระพุทธศาสนา&#8221; วันนี้กระปุกจึงนำเรื่องราวพุทธประวัติมาฝากกันค่ะ

          พระพุทธเจ้าทรงมีพระนามเดิมว่า &#8220;สิทธัตถะ&#8221; หมายถึง ผู้ที่สำเร็จความมุ่งหมายแล้ว หรือผู้ปรารถนาสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้น ทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ กษัตริย์ผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ และ &#8220;พระนางสิริมหามายา&#8221; พระราชธิดาของกษัตริย์ราชสกุลโกลิยวงศ์แห่งกรุงเทวทหะ แคว้นโกลิยะ
          ในคืนที่พระพุทธเจ้าเสด็จปฏิสนธิในครรภ์พระนางสิริมหามายา พระนางทรงพระสุบินนิมิตว่า มีช้างเผือกมีงาสามคู่ได้เข้ามาสู่พระครรภ์ ณ ที่บรรทม ก่อนที่พระนางจะมีพระประสูติกาล ที่ใต้ต้นสาละ ณ สวนลุมพินีวัน เมื่อวันศุกร์ ขึ้นสิบห้าค่ำ เดือนวิสาขะ ปีจอ 80 ปีก่อนพุทธศักราช (ปัจจุบันสวนลุมพินีวันอยู่ในประเทศเนปาล)

          ทันทีที่ประสูติ เจ้าชายสิทธัตถะทรงดำเนินด้วยพระบาท 7 ก้าว และมีดอกบัวผุดขึ้นมารองรับพระบาท พร้อมเปล่งพระวาจาว่า &#8220;เราเป็นเลิศที่สุดในโลก ประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของเรา&#8221; แต่หลังจากเจ้าชายสิทธัตถะประสูติกาลได้แล้ว 7 วัน พระนางสิริมหามายาก็เสด็จสวรรคาลัย เจ้าชายสิทธัตถะจึงอยู่ในความดูแลของพระนางประชาบดีโคตมี ซึ่งเป็นพระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายา 
          [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p> </p>
<p align="center"><img src="http://202.183.165.21/img_cms/other/050609-100.jpg" border="0" alt="" /></p>
<p><a href="http://www.kapook.com/" target="_blank">เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม</a><br />
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก <a href="http://www.learntripitaka.com/History/Buddhist.html" target="_blank">learntripitaka.com</a>,</p>
<p>      <span style="color: #800080;">  </span><span style="color: #000080;">  </span><span style="color: #000000;"><strong>&#8220;ศาสนาพุทธ&#8221;</strong> เป็นศาสนาประจำชาติไทยของเรา แล้วมีสักกี่คนเอ่ย&#8230;ที่ทราบถึงประวัติของ &#8220;พระสัมมาสัมพุทธเจ้า&#8221; ผู้ทรงเป็น &#8220;พระศาสดา&#8221; ของ &#8220;พระพุทธศาสนา&#8221; วันนี้กระปุกจึงนำเรื่องราวพุทธประวัติมาฝากกันค่ะ<br />
</span><br />
          พระพุทธเจ้าทรงมีพระนามเดิมว่า <strong>&#8220;สิทธัตถะ&#8221;</strong> หมายถึง ผู้ที่สำเร็จความมุ่งหมายแล้ว หรือผู้ปรารถนาสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้น ทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ กษัตริย์ผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ และ &#8220;พระนางสิริมหามายา&#8221; พระราชธิดาของกษัตริย์ราชสกุลโกลิยวงศ์แห่งกรุงเทวทหะ แคว้นโกลิยะ</p>
<p>        <span style="color: #000080;">  ในคืนที่พระพุทธเจ้าเสด็จปฏิสนธิในครรภ์พระนางสิริมหามายา พระนางทรงพระสุบินนิมิตว่า มีช้างเผือกมีงาสามคู่ได้เข้ามาสู่พระครรภ์ ณ ที่บรรทม ก่อนที่พระนางจะมีพระประสูติกาล ที่ใต้ต้นสาละ ณ สวนลุมพินีวัน เมื่อวันศุกร์ ขึ้นสิบห้าค่ำ เดือนวิสาขะ ปีจอ 80 ปีก่อนพุทธศักราช (ปัจจุบันสวนลุมพินีวันอยู่ในประเทศเนปาล)<br />
</span><br />
          ทันทีที่ประสูติ เจ้าชายสิทธัตถะทรงดำเนินด้วยพระบาท 7 ก้าว และมีดอกบัวผุดขึ้นมารองรับพระบาท พร้อมเปล่งพระวาจาว่า<strong> &#8220;เราเป็นเลิศที่สุดในโลก ประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของเรา&#8221;</strong> แต่หลังจากเจ้าชายสิทธัตถะประสูติกาลได้แล้ว 7 วัน พระนางสิริมหามายาก็เสด็จสวรรคาลัย เจ้าชายสิทธัตถะจึงอยู่ในความดูแลของพระนางประชาบดีโคตมี ซึ่งเป็นพระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายา </p>
<p>         <span style="color: #800000;"> ทั้งนี้ พราหมณ์ ทั้ง 8 ได้ทำนายว่า เจ้าชายสิทธัตถะมีลักษณะเป็นมหาบุรุษ คือ หากดำรงตนในฆราวาสจะได้เป็นจักรพรรดิ ถ้าออกบวชจะได้เป็นศาสดาเอกของโลก แต่โกณฑัญญะพราหมณ์ผู้อายุน้อยที่สุดในจำนวนนั้น ยืนยันหนักแน่นว่า พระราชกุมารสิทธัตถะจะเสด็จออกบวช และจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน </p>
<p></span><strong><img src="http://202.183.165.21/img_cms/dookdik/dookdik-24.gif" border="0" alt="" /> <span style="background-color: #ffff00;">ชีวิตในวัยเด็ก</span></strong></p>
