บทความ บทความดีๆ เกร็ดความรู้

ความรู้รอบตัว -Kapook แสนรู้
มะเร็งเม็ดเลือดขาว

 

เรียบเรียงโดยกระปุกดอทคอม
ภาพประกอบจาก thailabonline.com

          ในร่างกายคนปกติมีเลือดประมาณ 70 ซีซี ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ประมาณ 55-60% ของเลือดเป็นส่วน หรือที่เรียกว่า “พลาสมา” หรือ “น้ำเลือด” ที่เหลือเป็นส่วนของเม็ดเลือด ในส่วนที่เป็นเม็ดเลือดยังแบ่งออกเป็นชนิดใหญ่ๆ ได้ 3 ชนิด คือ

          1. เม็ดเลือดแดง มีหน้าที่นำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย
          2. เม็ดเลือดขาว ทำหน้าที่คล้ายตำรวจ คอยต่อสู้กับเชื้อโรคซึ่งเปรียบได้กับผู้ร้าย
          3. เกล็ดเลือด มีหน้าที่เกี่ยวกับการห้ามเลือดในเวลาที่ร่างกายมีเลือดออก

          ในภาวะปกติเม็ดเลือดทั้ง 3 ชนิด สร้างจากเซลล์ในไขกระดูกซึ่งเป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ในแกนกลางของกระดูกทั่วไป โดยเม็ดเลือดแต่ละชนิดจะมีอายุขัยในร่างกายคนแตกต่างกันไป เช่น เม็ดเลือดแดงมีอายุ 120 วัน, เม็ดเลือดขาวมีอายุ 2-3 สัปดาห์ เป็นต้น

          เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่แล้วก็จะถูกปล่อยออกมาจากไขกระดูกเข้าเส้นเลือด ออกไปทำหน้าที่ต่างๆ กัน แล้วแต่ชนิดของเม็ดเลือดนั้นๆ เมื่อครบอายุของเม็ดเลือดนั้นๆ แล้วก็จะถูกทำลายไป ซึ่งส่วนใหญ่การทำลายนี้จะเกิดขึ้นที่ม้าม แล้วก็จะมีเม็ดเลือดที่เกิดมาใหม่มาทำหน้าที่ทดแทนเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

          ในคนปกติการสร้างและการทำงายเม็ดเลือดนี้จะ อยู่ภายใต้กลไกการควบคุมของร่างกายเพื่อให้เกิดความสมดุลกัน เมื่อใดก็ตามที่กลไกการควบคุมดังกล่าวเสียไป ทำให้การสร้างและการทำงานไม่สมดุลกัน ก็จะทำให้การแบ่งตัวจะผิดปกติไป หากร่างกายไม่สามารถควบคุมการแบ่งตัวที่ผิดปกติเหล่านี้ไว้ได้  จำนวนเม็ดเลือดที่เกิดผิดปกติก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ และเกิดภาวะมะเร็งขึ้น

 มะเร็งเม็ดเลือดขาวคืออะไร

          “มะเร็งเม็ดเลือดขาว” (Leukemia, Leukeamia) เป็นมะเร็งที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์เม็ดเลือด ทำให้มีการสร้างเม็ดเลือดชนิดผิดปกติออกมามากกว่าปกติ และจะไปรบกวนการสร้างเม็ดเลือดปกติ ทำให้จำนวนเม็ดเลือดที่ปกตินั้นมีจำนวนลดน้อยลง จนเป็นอันตรายต่อเม็ดเลือดข้างเคียง และอวัยวะอื่นๆ เป็นผลให้ระบบการทำงานของเม็ดเลือดเสียไป และเนื่องจากมะเร็งเม็ดเลือดขาวเป็นมะเร็งที่เกิดกับเลือด ซึ่งไหลเวียนไปทั่วร่างกาย มะเร็งที่เกิดขึ้นจึงกระจายไปทั่วร่างกายอย่างรวดเร็วตั้งแต่แรกเป็น ดังนั้นมะเร็งเม็ดเลือดขาวจึงไม่มีการแบ่งระยะของโรค

