บทความ บทความดีๆ เกร็ดความรู้

ความรู้รอบตัว -Kapook แสนรู้

Storm Surge
Storm Surge

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต


         หลังจากที่ ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการอำนวยการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ออกมากล่าวเตือน แนวชายฝั่งอ่าวไทย 3 จังหวัด คือ สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม รวมถึงบริเวณชายฝั่งทะเลในเขตกรุงเทพมหานคร ให้ระวังวิบัติภัยจากสตอร์ม เซิร์จ (Storm Surge)  ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นได้ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน โดยปรากฏการณ์ดังกล่าวถือเป็นช่วงอันตรายอย่างยิ่ง จากความเร็วของแรงลมที่ 118 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะส่งผลให้คลื่นสูงเฉลี่ย 2.2-4.5 เมตร ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงๆ ความรุนแรงอาจเท่าพายุนาร์กีสเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามข่าวดังกล่าวได้สร้างความแตกตื่นกันไม่น้อย กับปรากฎการณ์ สตอร์ม เซิร์จ (Storm Surge)  หรือ พายุหมุน หรือ คลื่นซัดเข้าชายฝั่ง 

         เชื่อหรือไม่ว่า ปรากฎการณ์ Storm Surge เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยมาแล้ว! และเคยเกิดบ่อยครั้งด้วย ซึ่งแต่ละครั้งก็นำมาซึ่งความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง….

         ย้อนกลับไปเมื่อปี 2532 เกิดพายุไต้ฝุ่น เกย์ (คุ้นๆ ใช่ไหมล่ะ) พัดถล่ม จังหวัดชุมพร มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน ต่อมาปี 2540 พายุลินดา ก็พัดซ้ำรอยเดิม ใน จังหวัดชุมพร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  และจังหวัดเพชรบุรี ครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตน้อยกว่า ทว่าก็สร้างความเสียหายมากครั้งหนึ่งเช่นกัน และครั้งสำคัญในปี 2505 พายุที่แหลมตะลุมพุก อันเกิดจากพายุโซนร้อนแฮเรียต ได้กลายเป็นประวัติศาสตร์อันน่าโศกเศร้า ยังมาซึ่งความเสียหายต่อชีวิต และภูมิประเทศ โดยในครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตกว่าพันคน!!!

         หันมาดูในฝั่งกรุงเทพฯ กันบ้าง เมื่อปี 2504  Storm Surge ก็เคยมีปรากฏการณ์เกิดพายุใหญ่ซัดเข้ามาในอ่าวไทย จนเกิดน้ำท่วมกรุงเทพฯ เช่นกัน และในปี 2526 ก็เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่าฝนพันปี มีน้ำท่วมและขังในพื้นที่นาน ที่สำคัญ การเกิดขึ้นของพายุได้สร้างความเสียหายต่อการกัดเซาะชายฝั่งของกรุงเทพฯ จนเป็นพื้นที่ที่เรียกว่าทะเลตรม และไม่สามารถป้องกันน้ำทะเลได้ในหลายจุด 

         อ่านมาถึงตรงนี้แล้วเริ่มรู้สึกว่า Storm Surge เป็นเรื่องใกล้ตัวกันบ้างแล้วใช่ไหมหล่ะคะ . . . แล้ว Storm Surge เกิดขึ้นได้อย่างไรกัน??? …เรื่องนี้ นาวาเอก กตัญญู ศรีตังนันท์ ผู้บังคับหมวดเรืออุทกศาสตร์ กองทัพเรือ ให้คำอธิบายว่า…

         Storm surge คือ ปรากฏการณ์คลื่นที่เกิดขึ้นพร้อมกับพายุหมุนโซนร้อน ที่ยกระดับน้ำทะเลให้สูงขึ้นกว่าปกติ อันเนื่องมาจากความกดอากาศต่ำที่ปกคลุม ณ บริเวณนั้น ซึ่งเวลาที่หย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนตัวผ่านไปพร้อมกับศูนย์กลางของพายุ ทำให้แรงกดนั้นยกระดับน้ำจนกลายเป็นโดมน้ำขึ้นมา โดยเคลื่อนตัวจากทะเลซัดเข้าหาชายฝั่ง