<p>          เจ้าชายสิทธัตถะทรงศึกษาเล่าเรียนจนจบศิลปศาสตร์ทั้ง 18 ศาสตร์ ในสำนักครูวิศวามิตร และเนื่องจากพระบิดาไม่ประสงค์ให้เจ้าชายสิทธัตถะเป็นศาสดาเอกของโลก จึงพยายามทำให้เจ้าชายสิทธัตถะพบเห็นแต่ความสุข โดยการสร้างปราสาท 3 ฤดู ให้อยู่ประทับ และจัดเตรียมความพร้อมสำหรับการราชาภิเษกให้เจ้าชายขึ้นครองราชย์</p>
<p>          เมื่อมีพระชนมายุ 16 พรรษา ทรงอภิเษกสมรสกับพระนางพิมพา หรือยโสธรา พระธิดาของพระเจ้ากรุงเทวทหะซึ่งเป็นพระญาติฝ่ายพระมารดา จนเมื่อมีพระชนมายุ 29 พรรษา พระนางพิมพาได้ให้ประสูติพระราชโอรส มีพระนามว่า <strong>&#8220;ราหุล&#8221;</strong> ซึ่งหมายถึง <strong>&#8220;บ่วง&#8221;</strong> </p>
<p><strong><img src="http://202.183.165.21/img_cms/dookdik/dookdik-24.gif" border="0" alt="" /> <span style="background-color: #ffff00;">เสด็จออกผนวช</span><br />
</strong></p>
<p align="center"><img src="http://202.183.165.21/img_cms/other/pj-12.jpg" border="0" alt="" /></p>
<p>          วันหนึ่งเจ้าชายสิทธัตถะทรงเบื่อความจำเจในปราสาท 3 ฤดู จึงชวนสารถีทรงรถม้าประพาสอุทยาน ครั้งนั้นได้ทอดพระเนตรเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช โดยเทวทูต (ทูตสวรรค์) ที่แปลงกายมา พระองค์จึงทรงคิดได้ว่า นี่เป็นธรรมดาของโลก ชีวิตของทุกคนต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงเกิด แก่ เจ็บ ตายได้ จึงทรงเห็นว่าความสุขทางโลกเป็นเพียงภาพมายาเท่านั้น และวิถีทางที่จะพ้นจากความทุกข์ คือต้องครองเรือนเป็นสมณะ <strong>ดังนั้นพระองค์จึงใคร่จะเสด็จออกบรรพชา ในขณะที่มีพระชนม์ 29 พรรษา<br />
</strong><br />
          ครานั้นพระองค์ได้เสด็จไปพร้อมกับนายฉันทะ สารถี ซึ่งเตรียมม้าพระที่นั่ง นามว่ากัณฑกะ มุ่งตรงไปยังแม่น้ำอโนมานที ก่อนจะประทับนั่งบนกองทราย ทรงตัดพระเมาลีด้วยพระขรรค์ และเปลี่ยนชุดผ้ากาสาวพัตร์ (ผ้าย้อมด้วยรสฝาดแห่งต้นไม้) และให้นายฉันทะ นำเครื่องทรงกลับพระนคร ก่อนที่พระองค์จะเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ (การเสด็จออกเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่) ไปโดยเพียงลำพัง เพื่อมุ่งพระพักตร์ไปยังแคว้นมคธ</p>
<p><img src="http://202.183.165.21/img_cms/dookdik/dookdik-24.gif" border="0" alt="" /> <strong><span style="background-color: #ffff00;">บำเพ็ญทุกรกิริยา</span></strong></p>
<p>          หลังจากทรงผนวชแล้ว พระองค์มุ่งไปที่แม่น้ำคยา แคว้นมคธ ได้พยายามเสาะแสวงทางพ้นทุกข์ ด้วยการศึกษาค้นคว้าทดลองในสำนักอาฬารดาบส กาลามโครตร และอุทกดาบส รามบุตร แต่เมื่อเรียนจบทั้ง 2 สำนักแล้ว ทรงเห็นว่านี่ยังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์</p>
<p>        <span style="color: #000080;">  จากนั้นพระองค์ได้เสด็จไปที่แม่น้ำเนรัญชรา ในตำบลอุรุเวลาเสนานิคม และทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา ด้วยการขบฟันด้วยฟัน กลั้นหายใจและอดอาหาร จนร่างกายซูบผอม แต่หลังจากทดลองได้ 6 ปี ทรงเห็นว่านี่ยังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ จึงทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา และหันมาฉันอาหารตามเดิม ด้วยพระราชดำริตามที่ท้าวสักกเทวราชได้เสด็จลงมาดีดพิณถวาย 3 วาระ คือดีดพิณสายที่ 1 ขึงไว้ตึงเกินไปเมื่อดีดก็จะขาด ดีดพิณวาระที่ 2 ซึ่งขึงไว้หย่อน เสียงจะยืดยาดขาดความไพเราะ และวาระที่ 3 ดีดพิณสายสุดท้ายที่ขึงไว้พอดี จึงมีเสียงกังวานไพเราะ ดังนั้นจึงทรงพิจารณาเห็นว่า ทางสายกลางคือไม่ตึงเกินไป และไม่หย่อนเกินไป นั่นคือทางที่จะนำสู่การพ้นทุกข์<br />
</span><br />
          หลังจากพระองค์เลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา ทำให้พระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ได้แก่ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยา มหานามะ อัสสชิ ที่มาคอยรับใช้พระองค์ด้วยความคาดหวังว่าเมื่อพระองค์ค้นพบทางพ้นทุกข์ จะได้สอนพวกตนให้บรรลุด้วย เกิดเสื่อมศรัทธาที่พระองค์ล้มเลิกความตั้งใจ จึงเดินทางกลับไปที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ตำบลสารนาถ เมืองพาราณสี</p>
<p><img src="http://202.183.165.21/img_cms/dookdik/dookdik-24.gif" border="0" alt="" /> <strong><span style="background-color: #ffff00;">ตรัสรู้<br />
</span></p>
<p></strong></p>
<p align="center"><strong><img src="http://202.183.165.21/img_cms/other/pj-13.jpg" border="0" alt="" /></strong></p>
<p><strong><br />
</strong></p>
