บทความ บทความดีๆ เกร็ดความรู้

ความรู้รอบตัว -Kapook แสนรู้

บึ้ง

Cobalt Blue Tarantula

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก คุณCheetah, siamensis.org, หนังสือพิมพ์เดลินิวส์, หนังสือพิมพ์ข่าวสดpantip.com,  dnp.go.th, aggiethai.com,

          จากข่าวการตายปริศนาของ นายสุรชัย วรเดชากุล อายุ 57 ปี ชาวปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยสภาพร่างกายพบรอยเขียว 2 จุด ที่บริเวณเอวและข้อศอก และใกล้กันนั้นพบ ตัวบึ้ง หรือ แมงมุมยักษ์ ที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า มันอาจเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม จากการชันสูตรพลิกศพ แพทย์ก็ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่??? 

          “บึ้ง” มีวิวัฒนาการจากแมงมุมโบราณในกลุ่มโลกเก่า มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเมืองไทย และเป็นแมงมุมที่มีพิษร้ายแรงเป็นอันดับสองรองจาก “แมงมุมแม่หม้ายสีน้ำตาล” ที่มาจากต่างถิ่น โดยปกติแล้วจะหากินโดยการขุดรูอยู่ตามพื้นดิน และชักใยมาปิดปากรู เพื่อจับอาหารพวกแมลงปีกแข็งต่างๆ ส่วนตัวผู้ในบางฤดูพบว่า อาจจะออกมาตามบ้านเรือนมนุษย์ที่อยู่ใกล้ป่า เพื่อจับคู่ผสมพันธุ์ รวมทั้งหาแมลงกิน เนื่องจากบ้านคนเมื่อเปิดไฟจะมีแมลงมาตอมและตกลงพื้น 

          ทั้งนี้ แมงมุม แบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

          1. taruntura (รวมถึงบึ้งในบ้านเราด้วย) มีวิวัฒนาการจากแมงมุมโบราณไม่มากนัก มีขนตัวใหญ่ ขุดดินเป็นโพลงอยู่ ลักษณะการใช้เขี้ยวกัดจะเป็นการ กดขึ้นลง

          2. true spider  วิวัฒนาการมานานแล้ว ตัวเล็กกว่า ไม่มีขน ลักษณะการใช้เขี้ยวกัดจะเป็นลักษณะซ้ายขวา เช่น พวกแมงมุมขายาว แม่ม่ายดำ แม่ม่ายน้ำตาล

บึ้งน้ำเงิน

บึ้งดำไทย

บึ้งสีน้ำตาล

          สำหรับ “บึ้ง” นั้นจะอยู่ในประเภทที่ 1 taruntura  ซึ่งในประเทศไทย มีแค่ 3 สี คือ สีดำ สีน้ำเงิน และสีน้ำตาล และมีประมาณ 15-16 ชนิด ส่วน “บึ้ง” ที่เป็นข่าวกัดคนตายนั้น  เป็น บึ้ง สีน้ำเงิน  (Cobalt Blue Tarantula) ที่อยู่ในสกุลเดียวกันกับบึ้งดำไทย มีนิสัยดุร้าย กัดเก่ง ตัวผู้ลำตัวจะออกน้ำตาลนิดๆ ส่วนตัวเมียขาจะเป็นสีน้ำเงินสดสวยมากๆ  ปัจจุบันบึ้ง หรือแมงมุมยักษ์ชนิดนี้พบได้น้อยมาก  เพราะปกติแล้วบึ้งจะไม่ค่อยเข้ามาที่บ้านคน แต่ถ้าหากเข้ามาก็ด้วยสาเหตุ 2 ประการ คือ มาจับแมลงที่มาตอมไฟ และบ้านรกเกินไป

          ผู้เชี่ยวชาญด้านแมงมุม กล่าวว่า ตัวบึ้งนับว่าเป็นแมงมุมที่น่ากลัว เพราะมีตัวใหญ่ถึงประมาณ 10 เซนติเมตร มีเขี้ยวพิษที่ใหญ่ ปริมาณพิษเยอะ ซึ่งโดยปกติแล้วเมื่อชาวบ้านถูกกัดเท่าที่ทราบ เขาจะใช้สมุนไพรท้องถิ่นมาฝนทา แต่ก็ไม่ทราบว่า ทางการแพทย์แก้ไขอย่างไร สำหรับผู้ที่เสียชีวิตเป็นเป็นข่าวถูกบึ้งกัดเห็นว่า ถูกกัดถึง 2 ที่ ก็ต้องไปดูสภาพแวดล้อม หรือพิสูจน์อีกทีว่าจะถูกบึ้งกัดเสียชีวิตจริงหรือไม่

          ส่วนบึ้งดำไทย หรือ ที่เรารู้จักกันดีว่า แมงมุมยักษ์ นั้น แม้จะเป็นแมงมุมที่มีพิษน้อย แต่กับบางคนที่แพ้สารพิษก็อาจเป็นอันตรายมากได้  ดังนั้นจึงต้องคิดเสมอว่าแมงมุมเป็นสัตว์ที่มีอันตราย แต่ในทางกลับกันแมงมุมก็มีประโยชน์ เช่นกัน  เพราะมันช่วยกินแมลงศัตรูพืชในไร่นา แถมยังเป็นเมนูเด็ดที่ชาวบ้านบางพื้นที่ชื่นชอบนำมาปรุงเป็นยาอีกด้วย

          อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลระบุว่า จริงๆ แล้ว “บึ้ง” ไม่มีพิษขนาดฆ่าคนปกติได้ นอกเสียจากว่า ผู้ที่โดนกัดจะเกิดแพ้พิษอย่างรุนแรง ซึ่งโดยธรรมชาติของบึ้ง จะใช้เขี้ยวกัดเหยื่อ บึ้งมีเขี้ยวพิษอยู่บริเวณส่วนหน้าของกระดอง ตรงปลายส่วนของปาก มีลักษณะเหมือนนิ้ว 2 ข้าง เรียก ว่า chelicerae  แม้ว่า บึ้งเป็นสัตว์ตระกูลแมงมุมก็จริง แต่การกัดแตกต่างจากแมงมุมทั่วไป กัดเหมือนอาการหยิกของคน แต่บึ้งจะกัดเป็นแนวลึกตรง ซึ่งสามารถเอาชนะเหยื่อที่มีขนาดใหญ่กว่าได้ บางครั้งบึ้งสามารถฆ่างูกะปะตัวเล็กๆ ได้อีกด้วย

          สำหรับการโจมตีของบึ้ง เริ่มด้วยการใช้เขี้ยวจะฝังลึกลงไปในเนื้อ ปล่อยน้ำพิษผ่าน เขี้ยวเข้าสู่ร่างของเหยื่อ เมื่อเหยื่อรับพิษ เหยื่อจะไม่มีแรง ในที่สุดก็จะเป็นอัมพาตขยับเขยื้อนไม่ได้ เนื่องจากพิษบึ้งจะค่อยๆ ย่อยเนื้อของเหยื่อ ทำหน้าที่เหมือนกรดกัดกร่อน ให้เนื้อกลายเป็นของเหลว แล้วบึ้งจะดูดของเหลวออกมา…จนเหยื่อแห้งเหลือแต่ซาก

รูบึ้ง

          ปัจจุบันคนเริ่มหันมาเลี้ยงเจ้าแมงมุมยักษ์หรือตัวบึ้งเหมือนสัตว์เลี้ยงกันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะแมงมุมยักษ์ที่มีสีสันสวยงาม สำหรับแมงมุมยักษ์สีดำที่เรียกว่าบึ้งดำไทย  ชาวบ้านอาจจะเรียกว่าอีบึ้ง เป็นแมงมุมที่มีขนาด 10-13 เซนติเมตร รวมทั้งความยาวของขาด้วย ตัวเมียมีลำตัวใหญ่สีดำ ไม่ค่อยมีลวดลายเหมือนแมงมุมของต่างประเทศ  ทำให้บึ้งดำไทยไม่ค่อยได้รับความนิยมในการเลี้ยงของนักเลี้ยงแมงมุม เพราะนิสัยขี้ระแวงสุดๆ มีนิสัยดุ อาจวิ่งหนีลงรูเมื่อถูกรบกวน มักจะขึ้นจากรู เพื่อหากินอาหารในตอนใกล้ค่ำ หรือตอนกลางคืน  โดยจะกินจิ้งหรีด และหนอน เป็นอาหาร 

          อย่างไรก็ดี มีรายงานว่า บึ้ง เป็นเมนูยอดฮิตในอีกหลายๆ ประเทศ รวมถึงกัมพูชา ในเมือง สะกุน จ.จำปงจาม ที่มีเมนูทั้งอบและทอดกรอบเป็นที่นิยมของชาวกัมพูชา และนักชิมอาหารจานแปลกเป็นอย่างมาก จนบางคนกล่าวว่าอร่อยกว่าแฮมเบอร์เกอร์เสียอีกแน่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
   
- siamreptile.com

วันพืชมงคล

วันพืชมงคล

 

วันพืชมงคล


 เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ภาพประกอบจาก  เดลินิวส์ 

          หากเอ่ยชื่อ “วันพืชมงคล” แล้วเชื่อว่าหลายคนคงยิ้มแก้มปริเลยทีเดียว เพราะจะได้หยุดเรียน หยุดงาน พักผ่อนอยู่ที่บ้าน เนื่องจากเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ แต่จะมีสักกี่คนรู้รายละเอียด รู้ความหมาย หรือรู้ความเป็นมาเป็นไปของ “วันพืชมงคล” อย่างแท้จริง เอาเป็นว่าเราไปเจาะลึกประวัติและความเป็นมาของ “วันพืชมงคล” กันดีกว่า…

         วันพืชมงคล หมายถึง วันที่กำหนดพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพระราชพิธีเก่ามาแต่โบราณที่เสริมสร้างขวัญและกำลังใจแก่เกษตรกรของชาติ เพื่อเป็นการระลึกถึงความสำคัญของเกษตรกรที่มีต่อเศรษฐกิจไทย โดยมีการจัดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ มีสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ซึ่งพระราชพิธีนี้จะกระทำที่ท้องสนามหลวง ประกอบด้วย 2 พระราชพิธีคือ พระราชพิธีพืชมงคล และพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

         พิธีพืชมงคล เป็นพิธีทำขวัญเมล็ดพืชพันธุ์ต่างๆ เช่น ข้าวเปลือกเจ้า ข้างเหนียว ข้างฟ่าง ข้าวโพด ถั่ว งา เผือก มัน เป็นต้น ฯลฯ มีจุดมุ่งหมายที่จะให้เมล็ดพันธุ์เหล่านั้น ปราศจากโรคภัย และ ให้อุดมสมบูรณ์เจริญงอกงามดี

         พิธีแรกนาขวัญ เป็นพิธีเริ่มต้นการไถนาเพื่อหว่านเมล็ดข้าว มีจุดมุ่งหมายที่จะให้เป็นอาณัติสัญญาณว่า บัดนี้ฤดูกาลแห่งการทำนาและเพาะปลูกได้เริ่มขึ้นแล้ว

 ประวัติความเป็นมา

         พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หรือเรียกสั้นๆ ว่า พิธีแรกนา เป็นพระราชพิธีที่มีมาแต่โบราณตั้งแต่ครั้งสุโขทัยเป็นราชธานี ซึ่งในสมัยนั้นพระมหากษัตริย์ไม่ได้ลงมือไถนาเอง เป็นแต่เพียงเสด็จไปเป็นองค์ประธานในพระราชพิธีเท่านั้น ครั้นถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา พระมหากษัตริย์ไม่ได้เสด็จไปเป็นองค์ประธาน แต่จะมอบอาญาสิทธิให้โดยทรงทำเหมือนอย่างออกอำนาจจากกษัตริย์ และจะทรงจำศีลเงียบ 3 วัน ซึ่งวิธีนี้ได้ใช้ตลอดมาถึงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา

         ต่อมาสมัยรัตนโกสินทร์ในรัชกาลที่ 1 ได้โปรดให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เป็นผู้ประกอบพระราชพิธีแรกนาขวัญแทนพระองค์ และมิได้ถือว่าเป็นพิธีหน้าพระที่นั่ง เว้นแต่เมื่อมีพระราชประสงค์จะทอดพระเนตร สถานที่ประกอบพิธีในตอนแรกๆ จึงไม่ตายตัว แล้วแต่จะทรงกำหนดให้ ครั้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดมีพิธีสงฆ์เพิ่มขึ้นในพระราชพิธีต่างๆ ทุกพิธี ดังนั้น “พระราชพิธีพืชมงคล” จึงได้เริ่มมีขึ้นแต่บัดนั้นมา โดยได้จัดรวมกับพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และมีชื่อเรียกรวมกันว่า “พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ”