         ที่สำคัญยิ่งความกดอากาศต่ำเท่าไร ก็จะทำให้เกิดปรากฏการณ์คลื่นพายุหมุนมากเท่านั้น หากจะวัดเป็นตัวเลข ก็มีความหมายว่า ความกดอากาศต่ำที่ลดลง 1 มิลลิบาร์ จะทำให้น้ำทะเลสูงขึ้น 1 เซนติเมตร

 Storm Surge ร้ายแรงกว่าสึนามิ พอกันกับนาร์กีส

Storm Surge

         รูปแบบการเคลื่อนตัวที่เป็นเหมือนคลื่นขนาดใหญ่ แล้วพัดเข้าชายฝั่งของ Storm Surge เป็นลักษณะเดียวกันกับคลื่นยักษ์สึนามิ แต่แตกต่างกันตรงที่ ลักษณะของการเกิด คือ สึนามิ เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ของแผ่นดินไหวใต้ทะเล ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนส่งผลให้เกิดคลื่นขนาดยักษ์ซัดเข้าชายฝั่ง แต่กับ Storm surge จะเกิดขึ้นโดยมีตัวแปรจากพายุ

         สำหรับ ความเสียหายนั้น ว่ากันว่า Storm surge เลวร้ายมากกว่า กล่าวคือ การเกิดสึนามิจะเกิดขึ้นวันไหนก็ได้ โดยท้องฟ้าอาจจะแจ่มใส อากาศเป็นปกติ เหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วทางฝั่งอันดามันของไทย แต่หากเป็น Storm surge จะเกิดขึ้นพร้อมกับพายุ ซึ่งแน่นอนว่าต้องเป็นวันที่ท้องฟ้าปั่นป่วน ไม่แจ่มใส สภาพอากาศเลวร้าย มีการก่อตัวของเมฆฝน ฝนตกอย่างหนัก ลมพัดแรง บริเวณชายฝั่งเกิดคลื่นโถมกระแทกอย่างหนัก คลื่นในทะเลสูง แต่เมื่อศูนย์กลางของพายุเคลื่อนเข้ามา ก็จะหอบเอาโดมน้ำขนาดใหญ่ซัดเข้ามาอีกครั้ง ดังนั้น ความเสียหายจึงเพิ่มเป็นทวีคูณ

         อย่างไรก็ตาม แม้จะเลวร้ายมากกว่า แต่ก็สามารถรับมือได้ดีกว่า เพราะเมื่อ Storm surge เกิด มักจะมาพร้อมกับพายุโซนร้อน ดังนั้น เราจะเห็นสัญญาณเตือนหลายอย่าง เช่น การเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยา และจากการสังเกตลักษณะอากาศที่จะค่อยๆ เลวร้ายลง ทำให้เรารู้ตัวล่วงหน้าหลายวัน และสามารถหาทางอพยพได้ทัน แต่กับสึนามิอาจจะไม่รู้ได้เลย เพราะบางครั้งก็เกิดขึ้นในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส ไม่มีสัญญาณบอกเหตุร้ายแต่อย่างใด แต่ปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้น ในช่วงหลายปีมานี้ก็เป็นอะไรที่คาดเดา พยากรณ์ได้ยากเช่นกัน ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการเกิดภาวะโลกร้อน ที่ทำให้สภาพอากาศในทุกมุมโลกเกิดความแปรปรวน และยิ่งทวีความรุนแรงของเหตุการณ์ขึ้น สิ่งนี้จึงเรื่องที่ต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด

         นอกจากนี้ การเกิดขึ้นของปรากฏการณ์ดังกล่าว ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในทะเลอ่าวไทยเท่านั้น แต่ยังสามารถเกิดขึ้นได้ในทะเลสาบสงขลา จังหวัดสงขลา หนองหาร จังหวัดสกลนคร หรือกว๊านพะเยา จังหวัดพะเยา เพราะเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ได้อีกด้วย

 เราจะรู้ได้อย่างไรว่าจะเกิดคลื่นพายุหมุน หรือ Storm surge?