<p><strong>         </strong> ครานั้นพระองค์ทรงประทับนั่งขัดสมาธิ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ อุรุเวลาเสนานิคม เมืองพาราณสี หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก และตั้งจิตอธิษฐานด้วยความแน่วแน่ว่าตราบใดที่ยังไม่บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ก็จะไม่ลุกขึ้นจากสมาธิบัลลังก์ แม้จะมีหมู่มารเข้ามาขัดขวาง แต่ก็พ่ายแพ้พระบารมีของพระองค์กลับไป จนเวลาผ่านไปในที่สุดพระองค์ทรงบรรลุรูปฌาณ คือ ครานั้นพระองค์ทรงประทับนั่งขัดสมาธิ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ อุรุเวลาเสนานิคม เมืองพาราณสี หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก และตั้งจิตอธิษฐานด้วยความแน่วแน่ว่าตราบใดที่ยังไม่บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ก็จะไม่ลุกขึ้นจากสมาธิบัลลังก์ แม้จะมีหมู่มารเข้ามาขัดขวาง แต่ก็พ่ายแพ้พระบารมีของพระองค์กลับไป จนเวลาผ่านไปในที่สุดพระองค์ทรงบรรลุรูปฌาณ คือ</p>
<p>          <strong>ยามต้น</strong> หรือปฐมยาม ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสติญาณ คือ สามารถระลึกชาติได้ </p>
<p>         <strong> ยามสอง</strong> ทางบรรลุจุตูปปาตญาณ (ทิพยจักษุญาณ) คือ รู้เรื่องการเกิดการตายของสัตว์ทั้งหลายว่าเป็นไปตามกรรมที่กำหนดไว้</p>
<p>        <strong>  ยามสาม</strong> ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ คือ ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ หรือกิเลส ด้วยอริยสัจ 4 ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค และได้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นศาสดาเอกของโลก ซึ่งวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ ตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ขณะที่มีพระชนม์ 35 พรรษา</p>
<p><strong><img src="http://202.183.165.21/img_cms/dookdik/dookdik-24.gif" border="0" alt="" /> </strong><strong><span style="background-color: #ffff00;">แสดงปฐมเทศนา<br />
</span><br />
</strong>          หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ทรงพิจารณาธรรมที่พระองค์ตรัสรู้มาเป็นเวลา 7 สัปดาห์ และทรงเห็นว่าพระธรรมนั้นยากต่อบุคคลทั่วไปที่จะเข้าใจและปฏิบัติได้ พระองค์จึงทรงพิจารณาว่า บุคคลในโลกนี้มีหลายจำพวกอย่าง บัว 4 เหล่า ที่มีทั้งผู้ที่สอนได้ง่าย และผู้ที่สอนได้ยาก พระองค์จึงทรงระลึกถึงอาฬารดาบสและอุทกดาบส ผู้เป็นพระอาจารย์ จึงหวังเสด็จไปโปรด แต่ทั้งสองท่านเสียชีวิตแล้ว พระองค์จึงทรงระลึกถึงปัญจวัคคีย์ ทั้ง 5 ที่เคยมาเฝ้ารับใช้ จึงได้เสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน</p>
<p>      <strong>    ธรรมเทศนากัณฑ์แรกที่พระองค์ทรงแสดงธรรมคือ &#8220;ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร&#8221;</strong> แปลว่าสูตรของการหมุนวงล้อแห่งพระธรรมให้เป็นไป ซึ่งถือเป็นการแสดงพระธรรมเทศนาครั้งแรก ในวันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ซึ่งตรงกับวันอาสาฬหบูชา</p>
<p>          ในการนี้พระโกณฑัญญะได้ธรรมจักษุ คือดวงตาเห็นธรรมเป็นคนแรก พระพุทธองค์จึงทรงเปล่งวาจาว่า <strong>&#8220;อัญญาสิ วตโกณฑัญโญ&#8221;</strong> แปลว่า โกณฑัญญะได้รู้แล้ว ท่านโกณฑัญญะ จึงได้สมญาว่า อัญญาโกณฑัญญะ และได้รับการบวชเป็นพระสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา โดยเรียกการบวชที่พระพุทธเจ้าบวชให้ว่า <strong>&#8220;เอหิภิกขุอุปสัมปทา&#8221;<br />
</strong><br />
          หลังจากปัญจวัคคีย์อุปสมบททั้งหมดแล้ว พุทธองค์จึงทรงเทศน์อนัตตลักขณสูตร ปัญจวัคคีย์จึงสำเร็จเป็นอรหันต์ในเวลาต่อมา</p>
<p><strong><img src="http://202.183.165.21/img_cms/dookdik/dookdik-24.gif" border="0" alt="" /> </strong><span style="background-color: #ffff00;"><strong>การเผยแผ่พระพุทธศาสนา</p>
<p></strong></span>          ต่อมาพระพุทธเจ้าได้เทศน์พระธรรมเทศนาโปรดแก่ยสกุลบุตร รวมทั้งเพื่อนของยสกุลบุตร จนได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด รวม 60 รูป</p>
<p>       <span style="color: #000080;">   พระพุทธเจ้าทรงมีพระราชประสงค์จะให้มนุษย์โลกพ้นทุกข์ พ้นกิเลส จึงตรัสเรียกสาวกทั้ง 60 รูป มาประชุมกัน และตรัสให้พระสาวก 60 รูป จาริกแยกย้ายกันเดินทางไปประกาศศาสนา 60 แห่ง โดยลำพัง ในเส้นทางที่ไม่ซ้ำกัน เพื่อให้สามารถเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้ในหลายพื้นที่อย่างครอบคลุม ส่วนพระองค์เองได้เสด็จไปแสดงธรรม ณ ตำบลอุรุเวลา เสนานิคม<br />
</span><br />
          หลังจากสาวกได้เดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในพื้นที่ต่างๆ ทำให้มีผู้เลื่อมใสพระพทุธศาสนาเป็นจำนวนมาก พระองค์จึงทรงอนุญาตให้สาวกสามารถดำเนินการบวชได้ โดยใช้วิธีการ &#8220;ติสรณคมนูปสัมปทา&#8221; คือ การปฏิญาณตนเป็นผู้ถึงพระรัตนตรัย พระพุทธศาสนาจึงหยั่งรากฝังลึกและแพร่หลายในดินแดนแห่งนั้นเป็นต้นมา</p>