         ส่วนพิธีกรรมนอกเหนือจากการทำให้เป็นตัวอย่าง ตามที่ทรงจำแนกไว้ 3 อย่าง 2 อย่างแรก ที่ว่า “อาศัยคำอธิษฐานเอาความสัตย์เป็นที่ตั้งบ้าง ทำการซึ่งไม่มีโทษนับว่าเป็นการสวัสดิมงคลตามซึ่งมาในพระพุทธศาสนาบ้าง” นั้น ทรงหมายถึง “พิธีพืชมงคล” อันเป็นพิธีสงฆ์ที่กระทำ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ส่วนอีกอย่างหนึ่งที่ว่า “บูชาเซ่นสรวงตามที่มาทางไสยศาสตร์บ้าง” นั้น ทรงหมายถึงพิธีจรดพระนังคัลแรกนา ขวัญอันเป็นพิธีพราหมณ์

         ดังนั้น จึงพอจะสรุปความมุ่งหมายอันเป็นมูลเหตุให้เกิดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ นี้ได้ว่าพิธีแรกนามุ่งหมายที่จะให้เป็นตัวอย่างแก่ราษฎร เพื่อชักนำให้มีความมั่นใจในการทำนา อันเป็นอาชีพหลักที่สำคัญของคนไทยที่มีมาแต่ช้านานสืบมาจนปัจจุบันยังคงเป็นอยู่อย่างนั้น เพราะการเกษตรซึ่งมีการทำนาเป็นหลักนั้น เป็นสิ่งสำคัญแก่ชีวิตความเป็นอยู่และการเศรษฐกิจของประเทศทุกสมัย

         ส่วนวันประกอบพิธีนั้น ต้องเป็นวันที่ดีที่สุดของแต่ละปี ประกอบด้วย ขึ้น แรม ฤกษ์ยาม ให้ได้วันอันเป็นอุดมฤกษ์ตามตำราโหราศาสตร์ แต่ต้องอยู่ในระหว่างเดือน 6 เพราะเดือนนี้เริ่มจะเข้าฤดูฝน เป็นระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา จะได้เตรียมทำนา เมื่อโหรหลวงคำนวณได้วันอุดมมงคลพระฤกษ์ ที่จะประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญแล้ว สำนักพระราชวังจะได้ลงไว้ในปฏิทินหลวง ที่พระราชทานในวันขึ้นปีใหม่ทุกปี และได้กำหนดไว้ว่าวันใดเป็นวันพืชมงคล วันใดเป็นวันจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

         พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญแต่เดิมมาทำที่ทุ่งนาพญาไท เมื่อได้มีการฟื้นฟูพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญขึ้นใหม่ จึงจัดให้มีขึ้นที่ท้องสนามหลวง ทั้งนี้ วันแรกนาขวัญเป็นวันสำคัญของชาติ คณะรัฐมนตรีมีมติให้หยุดราชการ 1 วัน และมีประกาศให้ชักธงชาติตามระเบียบทางราชการ

 การประกอบพระราชพิธี

         พระราชพิธีพืชมงคลเป็นพิธีทำขวัญพืชพันธุ์ธัญญาหาร ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอธิษฐานเพื่อความ อุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งข้าวที่นำเข้าพิธีพืชมงคลนั้นเป็นข้าวเปลือก มีทั้งข้าวเจ้าและข้าวเหนียว นอกจากนี้มีเมล็ดพืชต่างๆ รวม 40 อย่าง แต่ละอย่างบรรจุถุงผ้าขาว นอกจากนี้ยังมีข้าวเปลือกที่หว่านในพิธีแรกนา บรรจุกระเช้าทองคู่หนึ่งและเงินคู่หนี่ง เป็นข้าวพันธุ์ดีที่โปรดฯ ให้ปลูกในสวนจิตรลดา และพระราชทานมาเข้าพิธีพืชมงคล

         โดยพันธุ์ข้าวพระราชทานนี้จะใช้หว่านในพระราชพิธีแรกนาส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งที่เหลือทางการจะบรรจุซอง แล้วส่งไปแจกจ่ายแก่ชาวนาและประชาชนในจังหวัดต่างๆ ให้เป็นมิ่งขวัญและเป็นสิริมงคลแก่พืชผลที่จะเพาะปลูกในปีนี้

         ทั้งนี้ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปัจจุบันนี้ได้ดำเนินตามแบบอย่างโบราณราชประเพณี เว้นแต่บางอย่างได้มีการดัดแปลงให้เหมาะแก่กาลสมัย อาทิ พิธีของพราหมณ์ก็มีการตัดทอนให้เหลือน้อยลง พระยาแรกนาก็ให้ตกเป็นหน้าที่ของปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนเทพีนั้นคัดเลือกจากข้าราชการสตรีโสดในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระดับ 3 – 4 คือขั้นโทขึ้นไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรพระราชพิธีทุกปี มีข้าราชการขั้นผู้ใหญ่ ทูตานุทูต และประชาชนได้มาชมการแรกนาเป็นจำนวนมาก

         สำหรับการประกอบพิธีนั้นก็จะถูกกำหนดขึ้นโดยโหรหลวง ในระหว่างพิธีอันสวยงามนี้ ก็จะมีการทำนาย ปริมาณน้ำฝน ในช่วงฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง และแล้วพระยาแรกนาก็จะทำการเลือกผ้า 3 ผืน ที่มีความยาวต่างขนาดกัน ตามชอบใจ ผ้าทั้ง3 ผืน นี้จะดูคล้ายกัน ถ้าพระยาแรกนาเลือกผืนที่ยาวที่สุดก็ทายว่า ปริมาณนี้ฝนจะมีน้อย ถ้าเลือกผืนที่สั้นที่สุดทายว่าปีนี้ปริมาณน้ำฝนจะมาก และถ้าเลือกผืนที่มีความยาวปานกลาง ทายว่ามีปริมาณน้ำฝนพอปริมาณ

         หลังจากสวมเสื้อผ้าเรียกว่า “ผ้านุ่ง” เรียบร้อยแล้ว พระยาแรกนาก็จะไถลงไปบนพื้นที่ท้องสนามหลวงด้วยพระนังคัลสีแดงและสีทอง ซึ่งลากโดยพระโคผู้สีขาว ตามขบวนด้วยเทพีทั้ง 4 ผู้ซึ่งหาบกระเช้าทองและกระเช้าเงินที่บรรจุด้วยเมล็ดข้าวเปลือก นอกจากนี้ก็มีคณะพราหมณ์เดินคู่ไปกับขบวนพร้อมทั้งสวดและเป่าสังข์ไปพร้อมกัน

         เมื่อเสร็จจากการไถแล้วพระโคก็จะได้รับการป้อนพระกระยาหารและเครื่องดื่ม 7 ชนิด คือ เมล็ดข้าว ถั่ว ข้าวโพด หญ้าเมล็ดงา น้ำและเหล้า ไม่ว่าพระโคจะเลือกกินหรือดื่มสิ่งใด ก็ทายว่าปีนี้จะอุดมสมบูรณ์ด้วยสิ่งที่พระโคเลือกนั้น

         เมื่อเสร็จพิธีแล้ว ประชาชนจะพากันแย่งเก็บเมล็ดข้าวที่หว่านโดยพระยาแรกนา เพราะว่าเมล็ดข้าวนี้ถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อันจะนำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์และความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ที่มีไว้ในครอบครอง ชาวนาก็จะใช้เมล็ดข้าวนี้ผสมกับเมล็ดข้าวของตน เพื่อให้พืชผลในปีที่จะมาถึงนี้อุดมสมบูรณ์

         สำหรับพระโคที่จะเข้าพระราชพิธีแรกนาขวัญ จะถูกเลี้ยงดูอย่างดีในทุ่งหญ้าที่จังหวัดราชบุรี พระโคที่ใช้ในพระราชพิธี จะต้องมีลักษณะที่ดีขาดเกินไม่ได้คือ หูดี ตาดี แข็งแรง เขาทั้งสองตั้งตรงสวยงาม พระโคแต่ละคู่ต้องสีเหมือนกัน ซึ่งจะมีการคัดเลือกพระโคเพียงสองสีเท่านั้น คือ สีขาวสำลีและสีน้ำตาลแดง และเจาะจงแต่เพศผู้เท่านั้นและต้องผ่านการ “ตอน” เสียก่อนด้วย  

         อนึ่ง นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2509 เป็นต้นมา คณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษาลงมติให้วันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นวันเกษตรกรประจำปีอีกด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้มีอาชีพทางการเกษตรพึงระลึกถึงความสำคัญของการเกษตร และร่วมมือกันประกอบพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเพื่อเป็นสิริมงคลแก่อาชีพของตน

 กิจกรรมต่างๆ ที่ควรปฏิบัติในวันพืชมงคล 

         1. ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือนและสถานที่ราชการ

         2. จัดนิทรรศการ แสดงประวัติความเป็นมา และความสำคัญของวันพืชมงคลรวมทั้งพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

ข้อมูลจาก

- treasury.go.th

- lib.ru.ac.th

- sunsite.au.ac.th

- geocities.com

วันวิสาขบูชา

 

เรียบเรียงโดยกระปุกดอทคอม 
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต

          เชื่อว่าทุกคนรู้จักชื่อวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอย่าง “วันวิสาขบูชา” กันดีอยู่แล้ว แต่จะมีสักกี่คนที่ทราบความเป็นมา และความสำคัญของวันวิสาขบูชา ถ้างั้นอย่ารอช้า…เราไปค้นหาความหมายของ “วันวิสาขบูชา” พร้อมๆ กันดีกว่าค่ะ

 ความหมายของวันวิสาขบูชา

          คำว่า “วิสาขบูชา” ย่อมาจากคำว่า “วิสาขปุรณมีบูชา” แปลว่า “การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ” ดังนั้น “วิสาขบูชา” จึงหมายถึง การบูชาในวันเพ็ญเดือน 6

 การกำหนดวันวิสาขบูชา

          วันวิสาขบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย ซึ่งมักจะตรงกับเดือนพฤษภาคม หรือมิถุนายน แต่ถ้าปีใดมีอธิกมาส คือ มีเดือน 8 สองหน ก็เลื่อนไปเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ กลางเดือน 7 หรือราวเดือนมิถุนายน

          อย่างไรก็ตาม ในบางปีของบางประเทศอาจกำหนดวันวิสาขบูชาไม่ตรงกับของไทย เนื่องด้วยประเทศเหล่านั้นอยู่ในตำแหน่งที่ต่างไปจากประเทศไทย ทำให้วันเวลาคลาดเคลื่อนไปตามเวลาของประเทศนั้นๆ

 ความสำคัญของวันวิสาขบูชา

          วันวิสาขบูชา ถือเป็นวันสำคัญยิ่งทางพระพุทธศาสนา เพราะเป็นวันที่เกิด 3 เหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวียนมาบรรจบกันในวันเพ็ญเดือน 6 แม้จะมีช่วงระยะเวลาห่างกันนับเวลาหลายสิบปี ซึ่งเหตุการณ์อัศจรรย์ 3 ประการ ได้แก่

1. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ

          เมื่อพระนางสิริมหามายา พระมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนะ แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ ทรงพระครรภ์แก่จวนจะประสูติ พระนางแปรพระราชฐานไปประทับ ณ กรุงเทวทหะ เพื่อประสูติในตระกูลของพระนางตามประเพณีนิยมในสมัยนั้น ขณะเสด็จแวะพักผ่อนพระอิริยาบถใต้ต้นสาละ ณ สวนลุมพินีวัน พระนางก็ได้ประสูติพระโอรส ณ ใต้ต้นสาละนั้น ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ก่อนพุทธศักราช 80 ปี ครั้นพระกุมารประสูติได้ 5 วัน ก็ได้รับการถวายพระนามว่า “สิทธัตถะ” แปลว่า “สมปรารถนา”

          เมื่อข่าวการประสูติแพร่ไปถึงอสิตดาบส 4 ผู้อาศัยอยู่ในอาศรมเชิงเขาหิมาลัย และมีความคุ้นเคยกับพระเจ้าสุทโธทนะ ดาบสจึงเดินทางไปเข้าเฝ้า และเมื่อเห็นพระราชกุมารก็ทำนายได้ทันทีว่า นี่คือผู้จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงกล่าวพยากรณ์ว่า “พระราชกุมารนี้จักบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ เห็นแจ้งพระนิพพานอันบริสุทธ์อย่างยิ่ง ทรงหวังประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก จะประกาศธรรมจักรพรหมจรรย์ของพระกุมารนี้จักแพร่หลาย” แล้วกราบลงแทบพระบาทของพระกุมาร พระเจ้าสุทโธทนะทอดพระเนตรเห็นเหตุการณ์นั้นทรงรู้สึกอัศจรรย์และเปี่ยมล้นด้วยปีติ ถึงกับทรุดพระองค์ลงอภิวาทพระราชกุมารตามอย่างดาบส

2. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้อนุตตรสัมโพธิญาณ

          หลังจากออกผนวชได้ 6 ปี จนเมื่อพระชนมายุ 35 พรรษา เจ้าชายสิทธัตถะก็ทรงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ณ ใต้ร่มไม้ศรีมหาโพธิ์ ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ในตอนเช้ามืดของวันพุธ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีระกา ก่อนพุทธศักราช 45 ปี ปัจจุบันสถานที่ตรัสรู้แห่งนี้เรียกว่า พุทธคยา เป็นตำบลหนึ่งของเมืองคยา แห่งรัฐพิหารของอินเดีย

          สิ่งที่ตรัสรู้ คือ อริยสัจสี่ เป็นความจริงอันประเสริฐ 4 ประการของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปที่ต้นมหาโพธิ์ และทรงเจริญสมาธิภาวนาจนจิตเป็นสมาธิได้ฌานที่ 4 แล้วบำเพ็ญภาวนาต่อไปจนได้ฌาน 3 คือ

                                                  วันวิสาขบูชา

          
           ยามต้น : ทรงบรรลุ “ปุพเพนิวาสานุติญาณ “ คือ ทรงระลึกชาติในอดีตทั้งของตนเองและผู้อื่นได้
           ยามสอง : ทรงบรรลุ “จุตูปปาตญาณ” คือ การรู้แจ้งการเกิดและดับของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ด้วยการมีตาทิพย์สามารถเห็นการจุติและอุบัติของวิญญาณทั้งหลาย
           ยามสาม หรือยามสุดท้าย : ทรงบรรลุ “อาสวักขญาณ” คือ รู้วิธีกำจัดกิเลสด้วย อริยสัจ 4 (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในคืนวันเพ็ญเดือน 6 ซึ่งขณะนั้นพระพุทธองค์มีพระชนมายุได้ 35 พรรษา

3. วันที่พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าสู่ปรินิพพาน (ดับสังขารไม่กลับมาเกิดสร้างชาติ สร้างภพอีกต่อไป)

          เมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้และแสดงธรรมเป็นเวลานานถึง 45 ปี จนมีพระชนมายุได้ 80 พรรษา ได้ประทับจำพรรษา ณ เวฬุคาม ใกล้เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ในระหว่างนั้นทรงประชวรอย่างหนัก ครั้นเมื่อถึงวันเพ็ญเดือน 6 พระพุทธองค์กับพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย ก็ไปรับภัตตาหารบิณฑบาตที่บ้านนายจุนทะ ตามคำกราบทูลนิมนต์ พระองค์เสวยสุกรมัททวะที่นายจุนทะตั้งใจทำถวายก็เกิดอาพาธลง แต่ทรงอดกลั้นมุ่งเสด็จไปยังเมืองกุสินารา ประทับ ณ ป่าสาละ เพื่อเสด็จดับขันธุ์ปรินิพพาน

          เมื่อถึงยามสุดท้ายของคืนนั้น พระพุทธองค์ก็ทรงประทานปัจฉิมโอวาทว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอันว่าสังขารทั้งหลายย่อมมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ของตนและประโยชน์ของผู้อื่นให้ บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด” หลังจากนั้นก็เสด็จเข้าดับขันธุ์ปรินิพพาน ในราตรีเพ็ญเดือน 6 นั้น

                                               วันวิสาขบูชา

 ประวัติความเป็นมาของวันวิสาขบูชาในประเทศไทย

          ปรากฎหลักฐานว่า วันวิสาขบูชา เริ่มต้นครั้งแรกในประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี สันนิษฐานว่าได้รับแบบแผนมาจากลังกา นั่นคือ เมื่อประมาณ พ.ศ.420 พระเจ้าภาติกุราช กษัตริย์แห่งกรุงลังกา ได้ประกอบพิธีวิสาขบูชาขึ้น เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา จากนั้นกษัตริย์ลังกา พระองค์อื่นๆ ก็ปฏิบัติประเพณีวิสาขบูชานี้สืบทอดต่อกันมา

          ส่วนการเผยแผ่เข้ามาในประเทศไทยนั้น น่าจะเป็นเพราะประเทศไทยในสมัยกรุงสุโขทัยมีความสัมพันธ์ด้านพระพุทธศาสนากับประเทศลังกาอย่างใกล้ชิด เห็นได้จากมีพระสงฆ์จากลังกาหลายรูปเดินทางเข้ามาเผยแพร่พระพุทธศาสนา และนำการประกอบพิธีวิสาขบูชาเข้ามาปฏิบัติในประเทศไทยด้วย

          สำหรับการปฏิบัติพิธีวิสาขบูชาในสมัยสุโขทัยนั้น ได้มีการบันทึกไว้ในหนังสือนางนพมาศ สรุปได้ว่า  เมื่อถึงวันวิสาขบูชา พระเจ้าแผ่นดิน ข้าราชบริพาร ทั้งฝ่ายหน้า และฝ่ายใน ตลอดทั้งประชาชนชาวสุโขทัย จะช่วยกันประดับตกแต่งพระนคร ด้วยดอกไม้ พร้อมกับจุดประทีปโคมไฟให้ดูสว่างไสวไปทั่วพระนคร เป็นเวลา 3 วัน 3 คืน เพื่อเป็นการบูชาพระรัตนตรัย ขณะที่พระมหากษัตริย์ และบรมวงศานุวงศ์ ก็ทรงศีล และทรงบำเพ็ญพระราชกุศลต่างๆ ครั้นตกเวลาเย็นก็เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ และนางสนองพระโอษฐ์ตลอดจนข้าราชการทั้งฝ่ายหน้า และฝ่ายในไปยังพระอารามหลวง เพื่อทรงเวียนเทียนรอบพระประธาน

ส่วนชาวสุโขทัยจะรักษาศีล ฟังธรรม ถวายสลากภัต สังฆทาน อาหารบิณฑบาตแด่พระภิกษุสามเณร บริจาคทานแก่คนยากจน ทำบุญไถ่ชีวิตสัตว์ ฯลฯ

          หลังจากสมัยสุโขทัย ประเทศไทยได้รับอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์มากขึ้น ทำให้ในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ตอนต้น ไม่ปรากฎหลักฐานว่ามีการประกอบพิธีวิสาขบูชา จนกระทั่งมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ.2360) ทรงมีพระราชดำริที่จะให้ฟื้นฟูพิธีวิสาขบูชาขึ้นมาใหม่ โดยสมเด็จพระสังฆราช (มี) สำนักวัดราชบูรณะ ถวายพระพรให้ทรงทำขึ้น เป็นครั้งแรก ในวันขึ้น 14 ค่ำ 15 ค่ำ  และวันแรม 1 ค่ำ เดือน 6 พ.ศ.2360 และให้จัดทำตามแบบอย่างประเพณีเดิมทุกประการ เพื่อให้ประชาชนได้ทำบุญ ทำกุศล โดยทั่วหน้ากัน การรื้อฟื้นพิธีวิสาขบูชาขึ้นมาในครานี้ จึงถือเป็นแบบอย่างถือปฏิบัติในการประกอบพิธีวิสาขบูชาต่อเนื่องมาจวบจนกระทั่งปัจจุบัน

 วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากลของสหประชาชาติ

          วันวิสาขบูชาถือเป็นวันสำคัญที่สุดทางพระพุทธศาสนา เนื่องจากล้วนมีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการถือกำเนิดของพระพุทธศาสนา คือ เป็นวันที่พระศาสดา คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ดังนั้นพุทธศาสนิกชนทั่วโลกจึงให้ความสำคัญกับวันวิสาขบูชานี้ และในวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ.2542 องค์การสหประชาชาติได้ยอมรับญัตติที่ประชุม กำหนดให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญของโลก โดยเรียกว่า Vesak Day  ตามคำเรียกของชาวศรีลังกา ผู้ที่ยื่นเรื่องให้สหประชาชาติพิจารณา และได้กำหนดวันวิสาขบูชานี้ถือเป็นวันหยุดวันหนึ่งของสหประชาชาติอีกด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อให้ชาวพุทธทั่วโลกได้มีโอกาสบำเพ็ญบุญเนื่องในวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระบรมศาสดา โดยการที่สหประชาชาติได้กำหนดให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญของโลกนั้น ได้ให้เหตุผลไว้ว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นมหาบุรุษผู้ให้ความเมตตาต่อหมู่มวลมนุษย์ เปิดโอกาสให้ทุกศาสนาสามารถเข้ามาศึกษาพุทธศาสนา เพื่อพิสูจน์หาข้อเท็จจริงได้โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ และทรงสั่งสอนทุกคนโดยใช้ปัญญาธิคุณ โดยไม่คิดค่าตอบแทน

 การประกอบพิธีในวันวิสาขบูชา 

การประกอบพิธีในวันวิสาขบูชา จะแบ่งออกเป็น 3 พิธี ได้แก่

           1. พิธีหลวง คือ พระราชพิธีสำหรับพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ ประกอบในวันวิสาขบูชา
           2. พิธีราษฎร์ คือ พิธีของประชาชนทั่วไป
           3. พิธีของพระสงฆ์ คือ พิธีที่พระสงฆ์ประกอบศาสนกิจ

 กิจกรรมในวันวิสาขบูชา

กิจกรรมที่พุทธศาสนิกชนพึงปฏิบัติในวันวิสาขบูชา ได้แก่

           1. ทำบุญใส่บาตร กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ญาติที่ล่วงลับ และเจ้ากรรมนายเวร
           2.  จัดสำรับคาวหวานไปทำบุญถวายภัตตาหารที่วัด และปฏิบัติธรรม ฟังพระธรรมเทศนา 
           3. ปล่อยนกปล่อยปลา เพื่อสร้างบุญสร้างกุศล
           4. ร่วมเวียนเทียนรอบอุโบสถที่วัดในตอนค่ำ เพื่อรำลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
           5. ร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับวันสำคัญทางพุทธศาสนา
           6. จัดแสดงนิทรรศการ ประวัติ หรือเรื่องราวความเป็นมาเกี่ยวกับวันวิสาขบูชาตามโรงเรียน หรือสถานที่ราชการต่างๆ เพื่อให้ความรู้ และเป็นการร่วมรำลึกถึงความสำคัญของวันวิสาขบูชา
           7. ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือน วัดและสถานที่ราชการ
           8. บำเพ็ญสาธารณประโยชน์

 หลักธรรมที่สำคัญที่ควรนำมาปฏิบัติ

          ในวันวิสาขบูชา พุทธศาสนิกชนทั้งหลายควรยึดมั่นในหลักธรรม ซึ่งหลักธรรมที่ควรนำมาปฏิบัติในวันวิสาขบูชา ได้แก่

1. ความกตัญญู

          คือ การรู้คุณคน เป็นคุณธรรมที่คู่กับความกตเวที ซึ่งหมายถึงการตอบแทนคุณที่มีผู้ทำไว้ ความกตัญญูและความกตเวทีนี้ เป็นเครื่องหมายของคนดี ทำให้ครอบครัวและสังคมมีความสุข ซึ่งความกตัญญูกตเวทีนั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับทั้ง บิดามารดาและลูก ครูอาจารย์กับศิษย์ นายจ้างกับลูกจ้าง ฯลฯ

          ในพระพุทธศาสนา เปรียบพระพุทธเจ้าเสมือนกับบุพการี ผู้ชี้ให้เห็นทางหลุดพ้นแห่งความทุกข์ ดังนั้นพุทธศาสนิกชนจึงควรตอบแทนด้วยความกตัญญูกตเวทีด้วยการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และดำรงพระพุทธศาสนาให้อยู่สืบไป

2. อริยสัจ 4

          คือ ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ในวันวิสาขบูชา ได้แก่

           ทุกข์ คือ ปัญหาของชีวิต สภาวะที่ทนได้ยาก ซึ่งทุกข์ขั้นพื้นฐาน คือ การเกิด การแก่ และการตาย ล้วนเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องเผชิญ ส่วนทุกข์จร คือ ทุกข์ที่เกิดขึ้นในการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น การพลัดพลาดจากสิ่งที่เป็นที่รัก หรือ ความยากจน เป็นต้น

           สมุทัย คือ ต้นเหตุของปัญหา หรือสาเหตุของการเกิดทุกข์ และสาเหตุส่วนใหญ่ของปัญหาเกิดจาก “ตัณหา” อันได้แก่ ความอยากได้ต่างๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

           นิโรธ คือ ความดับทุกข์ เป็นสภาพที่ความทุกข์หมดไป เพราะสามารถดับกิเลส ตัณหา อุปาทานออกไปได้

           มรรค คือ หนทางที่นำไปสู่การดับทุกข์ เป็นการปฎิบัติเพื่อแก้ปัญหา มี 8 ประการ ได้แก่ ความเห็นชอบ  ดำริชอบ  วาจาชอบ กระทำชอบ  เลี้ยงชีพชอบ  พยายามชอบ  ระลึกชอบ  ตั้งจิตมั่นชอบ