  อาการ

          เนื่องจากผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวนั้น จะมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของเซลล์ตัวอ่อนของเม็ดเลือดขาวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะมีผลกระทบต่ออวัยวะที่สร้างเม็ดเลือดชนิดต่างๆ ได้แก่ ปริมาณเกร็ดเลือด ที่บทบาทสำคัญในกระบวนการแข็งตัวของเลือดนั้นลดจำนวนลง ส่งผลให้ผู้ป่วยอาจจะเกิดรอยจ้ำเลือด (bruised) มีภาวะเลือดไหลไม่หยุดได้ (bleed excessively) และ อาจจะเป็นจุดแดงๆ ตามผิวหนังได้ (petechiae)

          นอกจากนี้ การที่ผู้ป่วยมีจำนวนเม็ดเลือดขาวที่ปกติลดจำนวนลงนั้น จะทำให้ผู้ป่วยมีภาวะติดเชื้อได้ง่ายกว่าคนปกติอีกด้วย รวมทั้งการที่จำนวนเม็ดเลือดแดงมีจำนวนที่ลดลง ก็จะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการของโลหิตจาง ซึ่งอาจจะทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะหายใจลำบากขึ้นด้วย และอาจจะมีอาการอื่นๆ อีก เช่น อาการมีไข้ขึ้น หนาวสั่น น้ำหนักลด มีอาการอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ และเมื่อเซลล์มะเร็งเกิดการแพร่กระจายไปยังตับและม้าม ก็จะทำให้ตับโตและม้ามโตได้ และถ้าหากเซลล์มะเร็งเกิดการแพร่กระจายไปยังกระดูก ก็จะส่งผลทำให้มีอาการปวดกระดูกและข้อได้เช่นกัน

ประเภทของมะเร็งเม็ดเลือดขาว

          การแบ่งประเภทของมะเร็งเม็ดเลือดขาวนั้น สามารถแบ่งออกได้หลายแบบ ได้แก่

          มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง

          มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน (Acute leukemia) เกิดจากการเพิ่มจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดตัวอ่อนอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลให้ไขกระดูกไม่สามารถสร้างเซลล์เม็ดเลือดที่ปกติได้ มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันมักเกิดกับเด็ก โดยผู้ป่วยจะต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาอาจจะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตภายในไม่กี่เดือน

          มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง (Chronic leukemia) เกิดจากการที่ร่างกายสร้างเซลล์เม็ดเลือดที่ผิดปกติออกมาเป็นจำนวนมากกว่าเซลล์เม็ดเลือดที่ปกติ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีเซลล์เม็ดเลือดที่ผิดปกติในร่างกายเป็นจำนวนมาก โดยปกติแล้วมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน มักจะเกิดขึ้นกับผู้ใหญ่ในหลายๆ ช่วงอายุ

          นอกจากนี้ มะเร็งเม็ดเลือดขาวยังสามารถแบ่งได้ตามลักษณะของเม็ดเลือดขาว ได้แก่…

          Lymphocytic leukemia คือ การที่พบเซลล์ในสาย lymphoid ได้แก่ ลิมโฟไซท์ (Lymphocytes) และพลาสมาเซลล์ (plasma cells) ที่ผิดปกติเป็นจำนวนมากในกระแสเลือด

          Myelogenous leukemia คือ การที่พบเซลล์ที่ผิดปกติในสายmyeloid ได้แก่ eosinophils, neutrophils, และ basophils เพิ่มมากขึ้นในกระแสเลือด

          ดังนั้น เราจึงสามารถแบ่งประเภทของมะเร็งเม็ดเลือดขาว ออกเป็น 4 ชนิด ได้แก่

          Acute lymphocytic leukemia (Acute Lymphoblastic Leukemia หรือ ALL) สามารถพบได้ในเด็กอายุน้อยกว่า 10 ปี รวมถึงในผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีอีกดวย

          Acute myelogenous leukemia (Acute Myeloid Leukemia (AML) หรือ acute nonlymphocytic leukemia) สามารถพบในผูใหญ่มากกว่าเด็ก

          Chronic lymphocytic leukemia (CLL) พบได้บ่อยในผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 55 ปี และสามารถพบในเด็กได้บ้าง แต่ไม่ค่อยส่งผลกระทบเท่าไหร่

          Chronic myelogenous leukemia (CML) พบได้ในผู้ใหญ่ แต่ไม่ค่อยพบในเด็ก

          โดยสรุปแล้ว เราสามารถพบมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด AML และ CLL ได้ในผู้ใหญ่ ในขณะที่ เราสามารถพบมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด ALL ในเด็ก

สาเหตุที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว

          สาเหตุของมะเร็งเม็ดเลือดขาวนั้น ส่วนมากมักเกิดจากการผิดปกติของข้อมูลทางพันธุกรรม ซึ่งนำไปสู่การแบ่งตัวของเซลล์ที่ผิดปกติไป นั่นคือจำนวนเซลล์มะเร็งจะแบ่งตัวเพิ่มจำนวนไม่ยอมหยุด ดังนั้น เราสามารถสรุปสาเหตุการเกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาว ดังนี้

          สารก่อมะเร็ง
          รังสี (Ionizing radiation)
          ความผิดปกติของโครโมโซม (Chromosomal aberration)
          ไวรัสบางชนิด
          การตรวจทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์

          การวินิจฉัยมะเร็งเม็ดเลือดขาวสามารถทำได้ค่อนข้างง่าย จากการดูลักษณะเม็ดเลือดที่ได้จากการเจาะเลือด ตามปกติ เรียกว่าการตรวจ Complete blood count (CBC) ผู้ตรวจที่มีความชำนาญสามารถให้การวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็ว จากการดูสไลด์เพียงแผ่นเดียว

          อย่างไรก็ดีมีความจำเป็นต้องตรวจเลือดจากไขกระดูกเพิ่มเติมเพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่แน่นอนมากขึ้น ทั้งนี้ การเจาะไขกระดูกดังกล่าว ทำได้โดยใช้เข็มฉีดยาขนาดใหญ่ดูดเลือดจากไขกระดูกบริเวณสะโพก หรือบริเวณกลางหน้าอก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางอายุรกรรมหรือทางโลหิตวิทยา จะสามารถให้การวินิจฉัยได้

การรักษา

          การรักษาในผู้ป่วยแต่ละราย และมะเร็งแต่ละชนิดจะไม่เหมือนกัน โดยหลักการการรักษาคือระยะแรกจะควบคุมโรคให้สงบ (Remission) หลังจากนั้นจะป้องกันการกลับเป็นซ้ำ (relapse) ผู้ป่วยหลายรายสามารถหายขาดได้

วิธีการรักษา

          เคมีบำบัด Chemotherapy สามารถให้ได้ทั้งทางฉีดและการกิน มะเร็งบางชนิดอาจต้องให้เข้าไขสันหลัง รังสีรักษา Radiotherapy สามารถให้ได้ 2 กรณีคือให้รังสีบริเวณที่มะเร็งอยู่ เช่นม้าม อันฑะ หรืออาจให้ฉายรังสีทั้งตัวเพื่อเตรียมการปลูกถ่ายไขกระดูก การปลุกถ่ายไขกระดูก Bone marrow transplantation โดยการให้เคมีบำบัดขนาดสูงร่วมกับรังสีเพื่อทำลายเซลล์หลังจากนั้นจึงนำไขกระดูกของคนปกติฉีดเข้าไป ผู้ป่วยจำเป็นต้องอยู่โรงพยาบาลจนกระทั่งร่างกายสามารถสร้างเม็ดเลือดได้

          การสร้างภูมิคุ้มกัน Biological therapy โดยการใช้ interferon กับเซลล์มะเร็งได้บางชนิด