<p><img src="http://202.183.165.21/img_cms/dookdik/dookdik-24.gif" border="0" alt="" /><strong> </strong><strong><span style="background-color: #ffff00;">เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน</p>
<p></span><br />
</strong></p>
<p align="center"><strong><img src="http://202.183.165.21/img_cms/other/pj-14_1.jpg" border="0" alt="" /></strong></p>
<p>          พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จโปรดสัตว์และแสดงพระธรรมเทศนา ตลอดระยะเวลา 45 พรรษา ทรงสดับว่า อีก 3 เดือนข้างหน้าจะปรินิพพาน จึงได้ทรงปลงอายุสังขาร ขณะนั้นพระองค์ได้ประทับจำพรรษา ณ เวฬุคาม ใกล้เมืองเวลาสี แคว้นวัชชี โดยก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน 1 วัน พระองค์ได้เสวยสุกรมัททวะที่นายจุนทะทำถวาย แต่เกิดอาพาธลง ทำให้พระอานนท์โกรธ แต่พระองค์ตรัสว่า &#8220;บิณฑบาตที่มีอานิสงส์ที่สุด มี 2 ประการ คือ เมื่อตถาคต (พุทธองค์) เสวยบิณฑบาตแล้วตรัสรู้ และปรินิพพาน&#8221; และมีพระดำรัสว่า &#8220;โย โว   อานนท   ธมม  จ วินโย มยา เทสิโต ปญญตโต  โส  โว  มมจจเยน  สตถา&#8221; อันแปลว่า  &#8220;ดูก่อนอานนท์  ธรรมและวินัยอันที่เราแสดงแล้ว  บัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย  ธรรมวินัยนั้น  จักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย  เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว&#8221;</p>
<p>          พระพุทธเจ้าทรงประชวรหนัก แต่ทรงอดกลั้นมุ่งหน้าไปยังเมืองกุสินารา ประทับ ณ ป่าสาละ เพื่อเสด็จดับขันธุ์ปรินิพพาน โดยก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานนั้น พระองค์ได้อุปสมบทแก่พระสุภัททะปริพาชก  ซึ่งถือได้ว่า &#8220;พระสุภภัททะ&#8221; คือสาวกองค์สุดท้ายที่พระพุทธองค์ทรงบวชให้ ในท่ามกลางคณะสงฆ์ทั้งที่เป็นพระอรหันต์ และปุถุชนจากแคว้นต่างๆ รวมทั้งเทวดา ที่มารวมตัวกันในวันนี้</p>
<p>     <span style="color: #000080;">   </span><span style="color: #800000;">  ในครานั้นพระองค์ทรงมีปัจฉิมโอวาทว่า &#8220;ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราขอบอกเธอทั้งหลาย สังขารทั้งปวงมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา พวกเธอจึงทำประโยชน์ตนเอง และประโยชน์ของผู้อื่นให้สมบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด&#8221; (อปปมาเทน สมปาเทต) <br />
</span><br />
          จากนั้นได้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ใต้ต้นสาละ ณ สาลวโนทยาน ของเหล่ามัลลกษัตริย์ เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 รวมพระชนม์ 80 พรรษา และวันนี้ถือเป็นการเริ่มต้นของพุทธศักราช</p>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลจาก<br />
<a href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸à¸£à¸°à¹à¸à¸•à¸¡à¸à¸¸à¸—à¸à¹€à¸à¹à¸²" target="_blank"><strong><img src="http://202.183.165.21/img_cms/logo/wikipedia-thai.jpg" border="0" alt="" /></strong></a> , <a href="http://www.learntripitaka.com/History/Buddhist.html" target="_blank">learntripitaka.com</a>, <a href="http://watsansai.igetweb.com/index.php?mo=3&amp;art=22416" target="_blank">watsansai.igetweb.com</a><br />
<span style="background-color: #ffff00;"></p>
<p></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sanroo.kapook.com/biography-of-lord-buddha/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคถูกสาป</title>
		<link>http://sanroo.kapook.com/ondine-curse/</link>
		<comments>http://sanroo.kapook.com/ondine-curse/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 25 May 2009 08:35:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kanistha</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[Congenital Central Hypoventilation Syndrome]]></category>
		<category><![CDATA[Ondine’s Curse]]></category>
		<category><![CDATA[โรคถูกสาป]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sanroo.kapook.com/?p=118</guid>
		<description><![CDATA[
 
 
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจากนิตยสาร marie claire