3. ความไม่ประมาท

          คือการมีสติตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำอะไร พูดอะไร คิดอะไร ล้วนต้องใช้สติ เพราะสติคือการระลึกได้ การระลึกได้อยู่เสมอจะทำให้เราใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท ซึ่งความประมาทนั้นจะทำให้เกิดปัญหายุ่งยากตามมา ดังนั้นในวันนี้พุทธศาสนิกชนจะพากันน้อมระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ด้วยความมีสติ

          วันวิสาขบูชา นับว่าเป็นวันที่มีความสำคัญสำหรับพุทธศาสนิกชนทุกคน เป็นวันที่มีการทำพิธีพุทธบูชา เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระวิสุทธิคุณ พระปัญญาคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีต่อมวลมนุษย์และสรรพสัตว์  อีกทั้งเพื่อเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์อันน่าอัศจรรย์ทั้ง 3 ประการ ที่มาบังเกิดในวันเดียวกัน และนำหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์มาเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติในการดำรงชีวิตค่ะ
 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

- phutti.net
- dopa.go.th
- larnbuddhism.com
- onab.go.th
- yimsiam.com

วันฉัตรมงคล


ขอขอบคุณภาพประกอบจาก aco.psru.ac.th

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

         วันที่ 5 พฤษภาคม เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของปวงชนชาวไทย ที่อยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ควรระลึกถึง วันนี้กระปุกจึงมีเรื่องราวความสำคัญของวันฉัตรมงคลมาฝากค่ะ

ความหมายของวันฉัตรมงคล

         วันฉัตรมงคล (อ่านว่า ฉัด-ตระ-มง-คล) มีความหมายตามพจนานุกรมว่า พระราชพิธี ฉลองพระเศวตฉัตร ทำในวันซึ่งตรงกับวันบรมราชาภิเษก

ความสำคัญของวันฉัตรมงคล

         วันฉัตรมงคล เป็นวันที่รำลึกถึงพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี และราชอาณาจักรไทย ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ ต่อจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 และดำรงพระอิสริยยศเป็น “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช”เนื่องจากยังมิได้ทรงผ่านพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ก็เสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษาอยู่ ณ ทวีปยุโรป จนกระทั่งทรงบรรลุนิติภาวะ จึงได้เสด็จนิวัติประเทศไทย

         ดังนั้นรัฐบาลไทยและ พสกนิกร จึงได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อม จัดงานพระราชพิธีฉลองพระเศวตฉัตร หรือรัฐพิธีฉัตรมงคล หรืออาจเรียกว่าพระราชพิธีฉัตรมงคล ซึ่งกระทำในวันบรมราชาภิเษก ถวายเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้มีพระปฐมบรมราชโองการในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้นว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

         ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พสกนิกรชาวไทยจึงได้ถือเอาวันที่ 5 พฤษภาคม ของทุกปีเป็นวันฉัตรมงคล เพื่อน้อมรำลึกถึงวันสำคัญนี้

ความเป็นมาของพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

         การจัดพระราชพิธีบรม ราชาภิเษกนั้น มีหลักฐานปรากฎในหลักศิลาจารึก วัดศรีชุมของพญาลิไทว่า เริ่มต้นมาตั้งแต่ครั้งพ่อขุนผาเมืองได้อภิเษกพ่อขุนบางกลางหาว หรือ พ่อขุนบางกลางท่าว ให้เป็นผู้ปกครองเมืองสุโขทัย

         จากนั้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีบรมราชาภิเษกให้ถูกต้องสมบูรณ์ โดยพระมหากษัตริย์ที่ยังมิได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จะไม่ใช้คำว่า “พระบาท” นำหน้า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” และคำสั่งของพระองค์ก็ไม่เรียกว่า “พระบรมราชโองการ” และอีกประการหนึ่งคือ จะยังไม่มีการใช้ นพปฎลเศวตฉัตร หรือฉัตร 9 ชั้น

ความเป็นมาของพระราชพิธีฉัตรมงคล

         ก่อนหน้ารัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชพิธีฉัตรมงคลถือเป็นพิธีของเจ้าพนักงานในพระราชฐาน ที่มีหน้าที่รักษาเครื่องราชูปโภคและพระทวารประตูวัง ได้จัดการสมโภชสังเวยเครื่องราชูปโภคที่ตนรักษาทุกปีในเดือนหก และเป็นงานส่วนตัว ไม่ถือเป็นงานหลวง

         จนกระทั่ง สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์ ได้ทรงกระทำพิธีฉัตรมงคลขึ้นเป็นครั้งแรก ในวันบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ.2393 โดยมีพระราชดำริว่า วันบรมราชาภิเษกเป็นมหามงคลสมัยที่ควรแก่การเฉลิมฉลองในประเทศที่มีพระเจ้าแผ่นดิน จึงถือให้วันนั้นเป็นวันนักขัตฤกษ์มงคลกาล และควรที่จะมีการสมโภชพระมหาเศวตฉัตรให้เป็นสวัสดิมงคลแก่ราชสมบัติ แต่เนื่องจากเป็นธรรมเนียมใหม่ ยากต่อการเข้าใจ อีกทั้งเผอิญที่วันบรมราชาภิเษกไปตรงกับวันสมโภชเครื่องราชูปโภคที่มีแต่เดิม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงอธิบายว่า วันฉัตรมงคลเป็นวันสมโภชเครื่องราชูปโภค จึงไม่มีใครติดใจสงสัย

         ดังนั้นจึงได้มีพระราชดำริจัดงานพระราชกุศลพระราชทานชื่อว่า “ฉัตรมงคล” นี้ขึ้น โดยได้มีการเฉลิมฉลองด้วยการนิมนต์พระสงฆ์มาสวดเจริญพุทธมนต์ ในวันขึ้น 13 ค่ำเดือน 6 รุ่งขึ้นมีการถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ด้วยเหตุนี้จึงถือว่าการเฉลิมฉลองพระราชพิธีฉัตรมงคล เริ่มมีในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นครั้งแรก

         ต่อมาในสมัยรัชกาล ที่ 5 วันบรมราชาภิเษกตรงกับเดือน 12 จึงโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานฉัตรมงคลในเดือน 12 แต่ไม่ได้รับการยินยอม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงแก้ไขด้วยการออกพระราชบัญญัติว่าด้วยตราจุลจอมเกล้าสำหรับตระกูลขึ้น ให้มีพระราชทานตรานี้ตรงกับวันคล้ายบรมราชาภิเษก ท่านผู้หลักผู้ใหญ่จึงยินยอมให้เลื่อนงานฉัตรมงคลมาตรงกับวันบรมราชาภิเษก แต่ยังให้รักษาประเพณีสมโภชเครื่องราชูปโภคอยู่ตามเดิม รูปแบบงานวันฉัตรมงคลจึงเป็นเช่นนี้จนถึงปัจจุบัน

พระราชพิธีฉัตรมงคลในรัชกาลปัจจุบัน

         ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงาน 3 วัน นั่นคือ

           วันแรก ตรงกับวันที่ 3 พฤษภาคม เป็นงานพระราชกุศลทักษิณานุประทาน ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เพื่ออุทิศส่วนกุศลถวายแด่พระบรมราชบุพการี เป็นพิธีสงฆ์สดัปกรณ์ พระบรมอัฐิ สมเด็จสวดพระพุทธมนต์ แล้วพระราชาคณะถวายพระธรรมเทศนา ซึ่งในวันนี้ได้เพิ่มพระราชพิธีตรึงหมุดธงชัยเฉลิมพล ที่จะพระราชทานแก่หน่วยทหารบางหน่วยเข้าไว้ด้วย

           วันที่ 4 พฤษภาคม เป็นวันเริ่มพระราชพิธีฉัตรมงคล เจ้าพนักงานจะได้อัญเชิญเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ขึ้นประดิษฐานบนแท่นใต้พระมหาปฎลเศวตฉัตร พระครูหัวหน้าพราหมณ์อ่านประกาศพระราชพิธีฉัตรมงคล แล้วทรงสดับพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ เวลาเที่ยง ทหารบก ทหารเรือ จะยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติฝ่ายละ 21 นัด

           ส่วนวันที่ 5 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันฉัตรมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ ทรงบูชาเครื่องกกุธภัณฑ์ พราหมณ์เบิกแว่นเวียนเทียนสมโภชพระมหาเศวตฉัตรและราชกกุธภัณฑ์ ตอนเย็นพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าแก่ผู้ที่มีความดีความชอบ แล้วเสด็จนมัสการพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร และถวายบังคมพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า ที่ปราสาทพระเทพบิดร เป็นเสร็จพระราชพิธี

         ทั้งนี้ในวันฉัตรมงคล สำนักพระราชวังได้เปิดปราสาทหลายแห่งให้ประชาชนได้เข้าชมและถวายบังคมอีกด้วย

กิจกรรมที่ควรปฏิบัติในวันฉัตรมงคล

           1. ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือนและสถานที่ราชการ

          2. ร่วมทำบุญตักบาตร ประกอบพิธีทางศาสนา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

           3. น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระพรชัยพร้อมเพรียงกัน กล่าวคำถวายอาศิรวาทราชสดุดี ถวายชัยมงคลให้ทรงพระเกษมสำราญ ทรงเจริญพระชนมายุยิ่งยืนนาน เป็นมหามิ่งขวัญแก่พสกนิกรชาวไทยไปชั่วกาลยิ่งยืนนาน

         เมื่อวันฉัตรมงคลเวียนมาบรรจบครบรอบอีกหนึ่งครา ในวันที่ 5 พฤษภาคม พสกนิกรชาวไทยทั้งหลาย จึงควรระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจอันมีคุณอนันต์แก่ปวงชนชาวไทยอย่างหาที่สุด มิได้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

- sunsite.au.ac.th
- lib.ru.ac.th
- tungsong.com

ไข้หวัดหมู

 

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

          ข่าวคราวการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดหมูในประเทศเม็กซิโก จนคร่าชีวิตผู้คนไปหลายสิบคน ซึ่งผู้เสียชีวิตเฉพาะในประเทศเม็กซิโก มีถึง 81 คน (ตัวเลขทางการ ณ วันที่ 26 เมษายน 2552) เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้สร้างความวิตกกังวลให้กับนานาชาติเป็นอย่างมาก ล่าสุดองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกมาประกาศเตือนว่า สถานการณ์ขณะนี้มีความรุนแรงมากขึ้น และมีความเสี่ยงที่จะลุกลามไปทั่วโลก ทำให้หลายคนที่ไม่คุ้นเคยกับโรคชนิดนี้ เกิดความสงสัยว่า “โรคไข้หวัดหมู” คืออะไร และจะสามารถป้องกันได้อย่างไร วันนี้กระปุกอาสามาบอกต่อกันค่ะ

 รู้จักโรคไข้หวัดหมู

          “โรคไข้หวัดหมู” เป็นไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ สามารถพบได้ทั้งในหมูเลี้ยง และหมูป่า ซึ่งมีหลากหลายสายพันธุ์ ทั้ง H1N1, H1N2 และ H3N2  สำหรับโรคไข้หวัดหมูที่กำลังแพร่ระบาดในประเทศเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกานั้น  เกิดจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ สายพันธุ์ เอช 1 เอ็น 1 (H1N1) ซึ่งเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ของคน ซึ่งไม่เคยพบมาก่อน เนื่องจากเป็นการผสมกันของสารพันธุกรรมไข้หวัดใหญ่ในมนุษย์, ไข้หวัดนกที่พบในทวีปอเมริกาเหนือ และไข้หวัดหมูที่พบในทวีปเอเชีย และยุโรป ทำให้องค์การอนามัยโลกต้องเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดหมูอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหวั่นวิตกว่า เชื้อ H1N1 อาจจะกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ที่อันตรายยิ่งขึ้น

 การติดต่อโรคไข้หวัดหมู

          เชื้อไข้หวัดหมู มีการติดต่อเหมือนกับโรคไข้หวัดใหญ่ในคนทั่วไป โดยเชื้อจะอยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย และสามารถแพร่กระจายไปยังผู้อื่นด้วยการไอ หรือจามรดกันในระยะใกล้ชิด และสามารถติดต่อได้จากมือ หรือสิ่งของที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ ทั้งนี้เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูกและตา เช่น การแคะจมูก การขยี้ตา แต่ไม่ติดต่อจากการรับประทานเนื้อหมู

          ขณะที่นักวิชาการขององค์การอนามัยโลก ระบุไว้ว่า โรคไข้หวัดหมู มีอัตราการแพร่ระบาดมากกว่าโรคซาร์ส และไข้หวัดนก แต่อัตราการเสียชีวิตมีน้อยกว่า คืออยู่ที่ร้อยละ 5-7 ขณะที่โรคไข้หวัดนกมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 60