          การรักษาอื่นๆ ที่จำเป็น เนื่องจากการรักษามะเร็งเม็ดเลือดมีโรคแทรกซ้อนมาก ดังนั้นการรักษาอื่นก็มีความจำเป็นไม่แพ้กัน เนื่องจากผู้ป่วยอ่อนแอเกิดการติดเชื้อง่าย ดังนั้นผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงสถานที่ทีมีคนมากโดยเฉพาะช่วงที่เกิดการระบาดของโรค ถ้าได้รับการติดเชื้อที่รุนแรงจำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะ Antibiotic

          ภาวะโลหิตจางเป็นภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญและพบบ่อยหากเป็นมากอาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการเหนื่อยง่าย ถ้าซีดมากควรได้รับการเติมเลือด tranfussions ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจช่องปากก่อนการรักษา

ผลข้างเคียงของการรักษา

          1. เคมีบำบัด Chemotherapy หลักการให้เคมีบำบัดคือทำลายเซลล์ที่แบ่งตัวเร็วซึ่งเซลล์มะเร็งแบ่งตัวเร็วดังนั้นจึงถูกทำลายมากแต่ขณะเดียวกันการให้เคมีบำบัดก็ทำลายเซลล์ปกติดังนั้นอาการข้างเคียงจึงเกิดจากการที่เซลล์ปกติถูกทำลาย ผู้ป่วยจะคลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ผมร่วง เป็นหมัน

          2. รังสีรักษา Radiotherapy บริเวณที่ฉายแสงขนหรือผมจะร่วง ผิวบริเวณดังกล่าวจะแห้ง คัน ห้ามใช้ lotion ก่อนปรึกษาแพทย์

          3. การปลูกถ่ายไขกระดูก Bone marrow transplantation ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เลือดออกผิดปกติ

ข้อมูลจาก

- thailabonline.com
- dmsc.moph.go.th

เรียบเรียงโดยกระปุกดอทคอม
ภาพประกอบจาก saintmedical.com 

          หลังจากที่อดีตดารานางแบบดัง “ลินดา ค้าธัญเจริญ” ป่วยเป็นมะเร็งโคนลิ้น โดยมีเลือดไหลไม่หยุดออกมาจากช่องปาก  ตอนแรกญาติพาไปให้โรงพยาบาล 2 แห่งช่วยตรวจแล้ว แพทย์บอกไม่ได้เป็นอะไร แต่แล้วอาการก็กำเริบ มะเร็งลุกลามไปถึงต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอ ทำให้พูดไม่ได้และมีเลือดออกที่คอตลอดเวลา อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการกัดลิ้นตัวเอง จนสุดท้ายตัดสินใจพาไป โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ หมอตัดชิ้นเนื้อไปตรวจแบบละเอียด ผลออกมากลายเป็นเนื้อร้าย และเข้ารักษาการผ่าตัดแล้ว

          อย่างไรก็ตามหลังจากที่หลายคนรู้เกี่ยวกับ อาการป่วยของ ลินดา แล้วนั้น ก็ทำให้หลายๆ คนหวั่นวิตกว่าจะเป็นมะเร็งโคนลิ้นหรือไม่ เพราะบางทีที่คอมักจะมี ตุ่มๆ และเป็นแผลในปาก มีอาการเจ็บคอ ไอจนนอนไม่หลับ อาการเหล่านี้จะใช่อาการเริ่มต้นของการเป็นมะเร็งโคนลิ้นหรือเปล่า? แล้วถ้าเป็นจริงๆจะสังเกตอย่างไรว่าจะเป็นมะเร็งที่โคนลิ้น หรือที่คอ เพราะหากมีตุ่มๆ ที่คอเวลาไปหาหมอ หมอเพียงแต่ส่องดู จับที่คอดูบอกว่าต่อมทอลซิลอักเสบ ให้ยามากินเท่านั้นเอง? อ่ะ อ่ะ ไม่ต้องซีเรียสไปค่ะ เพราะวันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับ มะเร็งโคนลิ้น และวิธีป้องกันมาฝากกันค่ะ