         รศ.ดร.บรรณโศภิษฐ์ เมฆวิชัย รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้ความเห็นกับเรื่องนี้ว่า สิ่งที่น่าจับตามากที่สุดคือ ปรากฏการณ์โลกร้อน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเกิดขึ้นของคลื่นพายุหมุน และน่าจะมีลักษณะเดียวกับการเกิดของพายุนาร์กิสที่ประเทศพม่า ซึ่งเกิดขึ้นโดยฉับพลัน ไม่มีสัญญาณบ่งชี้เรื่องของภูมิอากาศที่แปรปรวน ก่อนที่จะเกิดสึนามิหรือนาร์กีส ท้องฟ้ายังแจ่มใส ไม่มีการตั้งเค้าของพายุ

         “แนวชายฝั่งของ 3 จังหวัดอ่าวไทยคือ สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม มีภูมิประเทศเป็นรูปตัว ก.ไก่ คือเป็นพื้นที่ค่อนข้างสูง แต่บริเวณพื้นที่ชั้นในค่อนข้างต่ำเป็นแอ่ง ฉะนั้น หากเกิดปรากฏการณ์คลื่นพายุหมุน น้ำทะเลน่าจะทะลักเข้าทางถนนสุขุมวิท ย่านบางนา รวมทั้งเข้าทางฝั่งธนบุรี ก่อนที่จะถึงเขตกรุงเทพฯ ชั้นใน ก็น่าคิดหามาตรการเตรียมรับมือ” รศ.ดร.บรรณโศภิษฐ์กล่าว

 รับมืออย่างไร กับ Storm Surge 

Storm Surge

         สำหรับการเตรียมความพร้อม เพื่อรับมือกับ Storm surge นั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ การรับข่าวสาร และทำความเข้าใจ โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย ควรศึกษาลักษณะของการเกิด และความรุนแรงเพื่อที่จะได้หาทางหนีทีไล่ได้ทัน โดยการหนีนั้นจะมีหน่วยงานที่ร่วมทำแผนที่เสี่ยงภัย ซึ่งหากบริเวณไหนมีประชากรหนาแน่น บริเวณนั้นจะมีความเปราะบางมาก จึงต้องทำแผนที่ให้ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเมืองท่องเที่ยว

         ทั้งนี้ วิธีการป้องกันการเกิดพายุหมุน หรือคลื่นซัดเข้าชายฝั่ง (Storm Surge) นั้นมีอยู่หลายแนวทาง ซึ่ง รศ.อัปสรสุดา ศิริพงษ์ อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า ทางออกที่ดีที่สุด คือ การช่วยกันรักษาป่าชายเลนตามแนวชายฝั่ง หรือปลูกป่าชายเลนเพิ่มในพื้นที่ชายฝั่ง เพื่อช่วยลดความรุนแรงของ Storm surge อีกทั้งควรกำหนดเป็นหลักสูตรในเรื่องของภัยพิบัติลงในแบบเรียน เพราะเป็นสิ่งที่ต้องปลูกฝังให้เด็กเกิดความตื่นตัว จึงต้องสร้างความตระหนักให้เกิดขึ้น และต้องมีการซ้อมแผนเตือนภัยอยู่ตลอดเวลา เมื่อถึงคราวเกิดขึ้นจริง จะได้ช่วยลดความเสียหายจากชีวิตและทรัพย์สินได้  

         … เห็นทีระยะนี้คงต้องฝากเตือนทุกคน ให้การติดตามข่าวสารการพยากรณ์อากาศกันมากๆ นะคะ โดยเฉพาะใครที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง เพื่อจะได้รับมือกับ Storm Surge กันได้อย่างทันท่วงทีค่ะ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

- aksorn.com
- click2member.com

เรียบเรียงโดยกระปุกดอทคอม
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต

         หลังจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศพม่าโดนฤทธิ์พายุไซโคลนที่มีชื่อว่า “นาร์กีส” ถล่มซะจนได้รับความเสียหายอย่างใหญ่หลวง กลืนชีวิตผู้คนไปแล้วหลายหมื่นราย ผู้คนอีกนับแสนไร้ที่อยู่และไม่มีนํ้าดื่ม เรียกได้ว่าสร้างความเสียหายให้กับประเทศพม่ามากเป็นประวัติศาสตร์ก็ว่าได้ 