 อาการของโรคไข้หวัดหมู

          เมื่อเชื้อไข้หวัดหมูเข้าสู่ร่างกายจะมีระยะฟักตัวประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนจะปรากฎอาการที่คล้ายกับผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ธรรมดา แต่มีอาการรุนแรงกว่า และรวดเร็วกว่า นั่นคือ มีไข้สูง ปวดเมื่อยตามร่างกาย ไอ มีน้ำมูก มีเสมหะ ปอดบวม คลื่นไส้ อาเจียน จากนั้นเชื้อจะแพร่เข้าสู่กระแสโลหิต จึงทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ผู้ป่วยจะมีการทรงตัวผิดปกติ เดินเอนไปเอนมาเหมือนคนเมาสุรา นอกจากนี้อาจสูญเสียการได้ยินจนถึงขั้นหูหนวกได้ และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

 กลุ่มเสี่ยงติดเชื้อ

          กลุ่มเสี่ยงติดเชื้อไข้หวัดหมู คือ เกษตรกรผู้เลี้ยงหมู คนฆ่าหมูหรือชำแหละเนื้อหมู คนขายเนื้อหมู รวมทั้งผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับหมู และผู้บริโภคเนื้อหมูที่ปรุงไม่สุก

 การรักษาโรคไข้หวัดหมู

          ทางสหรัฐอเมริกา ระบุว่า โรคไข้หวัดหมูสามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ คือ วัคซีนแอนตี้ไวรัส “ทามิฟลู” (Tamiflu) และ “รีเลนซา” (Relenza) แต่ทั้งนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า วัคซีนเหล่านี้จะมีประสิทธิภาพเพียงใด เนื่องจากไข้หวัดหมูที่แพร่ระบาดอยู่ขณะนี้ เป็นไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่เกิดขึ้น จึงต้องมีการศึกษาพัฒนาวัคซีนตัวใหม่ เพื่อใช้ในการรักษาให้มีประสิทธิผลมากขึ้นต่อไป

 การป้องกันโรคไข้หวัดหมู

          โรคไข้หวัดหมู แม้จะเป็นสายพันธุ์หมู แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหมูโดยตรง เพราะเป็นไข้หวัดใหญ่ที่ติดต่อจากคนสู่คน ดังนั้นจึงสามารถรับประทานหมูได้ หากไม่แน่ใจ ให้ปรุงเนื้อหมูให้สุกเสียก่อน คือ ผ่านความร้อนที่อุณหภูมิ 75 องศาเซลเซียสขึ้นไป หรือต้มในน้ำเดือด ก็จะสามารถทำลายเชื้อให้หมดไปได้

          ทั้งนี้ วิธีการป้องกันการติดต่อของโรคได้ดีที่สุด คือ การรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยการออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงการไปในที่ชุมชน หรือสถานที่แออัด และล้างมือบ่อยๆ 

          ในส่วนของผู้ที่มีความจำเป็นต้องเดินทางไปยังประเทศเม็กซิโก รวมทั้งรัฐแคลิฟอร์เนียและเทกซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศใกล้เคียง ควรติดตามสถานการณ์และคำแนะนำจากกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด และหากมีอาการไข้ไม่ลดภายใน 2 วัน ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

          สำหรับประเทศไทยนั้น ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่า ยังไม่พบการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดหมูในประเทศ ดังนั้นก็ไม่ต้องตื่นตระหนกไปหรอกค่ะ แต่ถ้าหากยังไม่แน่ใจว่าจะปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์จากโรคไข้หวัดหมู แนะนำว่าให้รับประทานเนื้อหมูที่ปรุงสุกแล้วดีกว่า และรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ อีกทั้งติดตามข่าวสารอยู่เป็นประจำ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
 
ddc.moph.go.th
uniserv.buu.ac.th

         

 

เรียบเรียงโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก รายการที่นี่หมอชิต และ weopenmind.com

         หลังจากที่ “วิกรม กรมดิษฐ์” เจ้าของอมตะนคร ออกมาเปิดใจในรายการวู้ดดี้ มิลินทจินดา ในทุกแง่ทุกประเด็น ทุกคำถาม โดยเฉพาะเรื่องราวในด้านมืดของเขา งานนี้ก็ทำให้หลายคนถึงกลับอึ้ง! ในความไม่ดี ทึ่งในความสามารถของเขาเลยทีเดียว และด้วยความเป็นคนที่ไม่ธรรมดาเหล่านี้จึงทำให้ชื่อของเขากลายเป็นบุคคลที่หลายๆ คนอยากรู้จักกัน วันนี้กระปุกดอทคอมก็ไม่พลาด จะพาไปเปิดประวัติเขากันค่ะ

         “วิกรม กรมดิษฐ์” ผู้ก่อตั้งและประธานบริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เจ้าของโครงการนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร พร้อมทั้งมีบริษัทในเครืออมตะอีกหลายแห่ง รวมถึงที่อยู่ในเวียดนามด้วย  เขาพลิกผันตัวเองจากครอบครัวที่ทำอาชีพค้าขายในจังหวัดกาญจนบุรี มาสู่เจ้าของอาณาจักรนิคมอุตสาหกรรม

วิกรม กรมดิษฐ์

         วิกรม กรมดิษฐ์ เกิดเวลา 24.00 น. วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2496 ทวดของเขามาจากเมืองจีนมาทำการค้าขายในเมืองไทย จนได้แต่งงานกับย่าทวดที่ทำธุรกิจด้านยาสูบ ต่อมาในรุ่นของคุณปู่ก็มีใช้เรือในการขนส่งใบยาจากกาญจนบุรีมาที่กรุงเทพฯ และส่งไปขายต่อที่จีน ส่วนตัวเขาเองนั้นขณะที่เรียนชั้นประถม 1 ก็เริ่มทำการค้าขายแล้ว เป็นการขายถั่วคั่วที่เขาทำเรื่อยมาจนถึงประถม 3 ต่อมาก็ไปรับขนมปังและลูกอมมาขายควบคู่ไปด้วยเลย ซึ่งวิกรมนั้นมีความฝันที่อยากจะมีกิจการเป็นของตัวเองตั้งแต่เด็ก และด้วยความที่เขาต้องควบคุมคนงานมาตั้งแต่เด็กๆ จึงทำให้รู้จักการวางตัวให้น่าเชื่อถือเพื่อจะได้สามารถควบคุมคนหมู่มากได้

         กระทั่งได้รับทุนการศึกษาในระดับปริญญาตรี จากรัฐบาลไต้หวัน เขาก็เริ่มทำธุรกิจแบบจริงจังมากขึ้นด้วยการนำเข้าอะไหล่วิทยุ, โทรทัศน์ และเครื่องสูบน้ำ จากประเทศไต้หวันเข้ามาขายในไทย และก็ได้นำสินค้าจำพวก เครื่องหนัง, ทองรูปพรรณ และเมล็ดพันธุ์ต่างๆ กลับไปขายในไต้หวัน จนสร้างรายได้ให้เขาเป็นกอบเป็นกำ  เหตุผลที่วิกรม ต้องดิ้นรนทำมาค้าขายแบบนี้ก็เพราะเขามีปัญหากับพ่อ ทำให้พ่อไม่ส่งเสียจึงต้องพยายามหาทางส่งเสียตัวเอง และในที่สุดเขาก็เรียนจบปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน ต่อมาเขาก็ได้ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ในสาขาวิชาการบริหารทั่วไป จากมหาวิทยาลัยรามคำแหงอีกด้วย

วิกรม กรมดิษฐ์

         สิ่งที่วิกรมได้เรียนรู้มาตั้งแต่เด็กนั้น ช่วยหล่อหลอมจนมาถึงวันที่เขาเปิดบริษัทของตัวเอง จากบริษัทส่งออกสินค้าระหว่างประเทศ, ธุรกิจค้าส่งอาหารอย่างทูน่า, ผลิตอาหารกระป๋องส่งขายต่างประเทศ จนมาถึงโรงงานผลิตอาหารที่เป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม จนมาเป็น บริษัทอมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาและจัดการด้านนิคมอุตสาหกรรม หรือเรียกง่ายๆ ก็คือเป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่สนใจเช่าทำเป็นโรงงานอุตสาหกรรม โดยในนิคมอุสาหกรรมจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ อาทิ บ้านพัก หรือ อพาร์ทเมนต์ และสิ่งอุปโภคบริโภคต่างๆ ซึ่งบริษัทอมตะมีนิคมอุตสาหกรรมหลักๆ 3 แห่ง คือ อมตะนคร จังหวัดชลบุรี, อมตะซิตี้ จังหวัดระยอง และอมตะซิตี้ เบียนหัว ที่อยู่ในประเทศเวียดนาม

         บริษัทในเครืออมตะนั้นมีมากมาย ได้แก่ บริษัท อมตะซิตี้ จำกัด, บริษัท อมตะ (เวียดนาม) จำกัด, บริษัท อมตะ วอเตอร์ จำกัด, บริษัท อมตะ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิส จำกัด, บริษัท อมตะ แมนชั่นเซอร์วิส จำกัด, บริษัท อมตะ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด, บริษัท อมตะ คอนโดทาวน์ ระยอง จำกัด, บริษัท อมตะ เพาเวอร์ จำกัด, บริษัท อมตะ จัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ จำกัด, บริษัท อมตะ ซัมมิท เรดดี้ บิลท์ จำกัด, บริษัท เวีย โลจิสติกส์ จำกัด, บริษัท โรงพยาบาลวิภาราม (อมตะนคร) จำกัด และบริษัท เวีย ทรานส์ จำกัด

         นอกเหนือจากการบริหารกิจการในเครืออมตะแล้ว คุณวิกรมยังเคยทำงานด้านอื่น ไม่ว่าจะเป็นฐานะผู้จัดรายการวิทยุ ที่ใช้ชื่อรายการว่า “CEO Vision” และก็ยังเคยเป็นคอลัมนิสต์ให้กับหนังสือพิมพ์คมชัดลึก, มติชน และโพสต์ทูเดย์ แถมยังเคยเขียนหนังสือ “ผมจะเป็นคนดี” กับ “มองโลกแบบวิกรม” ที่ขายได้ในระดับแสนเล่มมาแล้ว อีกทั้งด้วยความที่คุณวิกรมเป็นนักบริหารที่มีความสามารถจึงทำให้เขาถูกสัมภาษณ์ลงนิตยสารมากมาย อาทิ Thai Commerce, Thailand Timeout และ Forbes เป็นต้น

         ส่วนงานด้านอื่น วิกรมเคยเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กับที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และยังเคยเป็นประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, ประธานสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย, ประธานคณะกรรมการไทย ไต้หวัน สภาอุตสาหกรรม

         สิ่งที่ทำให้ผู้ชายที่ชื่อวิกรมมีทุกสิ่งทุกอย่างในทุกวันนี้นั่นก็คือ ความเป็น “นักฝัน” ของเขา ซึ่งเขาเคยเขียนไว้ในหนังสือ “มองโลกแบบวิกรม” ว่า “ผมเป็นคนชอบหลอกตัวเองด้วยการสร้างความรู้สึกในแง่ดีบ่อยๆ กระทำจนเป็นนิสัยในการล่อหลอกตัวเองให้ทำในสิ่งที่ฝันไว้ เพราะความฝันคือเข็มทิศ เป็นพลังขับเคลื่อนชีวิต เป็นน้ำหล่อเลี้ยงมนุษย์ และที่สำคัญ ความฝันไม่เสียสตางค์”

         ทั้งนี้ชีวิตในวัยเด็กของ วิกรม นั้นไม่เคยมีแม้ห้องส่วนตัว เขาจึงฝันอยากจะมีอาณาจักรส่วนตัวที่เขาจะมีอิสระและทำอะไรก็ได้ตามใจ ฝันนั้นจึงกลายมาเป็นอาณาจักร “อมตะนคร” และ “บ้าน” ก็เป็นอีกฝันที่คุณวิกรมปรารถนา เขาได้สร้างบ้าน 2 หลัง หลังหนึ่งอยู่ที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ บนเนื้อที่กว่า 30 ไร่ พื้นที่ดังกล่าวเมื่อก่อนเป็นเพียงไร่ข้าวโพดธรรมดา แต่ปัจจุบันเต็มไปด้วยธรรมชาติมากมาย ทั้งสระน้ำขนาดเกือบ 3 ใน 4 ของเนื้อที่, ภูเขา ที่นำดินจากการขุดสระมาสร้าง, ถ้ำ ที่สร้างขึ้นเอง และในถ้ำยังมีห้องนอน ห้องรับแขก ภาพวาดเกี่ยวกับชีวิตครอบครัว ที่เลียนแบบประติมากรรมจากผาแต้มอีกด้วย