          มะเร็งโคนลิ้น หรือที่ในวงการแพทย์เรียก มะเร็งออโรฟาริ้งค์ (Oropharynx) เป็นมะเร็งที่เกิดในตำแหน่งที่เชื่อมต่อระหว่างช่องปากและช่องคอ โดยส่วนใหญ่มะเร็งโคนลิ้นมักพบในเพศชาย มากกว่าเพศหญิง และกลุ่มบุคคลที่เสี่ยงเป็นโรคนี้มักจะอายุ 50 ปีขึ้นไป 
           

สาเหตุของการเกิดมะเร็งชนิดนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่พบว่าปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญทำให้เกิดมะเร็งชนิดนี้ได้ คือ

           การดื่มสุราจัด 

           การสูบบุหรี่จัด 

           ส่วนเรื่องอาหารและการติดเชื้อไวรัสยังอยู่ในการศึกษาวิจัยว่าจะมีความสัมพันธ์กับมะเร็งชนิดนี้หรือไม่?

อาการของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งโคนลิ้น

           เจ็บคอเรื้อรัง 

           มีแผลเรื้อรังในบริเวณเชื่อมต่อระหว่างช่องปากและช่องคอ เช่น ที่โคนลิ้น ที่ต่อมทอมซิลหรือในช่องปากข้างๆ ด้านในของลำคอ เป็นต้น 

           มีก้อนในบริเวณเชื่อมต่อระหว่างช่องปากและช่องคอ ตรงอวัยวะที่เป็นมะเร็ง เช่น มีต่อมทอนซิลโตผิดปกติ เป็นต้น และก้อนนี้จะโตขึ้นเรื่อยๆ โตเร็ว 

           อาจมีเลือดปนน้ำลายหรือเสลด 

           กลืนอาหารแล้วรู้สึกติดคอ ไม่คล่อง เจ็บคอ

           ถ้าก้อนโตมากอาจมีอาการหายใจไม่ได้ หายใจไม่ออก เพราะก้อนจะโตไปอุดทางเดินหายใจได้ 

           ถ้าเป็นระยะลุกลาม โรคจะกระจายมาต่อมน้ำเหลืองที่คอข้างเดียวหรือ 2 ข้างก็ได้ ทำให้ต่อมน้ำเหลืองโต คลำได้ 

           สรุปได้ว่า ผู้ป่วยมักจะมีแผลเรื้อรัง และไม่มีอาการเจ็บปวดในระยะแรกๆ แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการปวดมากฉพาะที่แสดงว่า มะเร็งนั้นอาจลุกลามลึกลงไปในส่วนนั้นๆ หรือลุกลามไปตามเส้นประสาท หรือกระดูก หากมีอาการเหล่านี้ควรให้แพทย์ตรวจให้ละเอียดจะดีกว่าค่ะ

ระยะของโรคมะเร็งโคนลิ้นนั้น แบ่งเป็น 4 ระยะ ด้วยกัน

           ระยะที่ 1  ก้อน / แผล มะเร็งมีขนาดเล็ก 

           ระยะที่ 2 ก้อน / แผล มะเร็งมีขนาดใหญ่ขึ้น 

           ระยะที่ 3 โรคลุกลามเข้าอวัยวะใกล้เคียงและต่อมน้ำเหลืองที่คอโต คลำได้ 

           ระยะที่ 4 ก้อน / แผล มะเร็งลุกลามเข้าอวัยวะใกล้เคียงมากขึ้น กระจายไปต่อมน้ำเหลืองมากขึ้น ต่อมน้ำเหลืองที่คอโตมาก และอาจโตทั้ง 2 ข่างของลำคอ หรือมีโรคแพร่กระจายไกลไปยังอวัยวะอื่นๆ ที่อยู่ไกลออกไป เช่น กระจายไปปอดหรือกระดูก เป็นต้น

ปัจจัยที่เสริมความรุนแรงของมะเร็งชนิดนี้มีหลายปัจจัยที่สำคัญ ได้แก่

 