         ทันทีที่พายุนาร์กีสเริ่มฉายภาพความรุนแรงหลังซัดถล่มประเทศพม่าอย่างบ้าคลั่ง ทำให้หลายคนวิตกกังวลว่าพายุไซโคลนนาร์กีสกำลังจะคืบคลานเข้ามาสร้างภัยพิบัติให้กับประเทษไทยเรา พร้อมๆ กับตั้งคำถามว่าทุกวันนี้คนไทยรู้จักพายุที่มีความรุนแรงระดับนาร์กีสเพียงใด เอาเป็นว่าเราไปรู้จักกับที่ไปที่มาของมหัตภัยจากธรรมชาติที่มีชื่อว่า “นาร์กีส” กันก่อน เพื่อจะได้เตรียมรับมือหรือหาวิธีป้องกัน…  

         พายุ คือ สภาพบรรยากาศที่ถูกรบกวนแบบใดๆ ก็ตาม โดยเฉพาะที่มีผลกระทบต่อพื้นผิวโลก และบ่งบอกถึงสภาพอากาศที่รุนแรง เวลากล่าวถึงความรุนแรงของพายุ จะมีเนื้อหาสำคัญอยู่บางประการคือ ความเร็วที่ศูนย์กลาง ความเร็วของการเคลื่อนตัว ทิศทางการเคลื่อนตัวของพายุ และขนาดความกว้างหรือเส้นผ่าศูนย์กลางของตัวพายุ ซึ่งบอกถึงอาณาบริเวณที่จะได้รับความเสียหายว่าครอบคลุมเท่าใด และพายุแบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 3 ประเภท คือ

         1. พายุฝนฟ้าคะนองมีลักษณะเป็นลมพัดย้อนไปมา หรือพัดเคลื่อนตัวไปในทิศทางเดียวกัน อาจเกิดจากพายุที่อ่อนตัวและลดความรุนแรงของลมลง หรือเกิดจากหย่อมความกดอากาศต่ำ ร่องความกดอากาศต่ำ อาจไม่มีทิศทางที่แน่นอน 

        2.พายุหมุนเขตร้อนต่างๆ เช่น เฮอร์ริเคน ไต้ฝุ่น และไซโคลน ซึ่งล้วนเป็นพายุหมุนขนาดใหญ่เช่นเดียวกัน และจะเกิดขึ้นหรือเริ่มต้นก่อตัวในทะเล หากเกิดเหนือเส้นศูนย์สูตร จะมีทิศทางการหมุนทวนเข็มนาฬิกา และหากเกิดใต้เส้นศูนย์สูตรจะหมุนตามเข็มนาฬิกา โดยมีชื่อต่างกันตามสถานที่เกิด กล่าวคือ 

         ++ พายุเฮอร์ริเคน (hurricane) เป็นชื่อเรียกพายุหมุนที่เกิดบริเวณทิศตะวันตกของมหาสมุทรแอตแลนติก เช่น บริเวณฟลอริดา สหรัฐอเมริกา อ่าวเม็กซิโก ทะเลแคริบเบียน เป็นต้น รวมทั้งมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณชายฝั่งประเทศเม็กซิโก 

         ++ พายุไต้ฝุ่น (typhoon) เป็นชื่อพายุหมุนที่เกิดทางทิศตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ เช่น บริเวณทะเลจีนใต้ อ่าวไทย อ่าวตังเกี๋ย ประเทศญี่ปุ่น 

         ++ พายุไซโคลน (cyclone) เป็นชื่อพายุหมุนที่เกิดในมหาสมุทรอินเดีย เหนือ เช่น บริเวณอ่าวเบงกอล ทะเลอาหรับ เป็นต้น แต่ถ้าพายุนี้เกิดบริเวณทะเลติมอร์และทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศออสเตรเลีย จะเรียกว่า พายุวิลลี-วิลลี (willy-willy) 