          หลังข่าวของ ด.ญ.ฐิติญาพร วัตรเยื้อง หรือน้องออมทรัพย์ หนูน้อยวัย 2 ขวบ และ ด.ญ.มินตรา คำมูล หรือน้องมิ้นต์ ที่ป่วยเป็นโรคประหลาดต้องพึ่งเครื่องช่วยหายใจในโรงพยาบาล โดยไม่เคยได้กลับบ้านเลย นั่นคือ &#8220;โรคถูกสาป&#8221; ได้เผยแพร่ออกไป ทำให้หลายคนงงๆ เพราะไม่รู้ว่าโรคนี้คือโรคอะไร วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปทำความรู้จักกับ &#8220;โรคถูกสาป&#8221; นี้กันค่ะ&#8230;
          โรคถูกสาป หรือ Congenital Central Hypoventilation Syndrome หรือ Ondine’s Curse เป็นโรคที่เวลานอนจะไม่หายใจ แต่เวลาตื่นก็หายใจได้ตามปกติ โดยสมองของผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้จะทำงานผิดปกติ คือเวลาคนทั่วไปนอนหลับ ศูนย์ควบคุมการหายใจที่สมองจะส่งคำสั่งมาที่หลอดลมและกระบังลม แต่กรณีผู้ป่วยโรคนี้สมองจะไม่ยอมสั่งการเวลานอนหลับ จึงจำเป็นต้องใส่เครื่องช่วยหายใจตลอดเวลาในการนอน และตลอดทั้งชีวิต ทั้งนี้ โรคถูกสาปไม่ค่อยปรากฎผู้ป่วยด้วยโรคนี้นัก ตามข้อมูลระบุ ทั้งโลกมีคนเป็นไม่เกิน 500 คน ส่วนใหญ่เป็นมาแต่กำเนิด และโอกาสหายมีน้อย
 
          สำหรับสาเหตุของโรคยังไม่ทราบแน่ชัด ส่วนใหญ่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ซึ่งในช่วงแรกสามารถสังเกตอาการของเด็กเป็นโรคถูกสาปได้คือ เวลาร้องตัวจะแดงจัด เวลานอนตัวจะเขียว เนื่องจากหายใจไม่ออก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><img style="width: 450px; height: 383px;" src="http://202.183.165.21/img_cms/F7886478-2.jpg" border="0" alt="โรคถูกสาป" width="450" height="383" /></p>
<p> </p>
<p> </p>
<p align="left"><a href="http://www.kapook.com/" target="_blank">เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม</a><br />
ขอขอบคุณภาพประกอบจากนิตยสาร marie claire</p>
<p>          <span style="color: #0000ff;">หลังข่าวของ ด.ญ.ฐิติญาพร วัตรเยื้อง หรือน้องออมทรัพย์ หนูน้อยวัย 2 ขวบ และ ด.ญ.มินตรา คำมูล หรือน้องมิ้นต์ ที่ป่วยเป็นโรคประหลาดต้องพึ่งเครื่องช่วยหายใจในโรงพยาบาล โดยไม่เคยได้กลับบ้านเลย นั่นคือ <strong>&#8220;โรคถูกสาป&#8221;</strong> ได้เผยแพร่ออกไป ทำให้หลายคนงงๆ เพราะไม่รู้ว่าโรคนี้คือโรคอะไร วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปทำความรู้จักกับ &#8220;โรคถูกสาป&#8221; นี้กันค่ะ&#8230;</span></p>
<p>          <strong>โรคถูกสาป หรือ Congenital Central Hypoventilation Syndrome หรือ Ondine’s Curse เป็นโรคที่เวลานอนจะไม่หายใจ แต่เวลาตื่นก็หายใจได้ตามปกติ</strong> โดยสมองของผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้จะทำงานผิดปกติ คือเวลาคนทั่วไปนอนหลับ ศูนย์ควบคุมการหายใจที่สมองจะส่งคำสั่งมาที่หลอดลมและกระบังลม แต่กรณีผู้ป่วยโรคนี้สมองจะไม่ยอมสั่งการเวลานอนหลับ จึงจำเป็นต้องใส่เครื่องช่วยหายใจตลอดเวลาในการนอน และตลอดทั้งชีวิต ทั้งนี้ โรคถูกสาปไม่ค่อยปรากฎผู้ป่วยด้วยโรคนี้นัก<strong> ตามข้อมูลระบุ ทั้งโลกมีคนเป็นไม่เกิน 500 คน ส่วนใหญ่เป็นมาแต่กำเนิด และโอกาสหายมีน้อย<br />
</strong> <br />
          สำหรับสาเหตุของโรคยังไม่ทราบแน่ชัด ส่วนใหญ่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ซึ่งในช่วงแรกสามารถสังเกตอาการของเด็กเป็นโรคถูกสาปได้คือ เวลาร้องตัวจะแดงจัด เวลานอนตัวจะเขียว เนื่องจากหายใจไม่ออก ดังนั้น การหลับนอนจึงจำเป็นต้องอยู่ที่โรงพยาบาลตลอด เพื่อใช้เครื่องช่วยหายใจ และป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรค  </p>
<p>         <span style="color: #800000;"> คุณนนทิญา อินต๊ะ แม่น้องออมทรัพย์ หรือ ด.ญฐิติญาพร  วัตรเยื้อง  เล่าให้ฟังว่า ลูกของเธอเกิดวันที่  26  กันยายน  พ.ศ 2549  ปัจจุบันอายุ  2 ปี  5  เดือน น้องออมทรัพย์คลอดที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ โดยในวันแรกที่คลอด  แพทย์พบอาการผิดปกติในเรื่องระบบการหายใจ  จึงส่งตัวให้ทางคณะแพทย์โรงพยาบาลจุฬาฯ หาสาเหตุอาการป่วย  และท้ายที่สุดแพทย์ได้สรุปว่า <strong>น้องออมทรัพย์ป่วยด้วยโรคถูกสาป คือ การสั่งการของสมองมีการแลกเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และออกซิเจนผิดปกติ ทำให้มีผลต่อการพัฒนาสมองและอาจทำให้หยุดการหายใจได้ ซึ่งจะมีอาการเฉพาะเวลาที่นอนหลับเท่านั้น  เวลาที่ตื่นก็จะปกติทุกอย่าง  <br />
</strong></span><br />
          &#8220;ทั้งตัวเองและสามีไม่เคยได้ยินชื่อโรคนี้มาก่อนเลย เราเสียใจร้องไห้อยู่นาน คิดวนเวียนแต่ว่าเราไปทำบาปกรรมอะไรไว้ถึงได้มาตกกับลูก ลูกต้องถูกเจาะคอและเจาะหน้าท้องเพื่อให้นมทางสายยาง แรกๆ เครียดมาก แต่พอได้อยู่กับลูกที่โรงพยาบาล ได้เห็นเตียงข้างๆ เขาเกิดมาแล้วเป็นมะเร็งเลย แล้วก็มีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน เด็กบางคนนอนอยู่บนเตียงมีเครื่องช่วยชีวิตระโยงระยางเต็มไปหมด แต่พ่อแม่เขายังสู้ เลยหันกับมาฮึดสู้เพื่อลูกบ้าง&#8221; คุณแม่น้องออมทรัพย์ กล่าว </p>