           ระยะของโรค ยิ่งระยะสูงขึ้น โรคก็รุนแรงมากขึ้น

           สภาพร่างกายทั่วไปของผู้ป่วย ถ้าแข็งแรงผลการรักษาก็ดีกว่า 

           โรคร่วมอื่นๆ ที่มีผลต่อสุขภาพของผู้ป่วย เช่น เบาหวาน ความดัน เป็นต้น ก็จะเป็นอุปสรรคต่อการรักษา 

           ผู้ป่วยสูงอายุ มักทนการรักษาแบบหายขาดไม่ได้

วิธีการรักษา มี 3 วิธี คือ

 

           รังสีรักษา เป็นวิธีการรักษาหลักในการรักษามะเร็งโคนลิ้น ใช้รักษาทุกๆ ระยะของโรค โดยทั่วไปจะเป็นการฉายรังสี ครอบคลุมทั้งส่วนเชื่อมต่อระหว่างช่องปากและช่องคอ และต่อมน้ำเหลืองที่คอ จะฉายรังสีวันละ 1 ครั้ง ติดต่อกันทุกๆวัน ใน 1 สัปดาห์จะฉาย 5 วันติดต่อกัน หยุดพักสัปดาห์ละ 2 วัน ซึ่งถ้าเป็นโรงพยาบาลรัฐบาลก็จะหยุดวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดราชการใช้ระยะเวลารักษาทั้งหมดประมาณ 6-8 สัปดาห์ติดต่อกัน การฉายรังสีจะมีผลกระทบต่อช่องปากและฟัน ฟันจะผุเสื่อมสภาพได้ง่าย ดังนั้นก่อนการฉายรังสีผู้ป่วยจึงต้องได้รับการตรวจรักษาช่องปากและฟันจากทันตแพทย์ก่อน ทันตแพทย์จำเป็นต้องถอนฟันที่มีสุขภาพไม่สมบูรณ์ออกให้หมดก่อน และจะเริ่มฉายรังสีหลังจากมีการดูแลช่องปากและฟันเรียบร้อยแล้ว แต่ถ้ามีการถอนฟันก็จะต้องรอจนกว่าแผลถอนฟันจะติดดีก่อน

           เคมีบำบัด มักให้ร่วมกับรังสีรักษาเสมอจะให้ในผู้ป่วยที่มีโรคลุกลามแล้ว และมีสุขภาพแข็งแรง การให้เคมีบำบัดมักให้ไปพร้อมกับการฉายรังสีแต่ถ้าระหว่างรักษาผู้ป่วยทนการรักษาได้ไม่ดี แพทย์มักจะพักการให้เคมีบำบัดไว้ก่อนแต่จะยังฉายรังสีต่อจนครบแล้วจึงจะกลับมาให้เคมีบำบัดต่อ

           การผ่าตัด การผ่าตัดรักษามะเร็งโคนลิ้นมีข้อจำกัดมาก มีผู้ป่วยน้อยรายที่จะใช้การผ่าตัดเพื่อการรักษาโรคนี้

          อย่างไรก็ตามภายหลังครบการรักษาแล้ว แพทย์จะยังนัดตรวจรักษาผู้ป่วยต่อเนื่องเป็นระยะๆ ไป โดยใน 1-2 ปีแรก หลังการรักษามักนัดตรวจทุก 1-2 เดือน ภายหลัง 3-5 ปี มักนัดตรวจทุก 2-3 เดือน แต่ถ้าภายหลัง 5 ปีไปแล้วมักนัดทุก 6-12 เดือน ในการมาตรวจเพื่อติดตามโรคทุกครั้ง ควรนำญาติสายตรงหรือผู้ดูแลมาด้วย เพื่อจะได้ร่วมรักษา พูดคุยกับแพทย์โดยตรง และควรนำยาที่ รับประทานอยู่หรือถ้ามีการตรวจจากแพทย์ท่านอื่นๆ ด้วย ก็ควรนำผลการตรวจนั้นๆ มาแจ้งแพทย์ด้วย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมค่ะ

ข้อมูลจาก

- หน่วยรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

- ชมรมฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโรคมะเร็ง