บ้าน วิกรม กรมดิษฐ์

         ทุกสิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากความฝันของเขาทั้งนั้น วิกรมเคยบอกว่า เขาอยากมีภูเขา อยากมีถ้ำเป็นของตัวเอง แต่การจะไปซื้อหรือยึดที่เป็นของหลวง หรือของรัฐคงไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงต้องสร้างธรรมชาติเหล่านั้นขึ้นมา  นอกจากนี้ในเนื้อที่ดังกล่าวยังเต็มไปด้วยต้นไม้ ที่เขาปลูกไว้ และคาดว่าอีกไม่กี่ปีบนเนื้อที่ของเขาจะเป็นป่าสงวนย่อมๆ เลยทีเดียว … ท่ามกลางธรรมชาติ วิกรมยังได้สร้างบ้านในสระน้ำอีกด้วย โดยเขาได้ตั้งชื่อไว้ว่า “ศานติสงบ” อันเป็นสถานที่ที่เขาจะได้สัมผัสความสงบจากธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ปลูกฝังเขามาตั้งแต่เด็กๆ 

         ส่วนบ้านอีกหลังของวิกรมอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร ใช้ชื่อว่า “AmataCastle” โดยเขาตั้งใจสร้างให้เป็นปราสาทหินทรายฝังบรอนซ์หลังใหญ่ ภายในจะมีทั้งสเตเดียมแบบกรีกโรมัน, ห้องบอลรูม และสวนป่าหิมพานต์ พร้อมทั้งยังเปิดเป็นหอศิลป์โชว์ภาพเขียนของศิลปินในเมืองไทย อีกทั้งยังมีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงของโบราณและของใช้ส่วนตัวที่มีค่าทางจิตใจต่อตัวเขาอีกด้วย

         แม้ชีวิตวิกรมจะมีหลายสิ่งที่ทำให้เขาได้รับการยกย่องและเชิดชูให้เป็นบุคคลที่มากไปด้วยความสามารถ เป็นคนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และประสบความสำเร็จมากๆ คนหนึ่ง แต่ใครจะรู้ว่าในอีกมุมชีวิตของวิกรมยังมีเรื่องให้อึ้งได้เช่นกัน พร้อมกับเกิดคำถามตามมาว่า “เขาทำเช่นนี้ได้อย่างไร”

         ทั้งนี้วิกรมเคยมีปัญหากับพ่อ และถึงขนาดว่าเขาได้ทำร้ายพ่อมาแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขาต้องหนีออกจากบ้าน และทุกวันนี้เขาก็ไม่เคยกลับบ้านนานมาแล้วหลายปี และที่เคยคุยกับพ่อก็เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา แถมเป็นการคุยกันทางโทรศัพท์อีกต่างหาก

         “ผมล้มเหลวกับครอบครัว โดยเฉพาะกับพ่อ และนี่คือสิ่งที่ผมอยากถ่ายทอดให้แก่คนรุ่นใหม่ อะไรที่เป็นสีดำ อะไรที่เป็นความผิดพลาดในชีวิตของผม ผมไม่ปิดบังเลยนะ อย่างเรื่องที่ผมขัดแย้งกับพ่อ ผมไม่อยากให้มันเกิดกับคนอื่น ผมถึงเอาตัวผมเป็นตัวอย่าง เอาตัวผมไปเป็นตัวละคร ให้คนอื่นได้ดูว่าตัวละครตัวนี้มันเต้นผิดยังไง มันร้องผิดรำผิดยังไง”

         ส่วนชีวิตด้านครอบครัวนั้นเขาเคยแต่งงานมาก่อนแล้ว หากคุณเคยดูบทสัมภาษณ์รายการหรือสื่อต่างๆ ถ้าถามเรื่องชีวิตครอบครัวเขาก็จะบอกเสมอว่า เขามีภรรยาคนเดียวและจะมีคนสุดท้ายก็คือ เคลลี่

         วิกรมกับเคลลี่เจอกันที่ไต้หวัน ตอนนั้นเขาเพิ่งจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และได้ไปเรียนต่อที่ไต้หวัน เคลลี่เป็นลูกสาวของนายสถานีวิทยุกระจายเสียง ส่วนแม่เป็นเจ้าของโรงงานตุ๊กตาหินส่งออกไปขายยังต่างประเทศ ความน่ารักและเป็นคนเก่งของเคลลี่ ทำให้วิกรมตกหลุมรักและประทับใจในความมีน้ำใจของเธอที่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลเด็กพลัดถิ่นอย่างเขา จนทำให้เป็นบ่อเกิดแห่งความรัก ความซาบซึ้งใจและความผูกพันในมิตรภาพของกันและกัน

         วิกรมเล่าว่า “ตอนนั้นผมเพิ่งเริ่มติดต่อการค้า บางวันแย่หนักมีเงินติดตัวเพียง 25 สตางค์เท่านั้น ก็มีแต่เคลลี่ที่ส่งเงินมาทางจดหมายครั้งละ 5 เหรียญ 10 เหรียญ ให้ผมได้ใช้ประทังชีวิต”

วิกรม กรมดิษฐ์

         อีก 10 ปีต่อมา เขาและเคลลี่ก็จัดงานแต่งงานอย่างใหญ่โตขึ้นที่ไทเปและสวนสามพราน ชีวิตคู่ของวิกรมมีความสุขดีมาตลอดจนถึงช่วงก่อนอายุ 30 ปี ธุรกิจของวิกรมเริ่มอยู่ตัว เขากับภรรยาไม่เคยทะเลาะกันเลย เพราะมีความรักแบบเพื่อนที่เข้าอกเข้าใจกันดี แต่ไม่นานนักความรักระหว่างคนทั้งสองก็เริ่มเกิดปัญหาจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ วิกรมจึงส่งเคลลี่ไปเรียนปริญญาโทที่อเมริกา ด้วยความหวังว่าการห่างกันจะทำให้อะไรๆ ดีขึ้น แต่ความจริงกลับไม่เป็นอย่างที่คิด ความสัมพันธ์ระหว่างเขาทั้งสองยิ่งยากจะประสานให้ดีดังเดิม สุดท้ายทั้งคู่ก็ได้หย่าขาดจากกัน 

         การตัดสินใจเลิกกันทั้งคู่ ทำให้เขาใช้เวลารักษาแผลใจอยู่ช่วงใหญ่ และทำให้ วิกรมสิ้นศรัทธาต่อความรัก หมดความเชื่อมั่นและความหวังในเรื่องการแต่งงานเลยทีเดียว จนในที่สุดเขาก็กลับมาใช้ชีวิตใหม่อีกครั้ง พร้อมกับมีผู้หญิงมากมายเข้ามาชีวิต แต่เขาก็ไม่เคยแต่งาน หรือยกย่องใครมาเป็นภรรยา จนทำให้เขาถูกสังคมมองว่า เป็นเพลย์บอยคนหนึ่งของเมืองไทย ซึ่งผู้หญิงที่เข้ามาในชีวิตวิกรมทุกคนจะต้องยอมรับในเงื่อนไขและขอบเขตแห่งความสัมพันธ์ไว้ล่วงหน้า ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจ และการเป็นอิสระต่อกัน ไม่มีการผูกมัดหรือมีพันธะใดๆ ต่อกัน หากมีผลพวงที่เกิดจากความสัมพันธ์ขึ้นก็จะต้องจบลงที่คลีนิกเท่านั้น 

         “ผมทำผู้หญิงท้อง 10 กว่าคน และพาไปทำแท้งทั้งหมด ถ้าเกิดมาแล้วเป็นปัญหาจะให้(เด็ก)เกิดมาทำไม ก็พาไปทำแท้ง ทำให้ทุกวันนี้ผมไม่มีภาระเรื่องลูก ลูกของผมคนแรกถ้าผมไม่ให้เธอทำแท้ง วันนี้เขามีอายุ 30 ปีแล้ว” 

         สำหรับเหตุผลที่เขาเลือกการทำแท้ง ก็เนื่องจากความคิดที่ว่า ไม่ต้องการสร้างปัญหาให้กับใคร ไม่ว่าผู้หญิงหรือคนรอบข้างและสังคม โดยเฉพาะผู้ที่จะเกิดมาซึ่งไม่มีส่วนร่วมรู้ในสิ่งที่พ่อกับแม่ได้สร้างขึ้น หากพ่อกับแม่ไม่มีความพร้อมในทุกด้าน ก็เท่ากับเรากำลังสร้างบาปให้แก่ผู้บริสุทธิ์ และมีส่วนในการสร้างปัญหาและมลภาวะแก่สังคมถ้าถามเขาว่า แล้วทรัพย์สมบัติที่มีมากมายเขาจะให้ใคร เขาบอกว่า คนนั้นอาจจะเป็นลูกหลาน เป็นญาติ เป็นพนักงาน หรือใครก็ได้ที่เป็นคนดี สามารถสืบทอดเจตนารมณ์ของเขาได้ 

         “ลูกน้องผมอยู่กับผมมาตั้งแต่เริ่มเปิดบริษัท แล้ววันนี้พวกเขาก็ทำได้ดี ผมไปแย่งงานเขาทำก็ไม่มีประโยชน์ เราชอบหลอกตัวเองแบบเถ้าแก่ว่าต้องลงมือทำเองทุกเรื่อง คนจีนยุคก่อน ถ้าไม่ใช่ลูกหลาน ไม่ใช่พรรคพวก ก็ไม่ให้ตำแหน่ง ผมเองก็มีเชื้อจีน แต่ผมว่าความคิดแบบนั้นมันไม่ถูก ผมบอกไว้เลยว่าบริษัทผมต้องเป็นของมหาชนอย่างแท้จริง ดังนั้นไม่ควรจะมีคนจากครอบครัวผมเกิน 2 คน เป็นกรรมการหรือผู้บริหาร”

         ทุกวันนี้งานของวิกรม คือ อ่าน เขียน และถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตของตัวเองให้คนอื่นๆ ได้รู้ ได้นำไปปรับใช้ในชีวิต ไม่เข้ามานั่งบริหารธุรกิจหลายร้อนล้านเอง แต่คอยให้คำแนะนำและคอยชี้ทางให้กับลูกน้อง … หลายคนที่สนิท ได้สัมผัสกับชีวิตอันเรียบง่าย มีวิสัยทัศน์กว้างไกลของเขา ก็ทำให้บ่อยครั้งมีคำถามว่า “คุณวิกรมไม่คิดลงเล่นการเมืองเหรอ ไม่คิดไปช่วยพัฒนาประเทศชาติบ้างเหรอ” เขาก็บอกว่าเขาไม่คิดเล่นการเมือง และทุกวันนี้เขาก็มีส่วนช่วยประเทศชาติในการเพิ่ม GDP ให้กับประเทศ เพราะ บริษัทของเขามี GDP สูงทีเดียว นอกจากนี้เขายังบอกอีกว่าไม่ต้องการเงินทอง ไม่ต้องการชื่อเสียง ลาภยศสรรเสริญ ถึงมีคนมาให้รางวัล ก็จะไม่รับรางวัลอะไรทั้งนั้นในชีวิตนี้ แม้กระทั่งโนเบล เพราะเขาคิดว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่มุ่งหวัง สิ่งที่เขาคาดหวังคือความสุขกับความภูมิใจต่างหาก

         “ทุกวันนี้ห้องที่ผมนอนจะมืดหมดเลย ห้องนอนผมไม่มีหน้าต่าง ไม่มีเสียง ไม่มีแสง ผมอยู่กับความเป็นศูนย์ เวลาผมปิดไฟมันก็มืดหมด มืดแบบไร้ซึ่งขอบเขต เงียบ ไร้ซึ่งทุกอย่าง นำไปสู่ความสงบ การที่เราอยู่กับตัวเอง ไม่มีอะไรมาเกี่ยวข้องกับตัวตนของเรา มันทำให้เรารู้จัก เข้าใจความเป็นตัวตน ความเป็นวิกรมอย่างแท้จริง ผมว่าถ้าเราเข้าใจตัวเองอย่างถ่องแท้ และอย่างถูกต้อง เราจะรู้จักตัวเอง และรู้ว่าเรากำลังมองหาอะไรในชีวิต”

         นี่เป็นเพียงเรื่องราวส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้ชายที่ชื่อ “วิกรม กรมดิษฐ์” นักธุรกิจหลายร้อยล้าน นักปรัชญาของเมืองไทย ผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและยังคงดำเนินชีวิตที่เรียบง่าย แต่ในชีวิตก็มีด้านมืดดังคนอื่นๆ เช่นกัน

ประวัติ 

         ชื่อ : วิกรม กรมดิษฐ์
         วันเกิด : 17 มีนาคม พ.ศ.2496
         สถานภาพ : โสด

การศึกษา : 

         – วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยแห่งชาติ ไต้หวัน
         – บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ประสบการณ์ระหว่างเป็นนักศึกษา