<p>          <strong>ปัจจุบันน้องออมทรัพย์ไม่เคยได้กลับบ้าน เนื่องจากจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจในเวลานอน  ทั้งนี้ แพทย์แจ้งว่าทางพ่อและแม่สามารถพาน้องกลับบ้านได้ แต่จะต้องมีเครื่องช่วยหายใจกลับไปด้วย  ซึ่งเครื่องช่วยหายใจที่ว่านี้ ต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ ราคาเครื่องละประมาณ  500,000  บาท</strong> นับเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงเกินกว่าครอบครัวจะรับไหว คุณแม่น้องออมทรัพย์จึงตัดสินใจเขียนจดหมายส่งไปยังหน่วยงานต่างๆ เพื่อขอความช่วยเหลือ พร้อมๆ กับการช่วยเหลืออีกแรงจากทีมแพทย์ </p>
<p>          &#8220;เงิน 500,000 แสนบาท มันเป็นเงินที่เยอะมากๆ สำหรับครอบครัวเรา ตัวเราเองก็พยายามวิ่ง ติดต่อทุกทางไปติดต่อที่ อบต.จังหวัด เขาก็บอกว่าตอนนี้ยังไม่มีงบประมาณเร่งด่วน ถ้าครอบครัวเราจะทำสัญญาผ่อนเงินจำนวนนี้จะไหวไหม   เราก็เอากลับมาคิดตอนนี้ทั้งตัวเองและสามีก็พยายามหาทางเต็มที่ เราก็หวังว่าวันหนึ่ง ลูกจะได้กลับไปอยู่บ้าน ได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก ตอนนี้ก็พยายามไม่ร้องไห้ แต่อาจมีบ้างตอนคิดถึงลูกแล้วมาเยี่ยมไม่ได้&#8221;<br />
 <br />
       <span style="color: #0000ff;">   ต่อมา เรื่องราวของน้องออมทรัพย์ได้รับการตีแผ่ผ่านรายการเรื่องจริงผ่านจอ ทำให้เกิดการรับรู้ในวงกว้าง ล่าสุด ปรากฏว่า <strong>มีผู้ใจบุญบริจาคเงินเข้ามามากเกิน 5 แสนบาทแล้ว ซึ่งเพียงพอสำหรับเครื่องช่วยหายใจ 1 เครื่อง โดยทีมแพทย์วิเคราะห์แล้วเห็นว่าจะให้กับน้องออมทรัพย์ก่อน เนื่องจากทางครอบครัวมีความพร้อมมากกว่า</strong>        <br />
</span><br />
          ด้าน รศ.พญ.นวลจันทร์ ปราบพาล หน่วยโรคระบบหายใจ ภาควิชา กุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ ระบุว่า <strong>ในเมืองไทยมีผู้ป่วยด้วยโรคถูกสาปทั้งหมด 3 ราย</strong> คนไข้เคสแรกในเมืองไทย ชื่อ ข้าวปุ้น ปัจจุบันอายุ 18 ปีแล้ว  พ่อและแม่เขาค่อนข้างมีฐานะเลยสามารถซื้อเครื่องช่วยหายใจได้ ทุกวันนี้ เขาก็ใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ ส่วนอีกคนคือ ชื่อน้องมิ้นต์ ด.ญ.มินตรา คำมูล อายุ 3 ขวบครึ่ง นอนอยู่เตียงใกล้กับน้องออมทรัพย์  </p>
<p>          &#8220;ปกติเด็กเหล่านี้ เราต้องให้เขาอยู่โรงพยาบาลถึง 3 ขวบ แต่น้องออมทรัพย์พัฒนาการค่อนข้างเร็วเลยคิดว่าเขาน่าจะกลับไปอยู่บ้านได้ก่อน 3 ขวบ แต่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจสำหรับเด็กโดยเฉพาะ สามารถใช้งานได้นาน 5 ปี ซึ่งของเด็กจะราคาแพงกว่าเด็กโตหรือของผู้ใหญ่ แต่หากน้องโตแล้วก็สามารถเปลี่ยนเป็นการผ่าตัดที่กระบังลมใส่เครื่องกระตุ้นกระบังลมในการหายใจให้ดีขึ้นได้ แต่ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงเช่นกัน&#8221; คุณหมอ  กล่าว<br />
 <br />
        <span style="color: #750075;">  <strong>อย่างไรก็ตาม น้องมิ้นต์ ด.ญ.มินตรา คำมูล ยังคงต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล และยังรอรับการบริจาคเพื่อซื้อเครื่องช่วยหายใจต่อไป &#8230;ทีมงานกระปุกดอทคอมขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัวน้องมิ้นต์ และน้องออมทรัพย์ ด้วยนะคะ<br />
</strong></span><span style="color: #800000;"><br />
</span>          ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่สนใจจะช่วยเหลือ &#8220;น้องออมทรัพย์&#8221; สามารถบริจาคไปได้ที่บัญชีคุณแม่น้องออมทรัพย์ น.ส. นนทิญา อินต๊ะ เพื่อ ด.ญ. ฐิติญาพร วัตรเยื้อง ธ.กสิกรไทย สาขาตลาดคลองสวน เลขที่บัญชี  310-2-31383-5 และผู้ที่สนใจบริจาคซื้อเครื่องช่วยหายใจของ &#8220;น้องมิ้นท์&#8221; สามารถติดต่อบริจาคช่วยเหลือได้ที่ ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาสภากาชาดไทย เลขที่บัญชี 045-2-94149-6 ชื่อบัญชี หน่วยกุมารเวชศาสตร์โรคระบบหายใจ</p>
<p> </p>
<p> <br />
ขอขอบคุณข้อมูลจาก<br />
<a href="http://news.mcot.net/social/inside.php?value=bmlkPTMwNjY3Jm50eXBlPWNsaXA=" target="_blank"><img src="http://202.183.165.21/img_cms/logo/mcot_1.jpg" border="0" alt="" width="126" height="34" /></a>, นิตยสาร marie claire</p>
<p align="left">
<p align="left"> </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sanroo.kapook.com/ondine-curse/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กบหัวใหญ่โคราช กบสายพันธุ์ใหม่ของโลก</title>
		<link>http://sanroo.kapook.com/limnonectes-megastomias-mcleod/</link>