         ++ พายุโซนร้อน (tropical storm) เกิดขึ้นเมื่อพายุเขตร้อนขนาดใหญ่อ่อนกำลังลง ขณะเคลื่อนตัวในทะเล และความเร็วที่จุดศูนย์กลางลดลงเมื่อเคลื่อนเข้าหาฝั่ง มีความเร็วลม 62-117 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

         ++ พายุดีเปรสชัน (depression) เกิดขึ้นเมื่อความเร็วลดลงจากพายุโซนร้อน ซึ่งก่อให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองธรรมดาหรือฝนตกหนัก มีความเร็วลมน้อยกว่า 61 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

         3. พายุทอร์นาโด (tornado) เป็นชื่อเรียกพายุหมุนที่เกิดในทวีปอเมริกา มีขนาดเนื้อที่เล็กหรือเส้นผ่าศูนย์กลางน้อย แต่หมุนด้วยความเร็วสูง หรือความเร็วที่จุดศูนย์กลางสูงมากกว่าพายุหมุนอื่นๆ ก่อความเสียหายได้รุนแรงในบริเวณที่พัดผ่าน เกิดได้ทั้งบนบกและในทะเล 

         สำหรับ “นาร์กีส” (Nargis) เป็นชื่อเรียกของพายุหมุนเขตร้อน เกิดในอ่าวเบงกอลตอนกลาง ในประเทศปากีสถานมีความเร็วลม 190 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จัดอยู่ในความรุนแรงระดับ 3 คือทำลายล้างปานกลาง ทำลายโครงสร้างที่อยู่อาศัยขนาดเล็ก น้ำท่วมขังถึงพื้นบ้านชั้นล่าง ซึ่งระดับความรุนแรงของพายุหมุนเขตร้อนที่มีความเร็วลมเกิน 118 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถแบ่งออกเป็น 5 ระดับ ได้แก่ 

         - ระดับที่ 1 มีความเร็วลม 119-153 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำลายล้างเล็กน้อย ไม่ส่งผลต่อสิ่งปลูกสร้าง มีน้ำท่วมขังตามชายฝั่ง 

        - ระดับที่ 2 มีความเร็วลม 154-177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำลายล้างเล็กน้อย ทำให้หลังคา ประตู หน้าต่างบ้านเรือนเสียหายบ้าง ทำให้เกิดน้ำท่วมขัง 

        - ระดับที่ 3 มีความเร็วลม 178-209 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำลายล้างปานกลาง ทำลายโครงสร้างที่อยู่อาศัยขนาดเล็ก น้ำท่วมขังถึงพื้นบ้านชั้นล่าง 

         – ระดับที่ 4 มีความเร็วลม 210-249 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำลายล้างสูง หลังคาบ้านเรือนบ้านเรือนบางแห่งถูกทำลาย น้ำท่วมเข้ามาถึงพื้นบ้าน 

         – ระดับที่ 5 มีความเร็วลมมากกว่า 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะทำลายล้างสูงมาก หลังคาบ้านเรือน ตึกและอาคารต่างๆ ถูกทำลาย พังทลาย น้ำท่วมขังปริมาณมาก ถึงขั้นทำลายทรัพย์สินในบ้าน อาจต้องประกาศอพยพประชาชน

         ขณะเดียวกันหลังพายุไซโคลน “นาร์กีส” ที่มีความเร็วลม 190 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซัดถล่มเมืองย่างกุ้งและบาสเซน แถบสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิระวดี ของประเทศพม่า เมื่อเช้าตรู่วันที่ 3 พฤษภาคม 2551ซึ่งก่อนหน้านี้คาดว่าจะจู่โจมประเทศบังกลาเทศก่อน แต่ก็เปลี่ยนทิศทางลมมาที่ประเทศพม่าแทน สำหรับความรุนแรงของไซโคลนนาร์กีสพัดหลังคาบ้านเรือนปลิวว่อน ต้นไม้และเสาไฟฟ้าหักโค่น ไฟฟ้าดับทั่วเมือง ในขณะที่ทางภาคเหนือและภาคใต้ของประเทศไทยก็เจอหางเลขอิทธิพลนาร์กีสเล็กน้อย ซึ่งทำให้หลายจังหวัดเกิดฝนตกชุก มีน้ำท่วมขัง 