         1971 : ได้รับทุนการศึกษาระดับปริญญาตรี จากรัฐบาลไต้หวัน
         1973 : ได้รับรางวัลในฐานะนักเรียนนานาชาติยอดเยี่ยม ในการกล่าวสุนทรพจน์
         1973 : ประธานและผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมศิษย์เก่านักเรียนไทยในไต้หวัน

ประสบการณ์ในอดีต

         1975-1994 : กรรมการผู้จัดการบริษัท วี แอนด์ เค คอร์ปอเรชั่น (มหาชน)
         1989-1994 : ประธานบริษัท กรมดิษฐ์ โฮลดิ้ง
         1992-1997 : รองประธาน บี ไอ พี แอนจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน)

ตำแหน่งทางสังคมปัจจุบัน

         – รองประธานสภาธุรกิจไทย – จีน 
         – เหรัญญิก ของสมาคมไทย – ญี่ปุ่น 
         – รองประธานสมาคมศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยไต้หวัน
         – สมาชิกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
         – สมาชิกสมาคมการสื่อสารแห่งประเทศไทย
         –  สมาชิกสมาคมสัตว์ป่าแห่งประเทศไทย

ตำแหน่งทางสังคมในอดีต

         1990-1992 : เลขานุการสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย
         1992-1995 : รองประธานสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย
         1992-1994 : กรรมการบริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
         1992-1993 : ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
         1993-1994 : ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
         1994-1996 : ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, ประธานสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย
         1998-2002 : ประธานคณะกรรมการไทย – ไต้หวัน สภาอุตสาหกรรม

 

  คลิกอ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ได้ที่นี่ค่ะ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
  
- vikrom.net
- moneychannel.co.th
- amata.com 
- payakorn.com
- weopenmind.com

Earth Day


          ปัจจุบันปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเป็นพิษได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับน้ำเสีย อากาศเป็นพิษ หรือการตัดไม้ทำลายป่าที่ส่งผลให้เกิดวาตภัย หรืออุทกภัยอย่างฉับพลัน ในวันที่ 22 เมษายน ของทุกปี ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้ร่วมกันจัดกิจกรรมต่างๆ ขึ้น เพื่อเรียกร้องให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นการอนุรักษ์โลกใบนี้ไว้

ความเป็นมา

          เนื่องจากปัจจุบันสิ่งแวดล้อมได้รับผลกระทบกระเทือนจะการกระทำของมนุษย์เป็นอย่างมาก นอกจากนั้นก็ยังมีปัญหาสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นปัญหาโลก เช่นปัญหาการเกิดปรากฎการณ์เรือนกระจก หรือ “Green House Effect” ปัญหาปริมาณโอโซนในบรรยากาศลดลง หรือปัญหาพลังงานของโลกที่จะต้องหามาทดแทนการใช้น้ำมัน เป็นต้น

 

ทรัพยากรธรรมชาติ

 

          ดังนั้น ในวันที่ 22 เมษายน 2513 ประชาชนอเมริกันที่ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาสิ่งแวดล้อม กว่า 20 ล้านคน จึงได้พร้อมใจกันมาชุมนุมเพื่อประท้วงการเพิ่มขึ้นของมลภาวะ และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติบนพื้นโลก ผลจากการชุมนุมก่อให้เกิดการออกพระราชบัญญัติแก้ไขมลพิษในอากาศของสหรัฐอเมริกา และมีการจัดตั้งสำนักงานป้องกันสิ่งแวดล้อมแห่งชาติขึ้น และกำหนดให้วันที่ 22 เมษายน ของทุกปีเป็นวันคุ้มครองโลก หรือ “Earth Day” ในประเทศไทยเริ่มจัดให้มีการรณรงค์ขึ้นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ.2533

เป้าหมายของวันคุ้มครองโลก

        1. เพื่อลดอัตราการเกิดคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีอยู่อย่างหนาแน่นในบรรยากาศ

        2. เพื่อกำจัดคลอโรฟลูออโรคาร์บอนซึ่งเป็นตัวทำลายสภาพโอโซนและก่อให้เกิดการสะสมความร้อนให้หมดสิ้นไป

        3. เพื่ออนุรักษ์สภาพป่าที่เหลืออยู่ ทั้งที่เป็นป่าเบญจพรรณและป่าดงดิบ

       4. เพื่อห้ามการซื้อ-ขายสิ่งมีชีวิตที่อาจทำให้ภาวะการเจริญพันธุ์ลดลงหรือหมดสิ้นไป

      5. เพื่อคงสภาพระดับประชากรไว้ให้อยู่ในสภาพที่สมดุลกับทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่

      6. เพื่อสร้างพลังอำนาจจากองค์กรต่างๆ ทั่วโลกให้ร่วมกันปกป้องบรรยากาศ น้ำ และสภาพอื่นๆ ให้พ้นจากการกระทำที่มิชอบของมนุษย์

      7. เพื่อสร้างสำนึกในอันที่จะรักษาโลกไว้ทั้งบุคคล ชุมชนและชาติ

 

วันคุ้มครองโลก
กิจกรรมที่ปฏิบัติในวันคุ้มครองโลก

        1. การส่งเสริมการปลูกต้นไม้ทั่วทุกหนทุกแห่ง โดยเฉพาะแถบแอฟริกา เคนยา ไนจีเรีย และนามิเบีย เป็นต้น

        2. การอนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่ที่เหลืออยู่ในเมือง หมู่บ้าน และภูเขา

        3. รณรงค์ให้มีการอนุรักษ์ป่าธรรมชาติเพื่อเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารและที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า

        4. เน้นการคุมกำเนิดเพื่อให้จำนวนประชากรได้คงอยู่ในระดับคงเดิม

        5. ให้การศึกษาแก่เยาวชนและประชาชนทั่วไปได้ตระหนักถึงปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

        6. ร่วมกันรักษาความสะอาดตามถนนหนทาง ชายหาด อุทยาน และสถานที่สาธารณะต่างๆ

ข้อมูลและภาพประกอบจาก

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก เดลินิวส์, ข่าวสด, คมชัดลึก, ไทยรัฐ

          ข่าวการจากไปของ “แสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์” อดีตแชมป์โลก ยอดมวยดังชาวไทย ถูกตีแผ่จากสื่อแทบทุกแขนง เพราะเขาคือนักชกในตำนานที่สร้างประวัติศาสตร์เจ้าของสถิติชก 3 ครั้ง คว้าแชมป์โลก  จนถึงวันนี้ยังไม่มีใครลบสถิตินั้นได้ ทั้งนี้ แสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์ ป่วยด้วยอาการลำไล้อุดตัน เนื่องจากเกิดอาการท้องผูกอยู่บ่อยๆ กระทั่งเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล เมื่อวันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา ทว่าอาการที่แสนศักดิ์เผชิญอยู่นั้นถือว่าอยู่ในขั้นวิกฤตแล้ว เพราะลำไส้ที่อุดตันเกิดฉีกขาด อีกทั้งเจ้าตัวยังมีโรคแทรกซ้อนทั้งโรคตับ โรคหัวใจ เป็นทุนเดิม ทำให้เกิดความดันต่ำ ระบบหายใจไม่ปกติ เกิดติดเชื้อในกระแสเลือด และไตวาย หัวใจล้มเหลวในที่สุด สิ้นลมอย่างสงบ เมื่อเวลาประมาณ 15.40 น. ของวันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน ในวัย 56 ปี

          หลายคนยังจำภาพนักชกผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ได้ติดตา หลายคนอาจเพียงได้ยินถึงกิตติศัพท์ความเป็นยอดมวย หรืออีกหลายๆ คนอาจไม่เคยรู้จักเขาผู้นี้ ดังนั้น วันนี้ กระปุกดอทคอม จะพาคุณไปย้อนตำนานชีวิตนักมวย เจ้าของฉายา “ซ้ายทลายโลก” คนนี้กันค่ะ

          แสบ-แสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์ มีชื่อจริงว่า บุญส่ง มั่นศรี เกิดเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2495 เป็นชาวจังหวัดเพชรบูรณ์โดยกำเนิด มีพี่น้องทั้งหมด 6 คน เขาเริ่มหัดชกมวยไทยครั้งแรกกับครูสมคิด คำมาตย์(สายชัย เมืองสุรินทร์) โดยใช้ชื่อ “แสนแสบ เพชรเจริญ” หรือ “แสบทรวง เพชรเจริญ”  เมื่อเข้ามาในกรุงเทพฯ ได้เข้ามาอยู่กับค่าย “เมืองสุรินทร์” ของ “จอมตบ” สนอง รักวานิช และซึ่งต่อมาเป็นนักมวยไทยชื่อดังในขณะนั้น เขาเคยปะทะฝีมือกับยอดมวยไทยร่วมสมัยหลายคน เช่น ศิริมงคล ลูกศิริพัฒน์, พุฒ ล้อเหล็ก, คงเดช ลูกบางปลาสร้อย, ผุดผาดน้อย วรวุฒิ เป็นต้น 

          ต่อมา แสนศักดิ์ ถูกดึงตัวไปชกมวยสากลสมัครเล่นในนามทีมชาติ รายการมวยซีเกมส์ หรือกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 7 ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งการแข่งขันในครั้งนี้เขาชนะน็อกคู่ต่อสู้ทุกรอบทุกคน จนคว้าเหรียญทองมาครอง ทอง  และเปลี่ยนชื่อเป็น “แสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์” ในเวลาต่อมา ก่อนจะหันมาชกมวยสากลอาชีพ ในสังกัดพญาอินทรี เทียมบุญ อินทรบุตร ขึ้นสังเวียนชกเพียงแค่ 3 ไฟต์ ก็ได้เข็มขัดแชมป์โลกมาครองทันที ได้เป็นแชมป์โลกคนที่ 5 ของเมืองไทย โดยครั้งแรก ชนะน็อก รูดี้ บาร์โร่ นักชกฟิลิปปินส์ แค่ยกแรก เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2517 ครั้งที่ 2  ชนะน็อก ไลอ้อน ฟูรูยาม่า นักชกญี่ปุ่นรองแชมป์โลกรุ่นซูเปอร์ไลต์เวตของสภามวยโลก (WBC) ไปในยกที่ 7 และครั้งที่ 3 ปี พ.ศ. 2518  ชนะน็อก เปริโก เฟอร์นันเดซ นักชกสเปนเจ้าของตำแหน่งแชมป์โลกซูเปอร์ไลต์เวต ในยกที่ 8

          หลังจากนั้นแสนศักดิ์ ก็รุ่งเรืองในเส้นทางมวยโลก มีแพ้บ้างชนะบ้าง แต่ก็ป้องกันตำแหน่งไว้ได้หลายต่อหลายครั้ง และบางครั้งเป็นไฟต์แห่งความทรงจำที่ยังคงตรึงใจแฟนมวยอยู่จนทุกวันนี้  แต่ระยะหลังแสนศักดิ์เริ่มมีปัญหาทางสายตา โดยในปี พ.ศ.2521 เขาเสียแชมป์โลกในการป้องกันตำแหน่ง ครั้งที่ 8 ของสมัยที่ 2 กับ คิม ซาง ฮัน นักมวยชาวเกาหลีใต้ และในปี พ.ศ.2524 แสนศักดิ์ แพ้คะแนนอย่างขาดลอยในศึกชิงแชมป์สหพันธ์มวยภาคตะวันออกและแปซิฟิก (OPBF) รุ่นเวลเตอร์เวต กับ ซุง แจ ฮาง นักชกเกาหลีใต้ ที่เวทีมวยชั่วคราวบึงผลาญชัย จ.ร้อยเอ็ด ทำให้การชกครั้งนี้นับเป็นไฟต์สุดท้ายในเส้นทางมวยอาชีพ ก่อนที่แสนศักดิ์จะตัดสินใจแขวนนวมในที่สุด

          ด้านชีวิตครอบครัว แสนศักดิ์สมรสกับภรรยาคนแรก คือ “ปริม ประภาพร” ดาราสาวดาวยั่วชื่อดังในสมัยนั้น และมีลูกชาย ชื่อ “เกรียงศักดิ์” ซึ่งแสนศักดิ์เป็นคนตั้งเอง โดยให้ตรงกับชื่อนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น (พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์) และมีชื่อเล่นว่า “คิง” แต่ปัจจุบันเขาใช้ชีวิตอยู่กับนางศศวรรณ  มั่นศรี  ภรรยาคนที่ 2 และลูกสาวบุญธรรม ด.ญ.ปานวาด มั่นศรี วัย 13 ปี ที่บ้านย่านดินแดง กรุงเทพฯ

          ชีวิตหลังเกษียณจากสังเวียนของแสนศักดิ์นั้นไม่สวยหรูเท่าใดนัก เพราะนับจากเสียแชมป์โลกครั้งสุดท้าย เงินทองที่เคยมีอยู่นับ 10 ล้านบาท ก็ร่อยหรอ และยังโดนหลอกจากเพื่อนฝูงและคนรู้จัก รวมถึงคนในวงการมวยด้วย เคยลงทุนเป็นโปรโมเตอร์เอง แต่ก็ต้องขาดทุน เคยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ที่เพชรบูรณ์ บ้านเกิด ก็ไม่ได้รับเลือก อีกทั้งตาข้างขวาก็บอดสนิท ส่วนตาข้างซ้ายได้รับการผ่าตัดจนมองเห็นได้ 

          และวันนี้ตำนานยอดมวยโลกชาวไทยก็ได้ถูกปิดลงอย่างสิ้นเชิงพร้อมๆ กับการจากไปอย่างสงบ ทั้งนี้ ญาติจะนำร่างของแสนศักดิ์ ไปบำเพ็ญกุศลที่ ศาลา 3 วัดตรีทศเทพ และจะมีพิธีรดน้ำศพในวันพร่งนี้ (17 เมษายน) เวลา 17.00 น.