		<comments>http://sanroo.kapook.com/limnonectes-megastomias-mcleod/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 18 May 2009 08:44:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kanistha</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[Limnonectes megastomias McLeod]]></category>
		<category><![CDATA[กบ]]></category>
		<category><![CDATA[กบหัวใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[กบหัวใหญ่โคราช]]></category>
		<category><![CDATA[โคราช บิ๊กเฮด ฟอร์ก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sanroo.kapook.com/?p=115</guid>
		<description><![CDATA[
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ, หนังสือพิมพ์มติชน
          หลังจากที่มีการค้นพบ &#8220;กบ&#8221; สายพันธุ์ใหม่ของโลก ในพื้นที่ป่าสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช จังหวัดนครราชสีมา หรือโคราช ก่อนจะตั้งชื่อกบพันธุ์ใหม่ว่า &#8220;กบหัวใหญ่โคราช&#8221; เพื่อให้เกียรติแก่จังหวัดที่ค้นพบ ทำให้คนอยากรู้จัก &#8220;กบหัวใหญ่โคราช&#8221; มากขึ้น วันนี้กระปุกจึงนำเรื่องราวของ &#8220;กบหัวใหญ่โคราช&#8221; มาฝากกันด้วยค่ะ

          &#8220;กบหัวใหญ่โคราช&#8221; หรือ &#8220;โคราช บิ๊กเฮด ฟอร์ก&#8221; มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Limnonectes megastomias McLeod ถูกค้นพบเป็นครั้งแรกที่บริเวณลำห้วยภายในป่าดงดิบ สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช ตำบลภูหลวง อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 ซึ่งค้นพบโดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับนายเดวิด แม็กลอร์ด นักศึกษามหาวิทยาลัยแคนซัสสหรัฐอเมริกา ก่อนจะได้รับการยืนยันและได้รับการตีพิมพ์เป็นกบพันธุ์ใหม่ของโลก ในวารสาร ZOOTAXA เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2551 จากนั้นทางทีมวิจัยได้ตั้งชื่อสามัญว่า &#8220;กบหัวใหญ่โคราช&#8221; หรือ &#8220;กบปากใหญ่โคราช&#8221; ให้เป็นเกียรติแก่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นจังหวัดที่ค้นพบกบชนิดนี้เป็นแห่งแรก
 

          ลักษณะทั่วไปของ &#8220;กบหัวใหญ่โคราช&#8221; จะมีสีดำ ลำตัวค่อนข้างใหญ่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><img style="width: 300px; height: 180px;" src="http://202.183.165.21/img_cms/other/5952.jpg" border="0" alt="กบหัวใหญ่โคราช" width="300" height="180" /></p>
<p><a href="http://www.kapook.com/" target="_blank">เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม</a><br />
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก <a href="http://www.thairath.co.th/content/edu/5952" target="_blank">หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ</a>, <a href="http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01lif02150552&amp;sectionid=0132&amp;day=2009-05-15" target="_blank">หนังสือพิมพ์มติชน</a><br />
         <span style="color: #0000ff;"> หลังจากที่มีการค้นพบ <strong>&#8220;กบ&#8221;</strong> สายพันธุ์ใหม่ของโลก ในพื้นที่ป่าสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช จังหวัดนครราชสีมา หรือโคราช ก่อนจะตั้งชื่อกบพันธุ์ใหม่ว่า <strong>&#8220;กบหัวใหญ่โคราช&#8221;</strong> เพื่อให้เกียรติแก่จังหวัดที่ค้นพบ ทำให้คนอยากรู้จัก <strong>&#8220;กบหัวใหญ่โคราช&#8221;</strong> มากขึ้น วันนี้กระปุกจึงนำเรื่องราวของ <strong>&#8220;กบหัวใหญ่โคราช&#8221;</strong> มาฝากกันด้วยค่ะ<br />
</span><br />
         <strong> &#8220;กบหัวใหญ่โคราช&#8221; หรือ &#8220;โคราช บิ๊กเฮด ฟอร์ก&#8221; มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Limnonectes megastomias McLeod ถูกค้นพบเป็นครั้งแรกที่บริเวณลำห้วยภายในป่าดงดิบ สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช ตำบลภูหลวง อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2546</strong> ซึ่งค้นพบโดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับนายเดวิด แม็กลอร์ด นักศึกษามหาวิทยาลัยแคนซัสสหรัฐอเมริกา ก่อนจะได้รับการยืนยันและได้รับการตีพิมพ์เป็นกบพันธุ์ใหม่ของโลก ในวารสาร ZOOTAXA เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2551 จากนั้นทางทีมวิจัยได้ตั้งชื่อสามัญว่า &#8220;กบหัวใหญ่โคราช&#8221; หรือ &#8220;กบปากใหญ่โคราช&#8221; ให้เป็นเกียรติแก่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นจังหวัดที่ค้นพบกบชนิดนี้เป็นแห่งแรก</p>
<p> </p>