         พิบัติภัยธรรมชาติไม่มีทางเลี่ยงได้ ไม่ว่าจะประเทศไหนหรือแผ่นดินใด ไม่มีทางหลีกลี้หนีพ้น แต่มีวิธีป้องกันซึ่งวิธีการที่ดีที่สุดก็คือ รัฐบาลต้องมีหน่วยงานซึ่งทำหน้าที่ early warning คือเตือนประชาชนคนของตนแต่แรก ด้วยข้อมูลที่มีประสิทธิภาพและทันการณ์ จากนั้นก็ต้องรีบดำเนินการต่างๆ อย่างเหมาะสม เช่น ย้ายผู้คนให้ไปอยู่ในที่ปลอดภัย ทั้งนี้ นับเป็นโชคดีของประเทศไทยที่ เมื่อนาร์กีสมาถึงบ้านเราก็ลดความแรงลง คงมีแต่ฝนเป็นส่วนใหญ่ แม้จะทำความเสียหายแก่พืชไร่ ของเกษตรกรไม่น้อยแต่ก็เพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนสำคัญๆ ได้พอเพียงที่จะไว้ใช้เพาะปลูกได้ 

         อย่างไรก็ตาม กรมอุตุนิยมวิทยาออกมาประกาศเตือนประชาชนแล้วว่า ปีนี้ฤดูฝนจะมาเร็วกว่าปกติ ซึ่งที่จริงแล้วฤดูฝนจะเริ่มประมาณกลางเดือนพฤษภาคม แต่ปีนี้มาตั้งแต่ต้นเดือนทำให้ถึงฤดูฝนเร็วขึ้น ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากพายุไซโคลนนาร์กีส ประกอบกับลานินญ่า โลกร้อน และการแปรปรวนของสภาพอากาศ ประชาชนต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะพายุมีโอกาสเข้ามาได้ ทำให้หลายฝ่ายวิเคราะห์กันว่าผลพวงภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นทั้งหมด มาจาก “ภาวะโลกร้อน” ซึ่งก็เกิดจากฝีมือมนุษย์ล้วน

         ภัยพิบัติไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะมันมีพลังอำนาจทำลายล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้อย่างน่าหวาดหวั่น เมื่อเกิดแล้วก็อาจจะเงอะงะกันไปทั้งประเทศ อย่างที่รัฐบาลทหารพม่ากำลังประสบอยู่ในขณะนี้…

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

- พระเทพฯ ทรงห่วงคนไทย-พม่า น้ำทะเลอุ่นปะทะเย็นไทยเสี่ยง
- พม่าจ่อ 5 หมื่นศพ-นาร์กิสฤทธิ์เท่าสึนามิ
- เหยื่อ นาร์กีส พุ่ง 1.5 หมื่นราย แล้ว
- เอลนีโญส่งผลทะเลไทย น้ำเย็นลงมีตะกอนขุ่นทำให้คัน 
- ตะลึง! ทะเลเหือด
- เสียงเตือนจาก “อัล กอร์” “หยุดโลกร้อน…คุณทำได้ !”
- เมืองมืดเพื่อโลกสว่าง
- “สมิทธ” เตือนมหาวิบัติภัย ยัน “ภาวะโลกร้อน” ของจริง
- โลกร้อน…ความจริงที่ไม่มีใครอยากฟัง จริงหรือ?
- “ภาวะโลกร้อน” ความจริงช็อกโลก!!! 
- พิษวิกฤตโลกร้อนน้ำตกแห้ง-ป่าลด 
- เผย กทม. ปีนี้ ร้อนทะลุ 40 องศา
- “โลกร้อน” พาโลกมนุษย์ ย้อนกลับสู่ยุคไดโนเสาร์!
- ไทยมีเอี่ยวทำโลกร้อน ติดอันดับ 9 โลกปล่อยก๊าซสูงสุด
- ปี 2549 ทำสถิติ ปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ 

ข้อมูลจาก