          ทางทีมงานกระปุกดอทคอมขอแสดงความเสียใจกับครอบครัว “มั่นศรี” ต่อการจากไปของ “แสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์” หรือ “นายบุญส่ง มั่นศรี” และขอให้วิญญาณ ไปสู่สุคติด้วยเถิด สาธุ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
    

โครงการบ้านยิ้ม บ้านยิ้ม

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก กรุงเทพธุรกิจ , คมชัดลึก 

          เป็นที่ถามไถ่กันอย่างมากกับ “โครงการบ้านยิ้ม” นโยบายของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่ต้องการจะช่วยเหลือข้าราชการ และลูกจ้าง กทม. วันนี้เรามีรายละเอียดเกี่ยวกับ “โครงการบ้านยิ้ม” มาฝากค่ะ

 โครงการบ้านยิ้มคืออะไร

          โครงการบ้านเอื้ออาทรตามโครงการบ้านยิ้ม เป็นนโยบายของกรุงเทพมหานครที่ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, การเคหะแห่งชาติ (กคช.), ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) , ธนาคารออมสิน, ธนาคารกรุงไทย และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ที่ให้ความช่วยเหลือข้าราชการ และลูกจ้างประจำของกรุงเทพมหานครให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง โดยสามารถเช่าซื้อบ้านได้ในราคาต่ำ และจะเปิดบ้านยิ้มเฟสต่อๆ ไปในอนาคต เพื่อรองรับความต้องการให้ได้มากที่สุด

 ลักษณะของบ้านในโครงการ

          โครงการบ้านยิ้มจะเป็นห้องชุดขนาด 33 ตารางเมตร จำนวน 10,000 ยูนิต แบ่งเป็นห้องชุดตกแต่งพร้อมอยู่ ราคา 450,000 บาท และห้องเปล่า ราคา 390,000 บาท ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 1,000 ยูนิต และรอบปริมณฑล ได้แก่ จังหวัดนนทบุรี, ปทุมธานี ,สมุทรสาคร, นครปฐม และสมุทรปราการ จำนวน 9,000 ยูนิต ซึ่งขณะนี้ได้ก่อสร้างเสร็จไปแล้ว 8,400 ยูนิต ส่วนที่เหลือจะใช้เวลาในการก่อสร้างอีกประมาณ 4-7 เดือน

บ้านยิ้ม โครงการบ้านยิ้ม

 ใครมีสิทธิ์ในโครงการบ้านยิ้ม

          ผู้ที่มีสิทธิ์เข้าโครงการบ้านยิ้ม คือ ข้าราชการ และลูกจ้างประจำของกรุงเทพมหานคร ที่มีรายได้ไม่เกิน 13,500 บาทต่อเดือน และยังไม่มีบ้านเป็นของตนเอง สามารถเช่าซื้อที่อยู่อาศัยในราคาต่ำ แต่หากมียอดผู้จองไม่ครบตามจำนวน ก็จะกระจายสิทธิ์ไปยังกลุ่มอื่นๆ เช่น กลุ่มที่มีรายได้เกิน 13,500 บาท แต่ยังไม่มีบ้านพักเป็นของตัวเอง

          ทั้งนี้กรุงเทพมหานครเตรียมจะเปิดโครงการบ้านยิ้มเฟส 2 ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ หรือมีรายได้มากกว่า 13,500 บาทต่อเดือน และต้องการมีบ้านพักอาศัย หรือรีไฟแนนซ์บ้าน สามารถเข้าร่วมโครงการได้

 เปิดจองได้ที่ไหน และเมื่อไหร่

          โครงการบ้านยิ้มเปิดให้ผู้มีสิทธิ์ลงทะเบียนจองบ้านได้ ตั้งแต่วันที่ 1-10 เมษายน 2552 ที่ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง) ตั้งแต่เวลา 10.00-16.00 น. แต่หากไม่สะดวกก็สามารถลงทะเบียนจองได้ที่หน่วยงานต้นสังกัดของตัวเอง และเมื่อลงทะเบียนแล้ว ทางกรุงเทพมหานครจะตรวจสอบคุณสมบัติผู้มีสิทธิ์ จากนั้นจะประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับสิทธิ์บ้านเอื้ออาทรในวันที่ 1 พฤษภาคม และเริ่มทำสัญญากับการเคหะแห่งชาติในวันที่ 15 พฤษภาคม

 รูปแบบการผ่อนชำระ

          ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถยื่นกู้ธนาคารได้เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ แม้ไม่มีเงินดาวน์ ในอัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 2.75 นาน 30 ปี หรือผ่อนชำระเดือนละ 1,850 บาท หรือเลือกผ่อนชำระ 10-20 ปี กับธนาคารที่เข้าร่วมโครงการ 4 แห่ง คือ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารออมสิน และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย อีกทั้งยังสามารถใช้วิธีการหักเงินผ่อนชำระจากเงินเพิ่มสวัสดิการของกรุงเทพมหานคร ที่ได้รับเดือนละ 2,000 บาทได้

          ในส่วนของโครงการเฟส 2 ที่เปิดให้สำหรับข้าราชการและลูกจ้างที่มีรายได้มากกว่า 13,500 บาทต่อเดือน สามารถทำสัญญากู้เงินจาก 4 ธนาคารที่เข้าร่วมโครงการ ในวงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท และเลือกที่อยู่ได้ตามต้องการ ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ และห้องชุด โดยคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.75 เท่ากับเฟสแรก และผ่อนนาน 30 ปี แต่หากจะกู้เงินเกิน 1 ล้านบาทก็ต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราปกติของธนาคาร
 

 คลิกอ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ได้ที่นี่ค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
 
- bmanews.co.cc

เช็คช่วยชาติ
เช็คช่วยชาติของจริง

 

สรุปประเด็นข่าวโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก มติชนออนไลน์

         ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดรูปแบบ “เช็คช่วยชาติ” ที่ได้รับมอบหมายให้จัดพิมพ์ตามรายชื่อที่ได้รับจากทางการ เพื่อส่งมอบให้กับกรมบัญชีกลาง และสำนักงานประกันสังคม นำไปแจกจ่ายให้แก่บุคลากรภาครัฐและประชาชนผู้มีสิทธิโดยตรง โดยธนาคารได้ออกแบบ “เช็คช่วยชาติ” ขึ้นเป็นการเฉพาะ ภายใต้ข้อกำหนดที่ให้ไว้ และจัดพิมพ์ด้วยระบบพิเศษ ที่เน้นการให้ความสำคัญด้านความปลอดภัย เพื่อป้องกันการปลอมแปลงที่อาจเกิดขึ้น ทั้งนี้เช็คช่วยชาติสามารถเปลี่ยนมือได้และมีค่าเสมือนเงินสด จึงไม่สามารถอายัดได้ ดังนั้นผู้ได้รับเช็คจึงต้องเก็บรักษาเป็นอย่างดี

โดยผู้ได้รับเช็คช่วยชาติสามารถตรวจสอบด้วยวิธีสังเกตใน 4 จุดหลัก ได้แก่ 

          จุดที่หนึ่ง ตัวอักษร “เช็คช่วยชาติ ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลก” พิมพ์เป็นลายเส้นนูน สีน้ำเงิน ดำ และแดง เหลือบกัน เมื่อสัมผัสด้วยปลายนิ้วมือจะรู้สึกสะดุดกับหมึกพิมพ์ที่อยู่บนผิวกระดาษ 

          จุดที่สอง สัญลักษณ์ “฿” ช่องจำนวนเงิน พิมพ์เป็นตัวนูน สีทองและแดงเหลือบกัน 

          จุดที่สาม เมื่อนำเช็คไปส่องกับแบล็คไลท์ จะปรากฏตราสัญลักษณ์รูปดอกบัวของธนาคารกรุงเทพตรงกลางเช็ค 

          จุดที่สี่ ขอบเช็คต้องมีรอยปรุ 2 ด้าน ได้แก่ ด้านบนและด้านล่าง 

         สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ศูนย์ธนาคารทางโทรศัพท์ “โครงการเช็คช่วยชาติ” โทรศัพท์ 0 2645 5888 ทุกวัน ระหว่างเวลา 8.00 น. – 20.00 น. หรือ www.bangkokbank.com   

           ทางด้าน นายธีระ อภัยวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด ผู้ดำเนินการออกเช็คช่วยชาติจำนวน 10.5 ล้านฉบับ กล่าวว่า ธนาคารได้ทยอยส่งเช็คช่วยชาติไปตามสาขาธนาคารทั่วประเทศแล้ว โดย สปส.จะรับมอบเช็คที่สาขาธนาคารเพื่อนำไปแจกจ่ายต่อไป รอบแรกวันที่ 26 มีนาคม รอบต่อไป 31 มีนาคม และรอบสุดท้ายคือวันที่ 3 เมษายน เพื่อให้ทันเทศกาลสงกรานต์ตามวัตถุประสงค์ของรัฐบาล 

           “ธนาคารได้จัดระบบรักษาความปลอดภัยในการเคลื่อนย้ายเช็คมากที่สุด มีการติดตั้งเครื่องจีพีอาร์เอสไว้กับรถขนส่งเพื่อระบุตำแหน่งของรถได้” นายธีระกล่าว และว่า ผู้ที่ได้รับเช็คสามารถนำมาขึ้นเงินได้ที่สาขาของธนาคาร นอกจากนี้ จะมีการตั้งโต๊ะรับแลกเช็คในสถานที่สำคัญ เช่น ลานคนเมือง หรือลานหน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ เป็นต้น 

           นายธีระ กล่าวว่า ขอย้ำว่าผู้ประสงค์จะนำเช็คมาขึ้นเงินจะต้องนำบัตรประชาชนหรือบัตรข้าราชการมาด้วย เนื่องจากเช็คดังกล่าวจะมีเลขที่บัตรกำกับอยู่ หากไม่นำบัตรมาแสดงตนก็จะไม่สามารถขึ้นเงินสดได้ นอกจากนี้ หากทำเช็คช่วยชาติหาย จะไม่สามารถอายัดหรือขอฉบับใหม่ได้อีก 

           “ได้รับเช็คแล้ว รีบเอาไปขึ้นเงินสดหรือเอาไปซื้อของให้เร็วที่สุด เพราะนโยบายของรัฐบาลต้องการให้ท่านรีบใช้ เอาไปซื้อของ โรงงานจะได้ไม่ต้องลดคนงาน ขอร้องให้รีบใช้” นายธีระ กล่าว 

           ขณะที่ นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า สปส.ได้เตรียมการแจกจ่ายเช็คช่วยชาติ ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม – 8 เมษายนนี้ โดยจะนำไปจ่ายยังสถานประกอบการ 7,500 แห่ง มีผู้ประกันตน 2,361,300 คน จ่ายที่ว่าการอำเภอ 800 แห่ง ผู้ประกันตน 1,071,600 คน และจ่ายที่ สปส.พื้นที่ และ สปส.จังหวัด ศูนย์การค้า 2,700,000 คน นอกจากนี้ ได้จัดชุดเคลื่อนที่เร็ว 60 ชุด เพื่อจัดส่งเช็คให้ถึงมือผู้ประกันตนตามที่ร้องขอ เบื้องต้นต้องเป็นสถานประกอบการที่มีผู้มีสิทธิรับเช็ค 200 คนขึ้นไป สามารถแจ้งความจำนงได้ที่โทร.0-2526-1959

           “ได้สั่งการให้ สปส. เปิดบริการจ่ายเช็คให้กับผู้ประกันตนนอกเวลาราชการในวันเสาร์และวันอาทิตย์ด้วย ส่วนวันจันทร์-ศุกร์ ได้ขยายเวลารับเช็คถึงเวลา 20.00 น. เนื่องจากไม่ต้องการให้ลูกจ้างหยุดงาน” นายไพฑูรย์กล่าว

ขอขอบคุณข้อมูลจาก