<p align="center"><img style="width: 200px; height: 185px;" src="http://202.183.165.21/img_cms/other/lif02150552p1.jpg" border="0" alt="กบหัวใหญ่โคราช" width="200" height="185" /></p>
<p>          <span style="color: #0000ff;">ลักษณะทั่วไปของ <strong>&#8220;กบหัวใหญ่โคราช&#8221;</strong> จะมีสีดำ ลำตัวค่อนข้างใหญ่ ยาว ส่วนของหัวค่อนข้างกว้าง แตกต่างจากกบชนิดอื่นๆ จึงเป็นที่มาของชื่อ <strong>&#8220;กบหัวใหญ่&#8221;</strong></span> บนหัวระหว่างตาทั้งสองข้างมีรอยพับของแผ่นหนังพาดขวางด้านท้ายของตา หรือตรงขอบท้ายของแพบสีดำ และมีรอยพับของผิวหนังจากด้านท้ายตาลงไปที่ส่วนต้นของขาหน้า เพศผู้มีหัวใหญ่กว่าเพศเมีย และมีโครงสร้างคล้ายฟันเขี้ยวอยู่ที่ส่วนปลายของขากรรไกรล่าง ผิวหนังส่วนต้นของลำตัวค่อนข้างเรียบ มีตุ่มเล็กกระจายอยู่บ้าง แต่จะกระจายหนาแน่บริเวณท้ายลำตัวและขนขาหลัง ส่วนยอดของตุ่มบางตุ่มเป็นสีขาว ขาหน้าและขาหลังสั้นแต่ใหญ่ นิ้วตีนหน้าไม่มีแผ่นหนังระหว่างนิ้ว ส่วนนิ้วตีนหลังมีแผ่นหนังเต็มความยาวนิ้ว</p>
<p>          <strong>นอกจากนี้ &#8220;กบหัวใหญ่โคราช&#8221; ยังมีฤดูผสมพันธุ์ที่แตกต่างจากกบชนิดอื่นๆ คือ มักจะสืบพันธุ์ในช่วงปลายฤดูฝน ที่น้ำในลำห้วยนิ่งแล้ว เพื่อไม่ให้กระแสน้ำหลากไหลพัดเอาไข่หรือลูกอ๊อดลอยหายไปตามกระแสน้ำ ขณะที่กบนาจะสืบพันธุ์ในช่วงต้นฤดูฝน</strong> ส่วนลูกอ๊อดจะมีขนาดตัวค่อนข้างใหญ่กว่าลูกอ๊อดทั่วไปด้วย โดยจะมีลำตัวแบน มีสีน้ำตาล บนหลังมีปื้นสีน้ำตาลเข้มกระจาย หางยาว และมีกล้ามเนื้อแข็งแรง แผ่นครีบหางใหญ่ ปากอยู่ทางด้านล่างของหัว ช่องปากใหญ่ ตุ่มฟันในอุ้งปากมีจำนวนแถวและลักษณะการเรียงตัวเป็นสูตร I:1+1/1+1:I ขอบของจะงอยปากบนและจะงอยปากล่างมีรอยหยัก</p>
<p>        <span style="color: #800000;"> <strong> &#8220;กบหัวใหญ่โคราช&#8221;</strong> มักจะซ่อนตัวในเวลากลางวันใต้กองใบไม้ที่ทับถม หรือซอกหินตามลำห้วย และจะออกหากินในเวลากลางคืน <strong>&#8220;กบหัวใหญ่โคราช&#8221;</strong> เป็นสัตว์ที่ชอบน้ำ และไม่ค่อยปรับตัวตามสภาพแวดล้อม ดังนั้นจึงมักอาศัยและดำรงชีวิตอยู่ใกล้แหล่งน้ำตลอดเวลา เช่นพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังตลอดปี เพราะหากอยู่ในสภาพที่แห้งแล้ง อาจตายและสูญพันธุ์ได้ในที่สุด <strong>ซึ่งในโลกนี้สามารถพบ &#8220;กบหัวใหญ่โคราช&#8221; ได้เพียงเฉพาะที่ประเทศไทยเท่านั้น คือในพื้นที่สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช บริเวณลำห้วยบนภูเขาสูง</strong></span></p>
<p>          <strong>อย่างไรก็ตาม ยังมีรายงานว่า ได้มีการค้นพบ &#8220;กบหัวใหญ่โคราช&#8221;  เพิ่มเติม ภายในพื้นที่อุทยานแห่งชาติปางสีดา จังหวัดสระแก้ว และอุทยานแห่งชาติภูหลวง จังหวัดเลย อีกด้วย<br />
</strong></p>
<p> </p>
<p align="center"><img title="images" src="http://planet.kapook.com/files/blogimages/g/gift/dookdik-01.gif" border="0" alt="images" width="50" height="50" /><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong> </strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong><a href="http://hilight.kapook.com/view/36925" target="_blank"><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong> </strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong>คลิกอ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ได้ที่นี่ค่ะ</strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong>  </strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></a></p>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลจาก<br />
<a href="http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=193792&amp;NewsType=1&amp;Template=1" target="_blank"><img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/logo/dailynews.jpg" border="0" alt="" width="130" height="44" /></a>   <a href="http://www.thairath.co.th/content/edu/5952" target="_blank"><strong><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms/logo/thairath.jpg" border="0" alt="" width="130" height="44" /></strong></a>  <a href="http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01ent02131051&amp;sectionid=0105&amp;day=2008-10-13" target="_blank"><img src="http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/logo/matichon.jpg" border="0" alt="" /></a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sanroo.kapook.com/limnonectes-megastomias-mcleod/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
